ทนอย.Thanoy · iApp
ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2469

มาตรา 4

ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2469 มาตรา 4 ในกฎหมายนี้ คำว่า "ทหาร " หมายความว่า บุคคลที่อยู่ในอำนาจกฎหมายฝ่ายทหาร คำว่า "เจ้าพนักงาน" ที่ใช้ในประมวลกฎหมายลักษณะอาญานั้นท่านหมายความตลอดถึงบรรดานายทหารบกนายทหารเรือ ชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนที่อยู่ในกองประจำการนั้นด้วย คำว่า "ราชศัตรู" นั้นท่านหมายความตลอดถึงบรรดาคนมีอาวุธที่แสดงความขัดแย้งต่ออำนาจผู้ใหญ่หรือที่เป็นกบฏหรือเป็นโจรสลัดหรือที่ก่อการจลาจล คำว่า "ต่อหน้าราชศัตรู" นั้นท่านหมายความตลอดถึงที่อยู่ในเขตซึ่งกองทัพได้กระทำสงครามนั้นด้วย คำว่า "คำสั่ง" นั้น ท่านหมายความว่าบรรดาข้อความที่ผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหารผู้ถืออำนาจอันสมควรเป็นผู้สั่งไปโดยสมควรแก่กาลสมัยและชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายคำสั่งเช่นนี้ท่านว่าเมื่อผู้รับคำสั่งนั้นได้กระทำตามแล้วก็เป็นอันหมดเขตของการที่สั่งนั้น คำว่า "ข้อบังคับ" นั้น ท่านหมายความว่าบรรดาข้อบังคับและกฎต่าง ๆ ที่ให้ใช้อยู่เสมอซึ่งผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหารผู้ถืออำนาจอันสมควรได้ออกไว้โดยสมควรแก่กาลสมัย และชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย [คำว่า"ผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหาร" แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาชญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๓ ]

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 791/2497

พ.ศ. 2497

ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลทหารกลาง (ศาลอุทธรณ์) ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน พลทหารที่เป็นผู้คุมเรือนจำจังหวัดทหารบก เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ พยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยต้องขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดทหารบกพิษณุโลกแล้วหลบหนี พลทหารบุญมาผู้คุมประจำเรือนจำกับพวกเข้าจับกุมจำเลยๆ กลับต่อสู้ขัดขวางใช้มีดทำร้ายพลทหารบุญมา ศาลจังหวัดทหารบกพิษณุโลกฟังว่าจำเลยกระทำผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๑๖๓,๒๕๔,ปราณีลดโทษตามมาตรา ๕๙ แล้วคงจำคุกจำเลยรวม

ฎีกาที่ 45/2481

พ.ศ. 2481

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2481หลักกฎหมาย: โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยซึ่งเป็นทหารใช้อุบายหลอกลวงบุคคลพลเรือนให้ทำใบรับเงินปลอมขึ้นแล้วนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไปขอให้ลงโทษฐานใช้หนังสือปลอมดังนี้ คดีตกอยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตร์ว่ากระทำผิดกฎหมายต่างกรรมต่างวาระกันหลายอย่าง ฉะเพาะฟ้องของ ๒ และ ๓ โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทำอุบายหลอกลวง ซ.ครั้งหนึ่ง และ บ.ครั้งหนึ่งให้ทำใบรับเงินปลอมว่าได้ขายเข้าให้แก่กองทหาร แล้วจำเลยนำใบรับเงินปลอมนั้นมาเบิกเงินหลวงไป ศาลล

ฎีกาที่ 1323/2558

พ.ศ. 2558

พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็

ฎีกาที่ 6858/2557

พ.ศ. 2557

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ

ฎีกาที่ 17950/2557

พ.ศ. 2557

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ

ค้นต่อ