พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2554
มาตรา 4
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2554 มาตรา 4 ครุยวิทยฐานะของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีสามชั้น ดังต่อไปนี้ (๑) ครุยดุษฎีบัณฑิต ทำด้วยผ้าหรือแพรสีเขียวเข้มเย็บเป็นเสื้อคลุมยาวเหนือข้อเท้าพอประมาณ ตัวเสื้อผ่าอกตลอด มีแถบผ้าสักหลาดสีประจำคณะหรือวิทยาลัยกว้าง ๗ เซนติเมตร ขนาบด้วยแถบสีทอง กว้าง ๑.๕ เซนติเมตร เย็บติดเป็นสาบตลอดด้านหน้าทั้งสองข้างและโอบรอบคอเสื้อมีโบทำด้วยผ้าสักหลาดสีเขียวเข้ม กว้าง ๔ เซนติเมตร ยาว ๑๐ เซนติเมตร ขนาบด้วยแถบสีทองกว้าง ๐.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๐ เซนติเมตร ติดบนแถบผ้าสักหลาดระดับหน้าอกทั้งสองข้าง และเครื่องหมายสถาบันมีลักษณะเป็นรูปวงกลมทำด้วยโลหะดุนนูนสีทองเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ เซนติเมตร ติดกึ่งกลางบนโบทั้งสองข้าง ตอนกลางตัวเสื้อเหนือขอบเอว๗ เซนติเมตร มีสายทองถัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๐.๕ เซนติเมตร ยาว ๒๐ เซนติเมตร ส่วนปลายเป็นพู่สีประจำคณะหรือวิทยาลัยยาว ๖ เซนติเมตร และมีแถบผ้าสักหลาดสีเขียวเข้ม กว้าง ๔ เซนติเมตร ขนาบด้วยแถบสีทองกว้าง ๑.๕ เซนติเมตร เย็บติดด้านหลังกึ่งกลางตัวเสื้อตามแนวดิ่ง ชายเสื้อมีแถบสีทองกว้าง ๑.๕ เซนติเมตร แขนเสื้อกว้างและยาวตกข้อมือ ปลายแขนปล่อย ต้นแขนมีแถบสีทอง กว้าง๑ เซนติเมตร จำนวนสี่แถบ และแถบผ้าสีดำมัน กว้าง ๒.๕ เซนติเมตร จำนวนสามแถบติดสลับกันระยะห่างระหว่างแถบ ๐.๕ เซนติเมตร ปลายแขนมีแถบสีทอง กว้าง ๑.๕ เซนติเมตร (๒) ครุยมหาบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิตเว้นแต่ต้นแขนมีแถบสีทอง กว้าง ๑ เซนติเมตร จำนวนสามแถบ และแถบผ้าสีดำมัน กว้าง ๒.๕เซนติเมตร จำนวนสองแถบติดสลับกัน ระยะห่างระหว่างแถบ ๐.๕ เซนติเมตร (๓) ครุยบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยมหาบัณฑิต เว้นแต่ต้นแขนมีแถบสีทอง กว้าง ๑ เซนติเมตร จำนวนสองแถบ และแถบผ้าสีดำมัน กว้าง ๒.๕ เซนติเมตร จำนวนหนึ่งแถบติดสลับกัน ระยะห่างระหว่างแถบ ๐.๕ เซนติเมตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2557
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ
พ.ศ. 2557
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ
ค้นต่อ