ทนอย.
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477

มาตรา 10

ยกเลิกแล้ว
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477 มาตรา 10 ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้ทำการแทน ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว (๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา (๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุระการของศาล (๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ (๑) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้ (๒) สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 4810/2542

พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งกำหนดให้มีการนั่งพิจารณา ณ ที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) โดยอาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบกับมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ย่อมทำให้ทั้งศาลจังหวัดบุรีรัมย์กับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ต่างมีอำนาจชำระคดีนี้ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลใดศาลหนึ่งดังกล่าวได้ การที่ศาลจังหวัด บุรีรัมย์มีคำสั่งเรื่องกำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาล เพราะเห็นเป็นการจำเป็นที่จะให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและ ประหยัดแก่ประช

ฎีกาที่ 4810/2542

พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งกำหนดให้มีการนั่งพิจารณาณ ที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบกับมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาย่อมทำให้ทั้งศาลจังหวัดบุรีรัมย์กับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง)ต่างมีอำนาจชำระคดีนี้ ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลใดศาลหนึ่งดังกล่าวได้ การที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งเรื่องกำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลเพราะเห็นเป็นการจำเป็นที่จะให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและประหยัด แก่ประชาชนในพ

ฎีกาที่ คำสั่งคำร้อง:1157/2535

พ.ศ. 2535

ความว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฎีกาไว้ตั้งแต่วันที่9 กรกฎาคม 2533 ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานปรากฎชัดแจ้งอยู่ในสำนวนแล้ว ปัญหาการพิจารณาคดีก็ไม่มีข้อยุ่งยากแต่ประการใด การพิจารณาคดีน่าจะเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและรวดเร็ว จึงขอให้ ท่านประธานศาลฎีกาใช้อำนาจตามพระธรรมนูญยุติธรรม มาตรา 10 นั่ง พิจารณาคดีนี้และลงชื่อเป็นองค์คณะในคำพิพากษาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3

ฎีกาที่ คำสั่งคำร้อง:2394/2532

พ.ศ. 2532

ความว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างเหตุผลหลายประการว่าคดีของตนมีทางชนะและเชื่อในความที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของท่านประธานศาลฎีกา จึงขอความกรุณาให้ท่านประธานศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ด้วยตนเอง หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ถนนบวร ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรีจังหวัดกาญจนบุรี ให้โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถแบ่งแยกให้ได้ก็ให้นำทรัพย์นี้ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนข้างต้น กับให้จำเลยร่วมกันแบ่งตึกแถว

ฎีกาที่ คำสั่งคำร้อง:1510/2531

พ.ศ. 2531

ความว่า โจทก์ในคดีนี้ถูกจำเลยและจำเลยร่วมฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง ปรากฏตามคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 17709,17710/2527 โดยคดีดังกล่าวมีประเด็นอย่างเดียวกันกับคดีนี้ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแล้ว และจำเลย(โจทก์คดีนี้) ก็ได้ยื่นฎีกาไว้ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีที่มีประเด็นอย่างเดียวกันให้เป็นไปในแนวเดียวกัน จึงขอความกรุณาท่านประธานศาลฎีกาได้โปรดให้มีการพิจารณาพิพากษาคดีนี้และคดีดังกล่าวโดยผู้พิพากษาคณะเดียวกันด้วย หมายเหตุ จำเลยและจำเลยร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา ศา

ค้นต่อ

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477 มาตรา 10 · ทนอย Thanoy