กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 13 จาก 185
- ฎีกาที่ 1186/2500
คลองหรือทางน้ำรายพิพาทได้ขุดขึ้นในที่ดินของเอกชนโดยเจ้าของที่ดินไม่ได้อนุญาตให้เป็นทางสาธารณะการที่มีผู้คนใช้เรือเข้าออกในทางน้ำนี้มานาน หาทำให้ทางน้ำหรือคลองรายพิพาทกลายเป็นทางหลวงหรือทางสาธารณะเสมอไปไม่. (อ้างฎีกาที่ 123/2483,183/2494)
- ฎีกาที่ 1187/2500
โจทก์กล่าวฟ้องว่า จำเลยใช้อุบายหลอกลวงเอาความเท็จมากล่าวแก่ผู้เสียหายว่าจำเลยร้อนเงิน ขอยืมเข็มขัดนาคไปจำนำก่อนเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ วันรุ่งขึ้นจะจัดการไถ่คืนให้ ซึ่งความจริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาจะนำเข็มขัดนาคไปจำนำและจัดการไถ่คืนให้ผู้เสียหายดังกล่าวแต่จำเลยมีเจตนาจะเอาเข็มขัดนาคนั้นเสียเลยผู้เสียหายหลงเชื่อจึงมอบเข็มขัดนาคของผู้เสียหายให้จำเลยไปแล้วจำเลยเอาเข็มขัดนาคสายนี้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสียการบรรยายฟ้องเช่นนี้ ไม่เป็นฟ้องฐานฉ้อโกงในฟ้องแสดงเพียงว่าจำเลยรับจะทำอะไรแล้วไม่ทำตามรับเท่านั้นการไม่ทำตามรับเช่นนี้ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกงแม้ในฟ้องมีคำว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวง แต่เมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดจะพบว่า ไม่มีการหลอกลวงอันเป็นความผิดอาญา (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2500)
- ฎีกาที่ 1187/2500
โจทก์กล่าวฟ้องว่า จำเลยใช้อุบายหลอกลวงเอาความเท็จมากล่าวแก่ผู้เสียหายว่าจำเลยร้อนเงิน ขอยืมเข็มขัดนาคไปจำนำก่อนเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ วันรุ่งขึ้นจะจัดการไถ่คืนให้ ซึ่งความจริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาจะนำเข็มขัดนาคไปจำนำและจัดการไถ่คืนให้ผู้เสียหายดังกล่าว แต่จำเลยมีเจตนาจะเอาเข็มขัดนาคนั้นเสียเลย ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงมอบเข็มขัดนาคของผู้เสียหายให้จำเลยไป แล้วจำเลยเอาเข็มขัดนาคสายนี้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย การบรรยายฟ้องเช่นนี้ ไม่เป็นฟ้องฐานฉ้อโกง ในฟ้องแสดงเพียงว่าจำเลยรับจะทำอะไรแล้วไม่ทำตามรับเท่านั้น การไม่ทำตามรับเช่นนี้ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แม้ในฟ้องมีคำว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวง แต่เมื่ออ่านฟ้องโดยตลอดจะพบว่า ไม่มีการหลอกลวงอันเป็นความผิดอาญา. (ประชุมครั้งใหญ่ 11/2500)
- ฎีกาที่ 1205/2500
ผู้เสียหายถูกขว้าง จึงได้พูดขึ้นว่าถูกหมาลอบกัดจำเลยกับพวกเข้าทำร้ายผู้เสียหายโดยจำเลยเข้าไปชกและใช้มีดแทงผู้เสียหายผู้เสียหายหนี จำเลยก็ขับไล่ไปจนพวกของจำเลยคนหนึ่งใช้ปืนยิงผู้เสียหายยิงแล้วจำเลยยังติดตามไปอีกดังนี้ถือว่าจำเลยสมคบเป็นตัวการในความผิดฐานพยายามฆ่าคน
- ฎีกาที่ 1205/2500
ผู้เสียหายถูกขว้าง จึงได้พูดขึ้นว่าถูกหมาลอบกัด จำเลยกับพวกเข้าทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยเข้าไปชกและใช้มีดแทงผู้เสียหาย ๆ หนี จำเลยก็ขับไล่ไปจนพวกของจำเลยคนหนึ่งใช้ปืนยิงผู้เสียหาย ยิงแล้วจำเลยยังติดตามไปอีก ดังนี้ถือว่าจำเลยสมคบเป็นตัวการในความผิดฐานพยายามฆ่าคน.
- ฎีกาที่ 1256/2500
การที่จำเลยกับพวกลักทรัพย์ โดยพวกขึ้นไปบนเรือนถีบประตูพังแล้วเข้าห้องไปเก็บเอาทรัพย์ และปลดของที่ตัวเจ้าทรัพย์ไปแล้วจำเลยซึ่งอยู่ใต้ถุนได้ร้องบอกนางลีเมาะเจ้าทรัพย์ว่า'ลีเมาะ มึงต้องบอกทรัพย์ๆ ของมึงต้องบอกให้หมดว่าเอาไว้ไหน' เท่านี้ยังไม่เป็นการใช้กำลังทำร้ายหรือขู่เข็ญยังไม่ผิดฐานชิงทรัพย์
- ฎีกาที่ 1256/2500
การที่จำเลยกับพวกลักทรัพย์ โดยพวกขึ้นไปบนเรือนถีบประตูแล้วเข้าห้องไปเก็บเอาทรัพย์ และปลดของที่ตัวเจ้าทรัพย์ไปแล้ว จำเลยซึ่งอยู่ใต้ถุนได้ร้องบอกนางลีเมาะเจ้าทรัพย์ว่า "ลีเมาะ มึงต้องบอกทรัพย์ ๆ ของมึงต้องบอกให้หมดว่าเอาไว้ไหน" เท่านี้ยังไม่เป็นการใช้กำลังทำร้ายหรือขู่เข็ญ ยังไม่ผิดฐานชิงทรัพย์
- ฎีกาที่ 1257/2500
การที่หญิงรับจ้างให้ชายกระทำชำเราสำส่อนนั้นยังไม่เป็นความผิด ความผิดเกิดขึ้นเพราะไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานเสียก่อนเท่านั้น เงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับมาจากการให้ชายทำชำเรา จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำผิด ตามความในกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 27(2) จะริบเงินนั้นไม่ได้
- ฎีกาที่ 1257/2500
การที่หญิงรับจ้างให้ชายกระทำชำเราสำส่อนนั้นยังไม่เป็นความผิด ความผิดเกิดขึ้นเพราะไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานเสียก่อน เท่านั้น เงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับมาจากการให้ชายทำชำเรา จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำผิดตามความในกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 27(2) จะริบเงินนั้นไม่ได้
- ฎีกาที่ 1260/2500
โจทก์กล่าวฟ้องใจความว่าโคของเจ้าทรัพย์เพริดไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2499 ตอนกลางวันครั้นตกเวลากลางคืนในวันเดียวกันนั้นเองปรากฏว่าจำเลยมีโคตัวนั้นไว้ในความครอบครองโดยในระยะเวลาระหว่าง 2 ตอนดังกล่าวนั้นจำเลยจับโคที่เพริดไปนั้นได้เองแล้วกลับยักยอกเอาไว้เสียโดยทุจริตหรือรับของโจรโคตัวนั้นไว้ เช่นนี้เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายการกระทำและรายละเอียดชัดเจนพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจได้ดีอยู่แล้ว ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา158(5) และความผิดฐานยักยอกของหายในลักษณะเช่นนี้กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกันอยู่เช่นเดียวกันกับความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจร ซึ่งย่อมฟ้องได้ในลักษณะทำนองเดียวกันนี้
- ฎีกาที่ 1260/2500
โจทก์กล่าวฟ้องใจความว่าโคของเจ้าทรัพย์เพริดไปเมื่อวัน ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2499 ตอนกลางวัน ครั้นตกเวลากลางคืนในวันเดียวกันนั้นเองปรากฎว่าจำเลยมีโคตัวนั้นไว้ในความครอบครองโดยในระยะเวลาระหว่าง 2 ตอนดังกล่าวนั้น จำเลยจับโคที่เพริดไปนั้นได้เองแล้วกลับยักยอกเอาไว้เสียโดยทุจริตหรือรับของโจรโคตัวนั้นไว้ เช่นนี้เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม เพราะโจทก์บรรยายการกระทำและรายละเอียดชัดเจนพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจได้ดีอยู่แล้ว ตาม ป.วิ.อาญา ม.158 (5) และความผิดฐานยักยอกของหายในลักษณะเช่นนี้ กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกันอยู่เช่นเดียวกันกับความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจร ซึ่งย่อมฟ้องได้ในลักษณะทำนองเดียวกันนี้
- ฎีกาที่ 1261/2500
ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุระรานจำเลยโดยแสดงวาจาท้าทายจะทำร้ายพร้อมทั้งมีมีดดาบขยับอยู่ในมือรุกประชิดจำเลยเข้าไปทุกที จำเลยก็ได้แต่ถอยหลังไปทางเรือน เมื่อเป็นการจวนตัวใกล้อันตรายจากผู้ตายเต็มทีเช่นนี้ จำเลยจึงใช้มีดขอฟันผู้ตายไปเพียงทีเดียว ผู้ตายถึงตายเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ
- ฎีกาที่ 1261/2500
ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุระรานจำเลย โดยแสดงวาจาท้าทายจะทำร้าย พร้อมทั้งมีมีดดาบขยับอยู่ในมือรุกประชิดจำเลยเข้าไปทุกทีจำเลยก็ได้แต่ถอยหลังไปทางเรือนเมื่อเป็นการจวนตัวใกล้อันตรายจากผู้ตายเต็มทีเช่นนี้ จำเลยจึงใช้มีดขอฟันผู้ตายไปเพียงทีเดียว ผู้ตายถึงตาย เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ
- ฎีกาที่ 1263/2500
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 276 ซึ่งอยู่ในหมวดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอิสระภาพ เมื่อฟังว่าจำเลยไม่มีผิดตาม มาตรา 276 หากแต่ผิด ตาม มาตรา 270 อันเป็นความผิดอยู่ในหมวดเดียวกัน เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษฐานทำให้เสื่อมเสียอิสระภาพอยู่ในตัว ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม มาตรา 270 ซึ่งมีโทษเบากว่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
- ฎีกาที่ 1263/2500
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.276 ซึ่งอยู่ในหมวดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอิสสระภาพ เมื่อฟังว่าจำเลยไม่มีผิดตาม ม.276 หากแต่ผิดตาม ม.270 อันเป็นความผิดอยู่ในหมวดเดียวกัน เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษฐานทำให้เสื่อมเสียอิสสระภาพอยู่ในตัวศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ม.270 ซึ่งมีโทษเบากว่าได้ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 192
- ฎีกาที่ 1265/2500
จำเลยที่ 1 ถือมีดดาบปลายตัด 1 เล่ม ผู้ตายถือมีดพก 1 เล่ม ระหว่างที่คนทั้งสองนี้เถียงกัน จำเลยที่ 2 ถือขวาน 1 เล่มเข้ามาทางข้างหลังผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 2 เอาหัวขวานตีผู้ตายถูกที่ศรีษะด้านหลังตรงระดับหู 1 ที(ตอนนี้ผู้ตายยังไม่ตาย) แล้ว จำเลยทั้งสองฉุดมือกันวิ่งหนี แต่ไปได้ประมาณ3วาจำเลยที่1ก็สลัดแขนจากจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 กลับมาฟันคอผู้ตายอีก 1 ที จำเลยทั้งสองวิ่งหนีไปเมื่อไม่ปรากฏจากข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมคิดกันมาทำร้ายผู้ตายอาจเป็นกรณีเกิดขึ้นโดยปัจจุบัน จำเลยต่างคนต่างกระทำจึงมีความผิดตามกรรมที่ตนได้กระทำ คือจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา จำเลยที่ 2ฐานทำร้ายร่างกายมีบาดเจ็บ จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานสมคบหรือสมรู้ในการฆ่าคนตายไม่ถนัด เพราะการกระทำของจำเลยที่ 2 มีผลเพียงให้ได้รับบาดแผลเพียงมีบาดเจ็บเท่านั้น
- ฎีกาที่ 1265/2500
จำเลยที่ 1 ถือมีดดาบปลายตัด 1 เล่ม ผู้ตายถือมีดพก 1 เล่ม ระหว่างที่คนทั้งสองนี้เถียงกัน จำเลยที่ 2 ถือขวาน 1 เล่ม เข้ามาทางข้างหลังผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 2 เอาหัวขวานตีผู้ตาย ถูกที่ศรีษะด้านหลังตรงระดับหู 1 ที (ตอนนี้ผู้ตายยังไม่ตาย) แล้ว จำเลยทั้งสองฉุดมือกันวิ่งหนี แต่ไปได้ประมาณ 3 วา จำเลยที่ 1ก็สลัดแขนจากจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 กลับมาฟันคอผู้ตายอีก 1 ที จำเลยทั้งสองวิ่งหนีไป เมื่อไม่ปรากฎจากข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมคิดกันมาทำร้ายผู้ตาย อาจเป็นกรณีเกิดขึ้นโดยปัจจุบัน จำเลยต่างคนต่างกระทำจึงมีความผิดตามกรรมที่ตนได้กระทำ คือ จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา จำเลยที่ 2 ฐานทำร้ายร่างกายมีบาดเจ็บ จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานสมคบหรือสมรู้ในการฆ่าคนตายไม่ถนัด เพราะการกระทำของจำเลยที่ 2 มีผลเพียงให้ได้รับบาดแผลเพียงมีบาดเจ็บเท่านั้น
- ฎีกาที่ 1266/2500
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยแต่ละคนได้บังอาจใช้มีดแทงเขาตายโดยเจตนาจะฆ่า เมื่อนำสืบได้ว่าใครแทง ศาลก็ลงโทษเฉพาะผู้นั้น ส่วนที่โจทก์สืบได้เพียงว่าไปอยู่ในที่ วิวาทช่วยกลุ้มรุม แต่ไม่มีมีด ไม่มีพยานเห็นแทงจึงลงโทษไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าสมคบกัน เพียงแต่อ้างกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 63 ฐานสมคบอย่างเดียวไม่พอ ลงโทษไม่ได้
- ฎีกาที่ 1266/2500
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยแต่ละคนได้บังอาจใช้มีดแทงเขาตายโดยเจนาจะฆ่า เมื่อนำสืบได้ว่าใครแทง ศาลก็ลงโทษเฉพาะผู้นั้น ส่วนที่โจทก์สืบได้เพียงว่าไปอยู่ในที่วิวาทช่วยกลุ้มรุม แต่ไม่มีมีด ไม่มีพยานเห็นแทงจึงลงโทษไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าสมคบกัน เพียงแต่อ้างกฎหมายลักษณะอาญา ม.63 ฐานสมคบมาอย่างเดียวไม่พอ ลงโทษไม่ได้
- ฎีกาที่ 1267/2500
เงินราชการที่เบิกมาเพื่อจ่ายแก่ผู้ใด แต่ยังไม่จ่ายนั้น ไม่ถือว่าเป็นเงินของผู้ที่จะได้รับเงิน ดั่งนั้น เจ้าพนักงานผู้ใดยักยอกเงินนั้น จึงมีผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกเงินของทางราชการ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว การฟังว่าจำเลยปลอมเอกสารโดยไม่มีพยานมาแสดงให้ชัดว่าจำเลยปลอม เพียงแต่ศาลนำเอกสารที่กล่าวหามาเทียบเคียงกับเอกสารฉบับอื่นแล้วลงความเห็นว่าเหมือนกับลายมือของจำเลยนั้น ไม่ชอบด้วยการวินิจฉัยหลักฐานคำพยาน