พระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 6
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔ ถึงมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๒ "มาตรา ๑๔ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เรียกว่า "กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม" โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (๑) ส่งเสริมและสนับสนุน การวิจัย การพัฒนา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ การศึกษาและเผยแพร่งานศิลปะและวัฒนธรรมของบุคคล คณะบุคคล และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาคราชการและเอกชน (๒) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างความร่วมมือขององค์กรและสถาบันด้านศิลปวัฒนธรรม (๓) ส่งเสริมกิจกรรมการจัดการแสดง การจัดนิทรรศการทางศิลปะและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ (๔) ช่วยเหลือผู้มีผลงานทางด้านวัฒนธรรม และศิลปินในด้านสวัสดิการและความเป็นอยู่ (๕) สนับสนุนให้มีการจัดซื้อผลงานทางศิลปะที่เป็นผลงานของศิลปินไทยและเป็นสมบัติของชาติ (๖) ส่งเสริมการเรียนการสอนด้านศิลปะและวัฒนธรรม และการสืบทอดงานศิลปะ ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน (๗) ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และการเรียนการสอนภาษาไทย (๘) ส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ตลอดจนองค์กร สมาคม และมูลนิธิต่างประเทศ (๙) ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านศิลปะและวัฒนธรรม (๑๐) ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรสาธารณประโยชน์ที่เกี่ยวกับงานศิลปะและวัฒนธรรม มาตรา ๑๕ กองทุนประกอบด้วย (๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินประจำปี (๓) กองทุนศิลปินในสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (๔) เงินอุดหนุนกิจการของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติรับโอนจากกองวัฒนธรรม กรมการศาสนา (๕) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ (๖) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน (๗) ค่าธรรมเนียมการจัดการลิขสิทธิ์ (๘) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน (๙) ดอกผลและรายได้ของกองทุน คณะกรรมการกองทุนอาจตั้งกองทุนเฉพาะเรื่องขึ้นในกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินก็ได้ มาตรา ๑๖ รายได้ของกองทุนให้นำเข้าสมทบกองทุนโดยไม่ต้องส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา ๑๗ เงินของกองทุนให้นำมาใช้จ่ายได้เฉพาะเงินในมาตรา ๑๕ (๒) (๕) (๗) และ (๙) เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๑๔ และตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของกองทุนตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง รวมทั้งค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๑๘ ให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติวางและถือไว้ซึ่งระบบการบัญชีที่เหมาะสมแก่กิจการ ตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด แยกตามประเภทงานส่วนที่สำคัญ มีสมุดบัญชีลงรายการรับและจ่ายเงิน สินทรัพย์และหนี้สิน ที่แสดงกิจการที่เป็นอยู่ตามความจริงและตามที่ควร ตามประเภทงาน พร้อมด้วยข้อความอันเป็นที่มาของรายการนั้น ๆ และให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในเป็นประจำ มาตรา ๑๙ ให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจัดทำงบดุลและบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุนทุกรอบปี แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการกองทุน มาตรา ๒๐ ให้คณะกรรมการกองทุนเสนองบดุลแสดงฐานะการเงินโดยมีคำรับรองการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และเสนอรายงานประจำปีต่อคณะกรรมการทุกปี มาตรา ๒๑ ในกิจการของกองทุนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ถือเป็นกิจการของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้แทน และเพื่อการนี้ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติการแทนเฉพาะอย่างก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด มาตรา ๒๒ ให้จัดตั้งหน่วยงานระดับกองขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ธุรการให้กับกองทุนและคณะกรรมการกองทุน มาตรา ๒๓ ให้มีคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการกองทุนเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นรองประธานกรรมการกองทุน ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านวัฒนธรรมซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจำนวนหกคนเป็นกรรมการกองทุน และให้หัวหน้าหน่วยงานตามมาตรา ๒๒ เป็นกรรมการและเลขานุการกองทุน มาตรา ๒๔ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ (๒) ออกระเบียบหรือข้อบังคับใด ๆ เพื่อให้การบริหารกองทุนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย (๓) กำหนดแผนการเงินและงบประมาณประจำปีของกองทุน (๔) พิจารณาอนุมัติโครงการ หรือกิจกรรมที่ขอรับการอุดหนุนจากกองทุนให้สอดคล้องกับนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติในเรื่องการวิจัย การพัฒนา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ ให้การศึกษา ส่งเสริม และเผยแพร่งานวัฒนธรรม (๕) ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนจากกองทุน (๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือคณะกรรมการมอบหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการกองทุนอาจมอบให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้ปฏิบัติการหรือเตรียมข้อเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปได้ มาตรา ๒๕ ให้ประธานกรรมการกองทุนและกรรมการกองทุนซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี ประธานกรรมการกองทุน และกรรมการกองทุนซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการกองทุนหรือกรรมการกองทุนขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการกองทุนหรือกรรมการกองทุนซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้น คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการกองทุนหรือกรรมการกองทุนซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ตามแต่กรณี มาตรา ๒๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๕ ประธานกรรมการกองทุนและกรรมการกองทุนซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะกรรมการให้ออก (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย (๕) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ให้นำมาตรา ๗ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๗ ให้นำมาตรา ๘ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการกองทุนโดยอนุโลม มาตรา ๒๘ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการกองทุนมอบหมายได้ ให้นำมาตรา ๘ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม มาตรา ๒๙ ให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมโดยคณะกรรมการกองทุนคัดเลือกจากผู้มีผลงานทางด้านวัฒนธรรม ตามจำนวนที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อคณะกรรมการกองทุนคัดเลือกผู้ใดเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมแล้วให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาตินำเสนอคณะกรรมการเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม มาตรา ๓๐ บุคคลที่มีสิทธิได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (๑) มีสัญชาติไทย (๒) ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสีย (๓) เป็นผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มาตรา ๓๑ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) วิจัย พัฒนา ฟื้นฟู อนุรักษ์ ให้การศึกษา ส่งเสริม และเผยแพร่งานวัฒนธรรม (๒) ให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางวัฒนธรรมแก่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และหน่วยงานต่าง ๆ (๓) วินิจฉัยปัญหาทางวัฒนธรรมของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (๔) ดำเนินการอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด หรือสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติร้องขอ มาตรา ๓๒ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นจากกองทุน ตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ มาตรา ๓๓ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมพ้นจากการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๐ (๔) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมาตรา ๓๑ และที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้พ้นจากการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสามของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด (๖) มีความประพฤติเสื่อมเสีย และที่ประชุมคณะกรรมการลงมติให้พ้นจากการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสามของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด (๗) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ มาตรา ๓๔ เมื่อจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมไม่ครบจำนวนตามที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในมาตรา ๒๙ คณะกรรมการอาจพิจารณาแต่งตั้งเพิ่มขึ้นได้โดยให้นำความในมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๓๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้"