พระราชบัญญัติควบคุมยาง พุทธศักราช 2481
มาตรา 4
ยกเลิกแล้ว
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
พระราชบัญญัติควบคุมยาง พุทธศักราช 2481 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ (๑) "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) "เจ้าพนักงานประจำท้องที่" หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศตั้งในราชกิจจานุเบกษาให้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ และตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (๓) "ผู้ตรวจการยาง" หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีจะได้ตั้งขึ้นเพื่อทำการตรวจตราให้เป็นไปตามความในพระราชบัญญัตินี้ และตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (๔) "กรรมการประเมิน" หมายความว่า กรรมการซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศตั้งในราชกิจจานุเบกษาเป็นครั้งคราวมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ คน มีหน้าที่ประเมินจำนวนยางทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (๕) "ต้นยาง" หมายความว่า ต้นยางพารา (Hevea Braziliensis) หรือต้นยางชนิดอื่นใด ซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นคราว ๆ (๖) "ยาง" หมายความว่า ยางที่ทำขึ้นจากใบ เปลือก หรือน้ำยาง ของต้นยาง ไม่ว่าเหลวหรือแข็ง จางหรือข้น (๗) "สวนยาง" หมายความว่า ที่ดินที่ได้ปลูกต้นยางมีลักษณะเป็นสวนยางซึ่งอยู่ในความครอบครองของเจ้าของสวนยางก่อนวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือสวนยางที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ (๘) "สวนใหญ่" หมายความว่า สวนยางซึ่งได้รับการประเมินจำนวนยางทำได้เป็นสวนใหญ่ตามกฎกระทรวง (๙) "สวนเล็ก" หมายความว่า สวนยางซึ่งได้รับการประเมินจำนวนยางทำได้เป็นสวนเล็กตามกฎกระทรวง (๑๐) "การปลูกเสริม" หมายความว่า การปลูกต้นยางในสวนยางในเนื้อที่ไร่ใดไร่หนึ่งไม่เกินสิบสองต้น (๑๑) "การปลูกแทน" หมายความว่า การปลูกต้นยางในสวนยางในเนื้อที่ไร่ใดไร่หนึ่งเกินกว่าสิบสองต้น (๑๒) "การปลูกใหม่" หมายความว่า การปลูกต้นยางลงในที่ซึ่งไม่ใช่สวนยางตามพระราชบัญญัตินี้ (๑๓) "เจ้าของสวนยาง" หมายความว่า บุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำยาง (๑๔) "ค้ายาง" หมายความว่า ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายยางแก่กันโดยประการอื่น (๑๕) "ผู้ค้ายาง" หมายความว่า ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการค้ายาง (๑๖) "ผู้ส่งยางออก" หมายความว่า ผู้ที่ได้รับใบสุทธิยางหรือผู้ค้ายางซึ่งได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานประจำท้องที่เป็นผู้ส่งยางออกนอกราชอาณาเขต (๑๗) "โรงรีดยาง" หมายความว่า โรงงานที่ทำเศษยาง (scrap rubber) หรือยางก้อน (waste rubber) ให้เป็นยางแผ่น (crepe rubber) (๑๘) "โรงรมยาง" หมายความว่า สถานที่ซึ่งใช้ในการรมยาง (๑๙) "โควตา" หมายความว่า จำนวนส่วนจำกัดยางแห้งซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้พึงทำได้ในสวนยางสวนหนึ่ง ๆ เป็นส่วนร้อยของจำนวนยางทำได้ (๒๐) "ระยะเวลาโควตา" หมายความว่า กำหนดระยะเวลาซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้พึงทำและจำหน่ายยางได้ตามโควตา (๒๑) "จำนวนยางทำได้" หมายความว่า จำนวนยางแห้งของสวนยางสวนหนึ่ง ๆ ที่พึงทำได้ในปีหนึ่ง ๆ ตามที่กรรมการประเมินพิจารณาประเมินให้ตามหลักเกณฑ์ซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวง (๒๒) "ใบสุทธิยาง" หมายความว่า เอกสารตามแบบพิมพ์ที่กำหนดให้ ซึ่งให้อำนาจเจ้าของสวนใหญ่ทำยางและจำหน่ายยางได้ตามโควตาที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น (๒๓) "ใบสำคัญจำหน่ายยาง" หมายความว่า เอกสารตามแบบพิมพ์ซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นคราว ๆ สำหรับใช้กำกับไปกับยางในเมื่อมีการค้ายางระหว่างเจ้าของสวนใหญ่กับผู้ค้ายาง หรือระหว่างผู้ค้ายางด้วยกัน (๒๔) "ใบกำกับคูปอง" หมายความว่า เอกสารตามแบบพิมพ์ที่กำหนดให้ ซึ่งให้อำนาจเจ้าของสวนเล็กทำยางและจำหน่ายยางได้ตามโควตาที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น (๒๕) "ใบคูปอง" หมายความว่า เอกสารตามแบบพิมพ์ซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นคราว ๆ สำหรับใช้กำกับไปกับยางในเมื่อมีการค้ายางระหว่างเจ้าของสวนเล็กกับผู้ค้ายาง หรือระหว่างผู้ค้ายางด้วยกันตามจำนวนยางที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น (๒๖) "ใบแสดงแหล่งกำเนิด" หมายความว่า เอกสารตามแบบพิมพ์ที่กำหนดให้ เพื่อแสดงชื่อประเทศ รัฐ หรืออาณาเขตซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของยางที่ระบุไว้ในเอกสารนั้น (๒๗) "แบบพิมพ์ที่กำหนดให้" หมายความว่า แบบพิมพ์ที่กำหนดให้โดยกฎกระทรวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2557
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ
พ.ศ. 2557
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ
ค้นต่อ