ทนาย Thanoy · iApp
พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

มาตรา 6

ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 6 ในกรณีที่สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจพบเหตุอันควรสงสัยเองหรือได้รับข้อมูลจากระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา ๔ ว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ใดถูกใช้หรืออาจถูกใช้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ระงับการทำธุรกรรมและแจ้งสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่รับโอนถัดไป พร้อมทั้งนำข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา ๔ เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจผู้รับโอนทุกทอดทราบและระงับการทำธุรกรรมดังกล่าวไว้ทันทีเป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่พบเหตุอันควรสงสัยหรือได้รับแจ้ง แล้วแต่กรณี เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริง และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตรวจสอบ ในกรณีที่สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจได้รับแจ้งเหตุตามวรรคหนึ่งจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ระงับการทำธุรกรรม พร้อมทั้งนำข้อมูลเข้าสู่ระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา ๔ เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจผู้รับโอนทุกทอดทราบและระงับการทำธุรกรรมดังกล่าวไว้ทันที แล้วแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เมื่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบแล้ว ปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นถูกใช้ในการกระทำความผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการระงับการทำธุรกรรมตามวรรคหนึ่ง หรือแจ้งสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจตามวรรคสอง หากไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นถูกใช้ในการกระทำความผิด ให้แจ้งผลการตรวจสอบให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจทราบเพื่อยกเลิกการระงับการทำธุรกรรมต่อไป เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคสามแล้ว หากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญาหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่แจ้งผลการดำเนินการ ให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจยกเลิกการระงับการทำธุรกรรมนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 122/2478

พ.ศ. 2478

หน้าที่นำสืบ คำรับสารภาพ +พะยาน +พะยาน อาจมีอำนาจพิเคราะห์ ดูวัตถุพะยานว่าจะเป็นมาตราวุธหรือไม่ +ตามสภาพของวัตถุของกลางไม่เป็นสาตราวุธ ถ้าโจทก์ยืนยันว่าเคยใช้กันเป็นมาตราวุธก็เป็นหน้าที่โจทก์น่าสืบ ถ้าโจทก์ไม่นำสืบและถึงแม้จำเลยรับว่าเป็น+าตราวุธศาลก็ไม่รับฟังว่าเป็นสาตราวุธได้

ฎีกาที่ 1083/2477

พ.ศ. 2477

พฤตติการณ์อย่างไรฟังว่าเป็นการสละที่ดินให้เป็นทางเดิรสำหรับสาธารณใช้สัญจรไปมา ทางเดิรซึ่งเจ้าของที่สละให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นผู้ใดปิดกั้นเสียต้องมีผิดตามมาตรา 336 ข้อ 2คดีนี้

ฎีกาที่ 606/2475

พ.ศ. 2475

ที่ตอนในของร้านขายอาหารซึ่งเจ้าของแบ่งไว้เป็นที่อาศัยนอน ๆ ผู้คนจะเข้าไปได้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของไม่เป็นที่สาธารณสถาน (เทียบฎีกาที่ 631 ร.ศ. 129) พ.ร.บ.การพะนัน พ.ศ. 2473 วิธีพิจารณาอาชญา จำเลยบางคนที่ยังไม่ได้ฟังคำตัดสินศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยถึง จำเลยผู้นั้นต้องคดีนี้มีปัญหาว่าการที่จำเลยเล่นไพ่กันในร้านขายอาหารของ ป. ตอนในซึ่งเจ้าของร้านแบ่งไว้เป็นที่อาศัยนอน ตอนหน้าร้านเป็นที่ขายอาหาร แลตอนในนี้ผู้คนจะเข้าไปได้ก็ต้องรับอนุญาตจากเจ้าของดังนี้ ที่ ๆ จำเลยเล่นไพ่กันจะเป็นที่สาธารณสถ

ฎีกาที่ 197/2475

พ.ศ. 2475

อย่างไรเรียกว่าเคหะสถาน เพิงมีผากั้นและหลังคาทำไว้สำหรับนอนเฝ้าอวนเป็นเคหะสถานคดีนี้ได้ความว่าจำเลยกับพวกเล่นไพ่จีนพะนันกันที่เพิงซึ่งฝากั้น มีหลังคาใช้เป็นที่หลับนอนเฝ้าอวน เวลาตากอวน ปัญหามีว่า เพิงนั้นจะเป็นเคหะสถานหรือไม่ ฎีกาตัดสินยืนตามศาลล่างทั้ง ๒ ซึ่งฟังต้องกันว่า เพิงนั้นเป็นเคหะสถานที่คนอยู่อาศัยได้ตามกฎหมายอาชญามาตรา ๖ ข้อ ๑๔ และไม่ใช่ที่สาธารณะ จำเลยไม่มีผิด ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197/2475อัยยการสุโขทัยโจทก์นายลวน นายย่นจำเลย พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.

ฎีกาที่ 745/2475

พ.ศ. 2475

สัญญากู้เป็นหนังสือสำคัญเซ็นชื่อคนที่ไม่มีตัวจริงในสัญญากู้ แล้วนำไปหลอกลวงเอาเงินจากเจ้าทรัพย์มีผิดฐานปลอมหนังสือด้วยคดีนี้มีปัญหาว่า การที่จำเลยเซ็นชื่อคนที่ไม่มีตัวจริงลงในสัญญากู้เงินแล้วนำไปหลอกลวงเอาเงินจากเจ้าทรัพย์มา ดังนี้ จำเลยจะมีผิดฐานปลอมหนังสือด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาตัดสินว่า แม้จะไม่มีตัวผู้กู้ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ในสัญญากู้ก์ดี เมื่อจำเลยนำมาแสดงต่อเจ้าทรัพย์ ๆ หลงเชื่อว่าเป็นหนังสือกู้ ที่ผู้กู้ได้ลงชื่ออันแท้จริง แลได้จ่ายเงินให้จำเลยไปนั้น เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว แลหนังสือสัญญา

ค้นต่อ

พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 6 · Thanoy