ประเภทคำวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกา
120,216 รายการ · หน้า 6 จาก 6,011
- ฎีกาที่ 304/2568
การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย เมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้แล้วพบว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแนวทางในการลดต้นทุนที่ลูกหนี้เสนอไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งยังได้ความว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้ …
- ฎีกาที่ 3107/2568
แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237
- ฎีกาที่ 3107/2568
แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิมที่โอนสิทธิเรียกร้อง เจ้าหนี้ที่อาจใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอนสิทธิเรียกร้องในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่ฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237
- ฎีกาที่ 3119/2568
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของ ด. ผู้ตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ด. และจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่า ด. มิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทน ด. ผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุเกิดจากความประมาทของ ด. แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล …
- ฎีกาที่ 3133/2568
จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยใ …
- ฎีกาที่ 3133/2568
จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ …
- ฎีกาที่ 3139/2568
ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่า การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงรองรับ คือกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2553 ข้อ 1 ให้ความหมายของคำว่า "ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" หมายความว่า ภาพเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า จึงต้องนำ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า …
- ฎีกาที่ 3150/2568
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวัน ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่ …
- ฎีกาที่ 3151/2568
การที่โจทก์จะรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยร่วมมีต่อบริษัท ม. อันหมายความรวมถึงระยะเวลาการทำงานของจำเลยร่วม ในกรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเดิมมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด และมีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ เมื่อได้ความว่าบริษัท ม. และโจทก์ต่างจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน โดยบริษัท ม. เป็นนายจ้างผู้นำส่งเงินสมทบของจำเลยร่วมเข้ากองทุนประกันสังคมเพียงแค่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2545 และโจทก์เป็นนายจ้างผู้นำส่งเงินสมทบของจำเลยร่วมเข้ากองทุนประกันสังคมต่อมาตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2545 แต่ตามหนังสือรับรองของบริษัท ม. ปรากฏว่าบริษัท ม. เป็นบริษัทร้างและสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่วันที่นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนในวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หลังจากบริษัท ม. นำส่งเงินสมทบขอ …
- ฎีกาที่ 3154/2568
จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากผู้อื่นเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับชำระหนี้แก่ที่ดินพิพาท เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำเร็จนับแต่วันที่จดทะเบียนขายฝาก การที่จำเลยทั้งสองไถ่ที่ดินพิพาทจากการขายฝากแล้วจดทะเบียนขายฝากในครั้งต่อ ๆ มาด้วยเจตนามิให้โจทก์บังคับชำระหนี้แก่ที่ดินพิพาทได้ จึงเป็นการกระทำหลายกรรมในแต่ละครั้งที่จดทะเบียนขายฝาก
- ฎีกาที่ 319/2568
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/33 จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ส …
- ฎีกาที่ 3191/2568
ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด เป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใดๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและ ธ. จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินตามข้อสัญญาข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือ ธ. อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินข้อ 7 ระบุว่า เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้ และข้ …
- ฎีกาที่ 3227/2568
ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะโดยให้ใช้มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดที่ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 35 วรรคสอง (3) เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิและบรรเทาภาระของผู้เสียภาษีโดยยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีให้กับทรัพย์สินไม่เกินห้าสิบล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดไม่เกินห้าสิบล้านบาทแรก โดยมิได้คำนึงถึงว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรืออีกนัยหนึ่งคือมิได้พิจารณ …
- ฎีกาที่ 3230/2568
มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามสัญญาจำนำระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยได้ ทั้งการที่โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนำแทนมารดาโจทก์ก็ได้ความว่ามารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ไถ่ถอนแทน ในการฟ้องคดีนี้มารดาโจทก์ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนเช่นกัน โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทประกอบกับโจทก์ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของมารดาโจทก์ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาทจึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยนต์พิพ …
- ฎีกาที่ 3230/2568
มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาจำนำรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ตามสัญญาจำนำระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยได้ ทั้งการที่โจทก์จะขอไถ่ถอนจำนำแทนมารดาโจทก์ก็ได้ความว่ามารดาโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ไถ่ถอนแทน ในการฟ้องคดีนี้มารดาโจทก์ก็ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนเช่นกัน โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากบริษัท น. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทประกอบกับโจทก์ได้มอบการครอบครองและการใช้รถยนต์พิพาทให้เป็นสิทธิขาดของมารดาโจทก์ที่จะใช้สอยรถยนต์พิพาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนรถยน …
- ฎีกาที่ 3233/2568
ด. ป่วยเป็นโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมองและโรคพาร์กินสัน โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีก่อนสมัครเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วม ซึ่งในส่วนนี้ได้ความเพิ่มเติมจากแพทย์ประจำโรงพยาบาล ส. ที่ ด. เข้ารับการรักษาว่า โรคก้านสมองฝ่อหรือโรคก้านสมองเสื่อมจะมีอาการล้มบ่อย สูญเสียการทรงตัว โรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการหลายอย่างขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ลักษณะอาการอ่อนแรง มีปัญหาในการพูดหรือปัญหาในการรับรู้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจุดใดในบริเวณสมอง ส่วนโรคพาร์กินสันจะมีอาการมือสั่นและเดินลำบากซึ่งเกิดจากสารเคมีภายในสมองที่สร้างลดลงอย่างผิดปกติ และเมื่อประเมินประวัติการรักษาแล้ว พยานเห็นว่า ด. มีลักษณะเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของแพทย์ประกอบประวัติการรักษาดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า นอกจาก ด. จะมีอาการป่วยจนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ยังเป็นโรคที่ล้ …
- ฎีกาที่ 324/2568
เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิได้เพราะไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศา …
- ฎีกาที่ 3247-3248/2568
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่เคยประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดู ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ เช่นนี้ ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นจากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าหรือไม่ เมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทำร้ายร่างกายโจทก์ หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อันเป็นการกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามมบทบัญญัติในกฎหมายอันเป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (3) ไว้โดยย่อก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำ …
- ฎีกาที่ 3270/2568
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง และให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรร …
- ฎีกาที่ 33/2568
การขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง ถ้ามิได้ขอเพิ่มโทษมาในฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้ แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีก่อนของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2557 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 แล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิ …