พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511
มาตรา 119
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 119 นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (๑) ให้สหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) เมื่อได้ออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทสหกรณ์ตามมาตรา ๘ แล้วให้นายทะเบียนสหกรณ์จัดสหกรณ์ตาม (๑) ให้เข้าประเภทสหกรณ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (๓) ให้ชุมนุมสหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นชุมนุมสหกรณ์ตามพระราชบัญญัตินี้ (๔) ให้กรรมการดำเนินการของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นกรรมการของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามข้อบังคับของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์นั้น ทั้งนี้ไม่กระทบกระทั่งถึงการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น (๕) ชุมนุมสหกรณ์ใดที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและมีสมาชิกซึ่งมิได้เป็นสหกรณ์หรือขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับให้สมาชิกนั้นยังคงเป็นสมาชิกต่อไปได้ แต่ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการในคราวต่อไป (๖) สหกรณ์ใดที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมีวัตถุประสงค์รับฝากเงินจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ ให้คงรับฝากเงินที่สหกรณ์ได้รับฝากไว้แล้วจากบุคคลดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาการรับฝากเงินตามสัญญาระหว่างสหกรณ์กับผู้ฝาก (๗) ให้สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจำกัดสินใช้ที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ (๘) ให้คณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจำกัดสินใช้ที่ได้จดทะเบียนอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นคณะกรรมการดำเนินการของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยต่อไปจนกว่าจะครบวาระ ตามข้อบังคับของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจำกัดสินใช้ ทั้งนี้ไม่กระทบกระทั่งถึงการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ กิจการของสหกรณ์ได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ แต่กฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑ และแก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมแก่กาลสมัยเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ให้ดีขึ้น ทวิ มาตรา ๑๑๘ ทวิ ในกรณีที่คณะบุคคลผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งรวมกันดำเนินกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมยังไม่อาจรวมกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัตินี้ได้ จะจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรขึ้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาก็ได้ ทวิ ในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดการดำเนินการของกลุ่มเกษตรกร การกำกับกลุ่มเกษตรกร การเลิกกลุ่มเกษตรกร หรือการควบกลุ่มเกษตรกรเข้ากัน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแก่ประเภทของกลุ่มเกษตรกร ตรี มาตรา ๑๑๘ ตรี กลุ่มเกษตรกรซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จัตวา มาตรา ๑๑๘ จัตวา ถ้าจะต้องกำหนดอัตราโทษสำหรับความผิดในพระราชกฤษฎีกา โทษที่จะกำหนดต้องไม่เกินหนึ่งเดือนสำหรับโทษจำคุกหรือหนึ่งพันบาทสำหรับโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ เบญจ มาตรา ๑๑๘ เบญจ ในกรณีที่กลุ่มเกษตรกรโดยมติของที่ประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดแสดงความจำนงขอเปลี่ยนฐานะเป็นสหกรณ์เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาเห็นว่าข้อบังคับของกลุ่มเกษตรกรมีรายการถูกต้องตามมาตรา๑๔ สำหรับสหกรณ์จำกัด หรือมาตรา ๕๕ เบญจ สำหรับสหกรณ์ไม่จำกัดให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนและดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ สหกรณ์ตามวรรคหนึ่งย่อมได้มาทั้งทรัพย์สินหนี้สิน สิทธิและความรับผิดของกลุ่มเกษตรกรเดิม ฉ มาตรา ๑๑๘ ฉ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกรเป็นสหกรณ์ ให้คณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรมีฐานะเป็นคณะกรรมการสหกรณ์ จนกว่าจะมีคณะกรรมการสหกรณ์ซึ่งที่ประชุมใหญ่ได้เลือกตั้งขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๔๐ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๑๕โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพสำคัญของราษฎรส่วนใหญ่และผลผลิตทางเกษตรกรรมเป็นสินค้าขาออกที่นำรายได้มาสู่ประเทศเป็นอันดับหนึ่งแต่ปรากฏว่าราษฎรผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมส่วนมากเป็นผู้มีทุนทรัพย์น้อยและประสบอุปสรรคในการผลิตและการจำหน่ายตลอดมาราษฎรผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจึงได้รวมกันจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรขึ้นในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรแล้วประมาณ๖,๒๐๐กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ ครอบครัวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการประกอบอาชีพจากสภาพการณ์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันคณะปฏิวัติจึงเห็นสมควรจัดให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้มีฐานะเป็นนิติบุคคลเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่แสวงหาทุนจากสถาบันการเงินของรัฐหรือของเอกชนมาดำเนินกิจการให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นทั้งนี้ภายใต้การสนับสนุนส่งเสริมและกำกับของทางราชการอันจะมีผลให้กลุ่มเกษตรกรเจริญเป็นปึกแผ่นและสามารถแปรสภาพเป็นสหกรณ์และดำเนินกิจการในรูปสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการสหกรณ์ได้โดยรวดเร็วและเพื่อให้การเป็นไปตามความประสงค์ จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการสหกรณ์หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ ๒ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๔๗ ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕โดยที่คณะปฏิวัติได้พิจารณาเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจจ่ายดอกผลที่เกิดขึ้นจากทุนกลางของบรรดาสหกรณ์ไม่จำกัดให้แก่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้จ่ายในการให้การศึกษาอบรมวิชาเกี่ยวกับกิจการสหกรณ์แก่สมาชิกสหกรณ์กรรมการดำเนินการของสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่กิจการสหกรณ์ยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ ๒ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปมาตรา ฉบับที่ 2 พระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๗ การจ่ายเงินปันผลตามมาตรา ๓๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้จ่ายตั้งแต่ปีทางบัญชีของสหกรณ์ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ใช้มาเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี และภาวะการเงินได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอันมาก เช่น ดอกเบี้ยของธนาคารเพิ่มขึ้นหากไม่มีการแก้ไขสมาชิกของสหกรณ์จะปลีกตัวจากสหกรณ์ไปกระทำธุรกิจเกี่ยวด้วยการเงินกับทางธนาคารจะเป็นการเสียหายแก่การดำเนินกิจการสหกรณ์ จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงเงินปันผลตามหุ้นที่สหกรณ์อาจจะจ่ายให้แก่สมาชิกให้สูงขึ้นและระดมทุนให้แก่สหกรณ์เพื่อช่วยยกฐานะของสหกรณ์ให้เกิดความมั่นคงและมีความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 4494/2555
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดฐานขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาปลอมโดยไม่รู้ว่าเป็นยาปลอมไว้ให้ปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าพันบาท ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องคดีและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์ในข้อหานี้จึงขาดอายุความ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วมและพนักงานของโจทก์ร่วมเบิกความตร