พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477
มาตรา 9
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477 มาตรา 9 ในศาลชั้นต้นตามมาตรา ๓ นอกจากศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งแบ่งออกเป็นแผนกให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก แผนกละหนึ่งคน เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาผู้มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นหรือในแผนกนั้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้พิพากษาผู้มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น หรือในแผนกนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาผู้มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น หรือในแผนกนั้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนดังกล่าวได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 365/2473
กฎเสนาบดีที่ 5 ผู้พิพากษาที่มิได้นั่งพิจารณาจะตัดสินคดีนั้นไม่ได้ (เทียบฎีกาที่ 269/56)คดีนี้ปรากฏตามรายงานศาลอุทธรณ์ว่า พระยากฤติกาฯ กับพระยาธรรมสารเวทย์เปนผู้นั่งฟังคำแถลงการณ์ของคู่ความ ส่วนพระยากุศนะเรศร์ไม่ปรากฏว่าได้นั่งด้วย แต่ลงนามเปนผู้ตัดสินคดีนี้จึงมีปัญหาว่า ผู้ที่มิได้นั่งพิจารณาจะตัดสินคดีได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พระยากุศนะเรศร์จะตัดสินคดีนี้ไม่ได้ ตามกฎเสนาบดีที่ ๕ และ ฎีกาที่ ๒๖๙/๕๖ คำพิพากษานี้คงเหลือแต่พระยาธรรมสารเวทย์ ผู้นั่งพิจารณาลงนามแต่นายเดียว ไม่ครบคณะตามพระธรรมนูญ ม.๙