กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 20 จาก 185
- ฎีกาที่ 511/2500
พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการสมคบ จำเลยมีไม้ตะพด 1 อันวิ่งตามไปกับนายเรียนซึ่งเป็นพี่ชายแล้วนายเรียนยิงนายเภาตาย และแล้วจำเลยกับพวกพากันหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกัน ถือว่าจำเลยกับพวกสมคบกันฆ่านายเภาผู้ตาย.
- ฎีกาที่ 513/2500
กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท บาดเจ็บถึงสาหัส จำเลยขับรถรางโดยประมาทชนนางสาวอัมพรบาดเจ็บสาหัสเป็นการกระทำโดยกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ผิด กฎหมายอาญา มาตรา259 และพระราชบัญญัติจราจรฯลฯ ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 259 ซึ่งเป็นบทหนัก ศีรษะของผู้บาดเจ็บกระแทกเข้ากับฐานซิเมนต์อย่างแรงจนกระเทือนถึงสมองทำให้เรียนหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ได้ตลอดเวลา 21 วันและตลอดเวลา 2 เดือน เศษแล้วก็ยังเรียนหนังสือไม่ได้ตามปรกติโดยจะดูหนังสือเกินชั่วโมงก็ปวดศีรษะ ถือว่าถึงความทุพพลภาพมีอาการประกอบด้วยทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน เป็นบาดเจ็บถึงสาหัสตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 256(8)
- ฎีกาที่ 513/2500
กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท บาดเจ็บถึงสาหัส จำเลยขับรถรางโดยประมาทชนนางสาวอัมพรบาดเจ็บสาหัส เป็นการกระทำโดยกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ผิด ก.ม.อาญา ม.259 และ พ.ร.บ.จราจร ฯลฯ ลงโทษตามก.ม. อาญา ม.259 ซึ่งเป็นบทหนัก ศีรษะของผู้บาดเจ็บกระแทกเข้ากับฐานสิเมนต์อย่างแรงจนกระเทือนถึงสมองทำให้เรียนหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ได้ตลอดเวลา 21 วันและตลอดเวลา 2 เดือน เศษแล้วก็ยังเรียนหนังสือไม่ได้ตามปรกติ โดยจะดูหนังสือเกินชั่วโมงก็ปวดศีรษะ ถือว่าถึงความทุพพลภาพมีอาการประกอบด้วยทุกขเวทนากล้าเกินกว่า 20 วัน เป็นบาดเจ็บถึงสาหัสตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 256(8).
- ฎีกาที่ 519/2500
การล่ามโซ่ไม่ใช่ที่คุมขังตาม มาตรา 164 จำเลยหักโซ่หลบหนีไปจากการควบคุมระหว่างผู้ใหญ่บ้านควบคุมตัวไปส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้ จำเลยมีความผิดตามมาตรา 163 เท่านั้น
- ฎีกาที่ 519/2500
การล่ามโซ่ไม่ใช่ที่คุมขังตาม มาตรา 164 จำเลยหักโซ่หลบหนีไปจากการควบคุมระหว่างผู้ใหญ่บ้านควบคุมตัวไปส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 163 เท่านั้น.
- ฎีกาที่ 528/2500
จำเลยเข้าไปพูดกับผู้ตายโดยปกติจะเนื่องด้วยผู้ตายฟังผิดอย่างไรก็ตาม ผู้ตายโกรธจำเลยตรงเข้าทำร้ายจำเลย จำเลยมีมีดอยู่ในมือใช้เป็นอาวุธทำร้ายเป็นการป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ
- ฎีกาที่ 528/2500
จำเลยเข้าไปพูดกับผู้ตายโดยปรกติ จะเนื่องด้วยผู้ตายฟังผิดอย่างไรก็ตาม ผู้ตายโกรธจำเลยตรงเข้าทำร้ายจำเลย จำเลยมีมีดอยู่ในมือใช้เป็นอาวุธทำร้ายเปนการป้องกันตัว สมควรแก่เหตุ.
- ฎีกาที่ 539/2500
ผู้ตายกับพวกโกรธจำเลยเมื่อผู้ตายกับพวกพบจำเลยมาคนเดียวก็กลุ้มรุมจะทำร้ายจำเลยๆ จึงต้องต่อสู้ป้องกันตัวผู้ตายถูกมีดจำเลย และแล้วก็ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ
- ฎีกาที่ 539/2500
ผู้ตายกับพวกโกรธจำเลย เมื่อผู้ตายกับพวกพบจำเลยมาคนเดียวก็กลุ้มรุมจะทำร้ายจำเลย ๆ จึงต้องต่อสู้ป้องกันตัว ผู้ตายถูกมีดจำเลย และแล้วก็ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ.
- ฎีกาที่ 564/2500
โทษปรับเป็นโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 12 ทั้งเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา18 ด้วยแต่การจะเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92(กฎหมายอาญามาตรา72) นั้น จะกระทำได้เฉพาะผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเท่านั้น ผู้ที่เคยต้องโทษปรับจะเพิ่มโทษด้วยหาได้ไม่ ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษจำคุก 1 เดือนปรับ 150 บาท ฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ แต่โทษจำคุกศาลให้รอการลงอาญาไว้คงปรับแต่สถานเดียวเมื่อจำเลยมากระทำผิดในคดีนี้อีกภายในกำหนดดังนี้จะเพิ่มโทษจำเลยหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 564/2500
โทษปรับเป็นโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 12 ทั้งเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.18 ด้วย แต่การจะเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.92 (ก.ม.อาญา ม.72) นั้น จะกระทำได้เฉพาะผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเท่านั้น ผู้ที่เคยต้องโทษปรับจะเพิ่มโทษด้วยหาได้ไม่ ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษจำคุก 1 เดือนปรับ 150 บาท ฐานเล่นการพนันสลากกินรวบ แต่โทษจำคุกศาลให้รอการลงอาญาไว้ คงปรับแต่สถานเดียว เมื่อจำเลยมากระทำผิดในคดีนี้อีกภายในกำหนด ดังนี้จะเพิ่มโทษจำเลยหาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 568/2500
การที่จำเลยปกปิดความจริงที่ตนไปร่วมกระทำผิดฆ่ากระบือโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานกับนายป้อมและนายพรมมาเสียมิได้ให้การชั้นที่เจ้าพนักงานสอบสวนสอบสวน จำเลยเป็นพยานว่าจำเลยไปร่วมกระทำผิดเป็นแต่ยืนยันว่าจำเลยได้ไปเห็นนายป้อมและนายพรมมาสมคบกันฆ่ากระบือ 2 คนเท่านั้น เช่นนี้ยังไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จเพราะจำเลยอยู่ในฐานะที่จะตกเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหาด้วยย่อมมีสิทธิที่จะปกปิดเรื่องนั้นไว้หรือมีสิทธิที่จะไม่ต้องเบิกความปรักปรำตนเองให้ตกเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหาได้
- ฎีกาที่ 570/2500
โจทก์บรรยายฟ้องว่า 'จำเลยใช้อุบายหลอกลวง โดยเอาความเท็จมากล่าวว่าจำเลยสามารถใช้วิทยาอาคมทำน้ำธรรมดาให้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดให้หายได้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้พวกเจ้าทุกข์ส่งเงินให้แก่จำเลย'และว่า'จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวว่าจำเลยมีความสามารถใช้วิทยาคมได้' และว่า' จำเลยใช้อุบายหลอกลวงว่าน้ำมนต์ที่จำเลยทำสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดให้หายได้' เหล่านี้ย่อมชัดแจ้งตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องไม่เคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 570/2500
โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยใช้อุบายหลอกลวง โดยเอาความเท็จมากล่าวว่าจำเลยสามารถใช้วิทยาอาคมทำน้ำธรรมดาให้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดให้หายได้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงให้พวกเจ้าทุกข์ส่งเงินให้แก่จำเลย" และว่า "จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวว่า จำเลยมีความสามารถใช้วิทยาคมได้" และว่า "จำเลยใช้อุบายหลอกลวงว่าน้ำมนต์ที่จำเลยทำสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดให้หายได้" เหล่านี้ย่อมชัดแจ้งตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้องไม่เคลือบคลุม.
- ฎีกาที่ 571/2500
บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเสมียนของเทศบาลมีหน้าที่เกี่ยวแก่การเงินและเขียนใบอนุญาตฆ่าสัตว์ เขียนแล้วรับเงินส่งเป็นรายได้เทศบาล จำเลยเขียนใบอนุญาตให้ฆ่าสัตว์แล้วรับเงินแล้วยักยอกเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นผิด กฎหมายลักษณะอาญา ม.131 และ 319 ใช้ได้ไม่เคลือบคลุมเพราะจำเลยอาจทำผิดได้ทั้งสองอย่าง จำเลยเป็นเสมียนเทศบาลมีหน้าที่เขียนอาชญาบัตรฆ่าสัตว์แล้วรับเงินค่าธรรมเนียมส่งเป็นรายได้เทศบาล ย่อมเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
- ฎีกาที่ 703/2500
จำเลยจุดไฟเผากิ่งไม้แห้งในไร่ของจำเลยและไฟได้ลุกลามไปไหม้ทรัพย์ของผู้เสียหาย ทั้งยังน่ากลัวจะไหม้โรงข้าวของผู้เสียหายอีกด้วย ความผิดของจำเลยขณะทำผิดต้องด้วยกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา187 วรรคสอง ไฟที่จำเลยจุดเผาขึ้นได้ไหม้เอาต้นมะพร้าวอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายตามข้อ (5) แห่ง มาตรา186 ด้วย โทษที่ควรลงแก่จำเลยจึงต้องเอาโทษที่กำหนดไว้ใน มาตรา186 เป็นเกณฑ์แต่ขณะนี้ กฎหมายลักษณะอาญาได้ถูกยกเลิกไปแล้วใช้ประมวลกฎหมายอาญาแทน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตรงตามมาตรา 220 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายอาญาแต่วรรค 2 ของมาตรานี้บัญญัติว่าถ้าเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 218 ให้ลงโทษดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 218 แต่ในมาตรา218ข้อ 1 ถึง 6 มิได้บัญญัติไว้ถึงเรื่องวางเพลิงเผาต้นมะพร้าวอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ไว้เลย ฉะนั้นจะลงโทษตามวรรคสองของ มาตรา 220ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้คงลงโทษจำเลยตาม มา …
- ฎีกาที่ 703/2500
จำเลยจุดไฟเผากิ่งไม้แห้งในไร่ของจำเลยและไฟได้ลุกลามไปไหม้ทรัพย์ของผู้เสียหาย ทั้งยังน่ากลัวจะไหม้โรงข้าวของผู้เสียหายอีกด้วย ความผิดของจำเลยขณะทำผิดต้องด้วย ก.ม.ลักษณะอาญา ม.187 วรรค 2 ไฟที่จำเลยจุดเผาขึ้นได้ไหม้เอาต้นมะพร้าว อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายตามข้อ (5) แห่ง ม.186 ด้วย โทษที่ควรลงแก่จำเลยจึง ต้องเอาโทษที่กำหนดไว้ใน ม.186 เป็นเกณฑ์ แต่ขณะนี้ ก.ม.ลักษณะอาญาได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ใช้ประมวล ก.ม.อาญาแทน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตรงตาม ม.220 วรรคแรกแห่งประมวล ก.ม.อาญา แต่วรรค 2 ของมาตรานี้บัญญัติว่า ถ้าเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ใน ม.218 ให้ลงโทษดังที่บัญญัติไว้ใน ม.218 แต่ใน ม.218 ข้อ 1 ถึง 6 มิได้บัญญัติไว้ถึงเรื่องวางเพลิงเผาต้นมะพร้าวอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ไว้เลย ฉะนั้นจะลงโทษตามวรรค 2 ของ ม.220 ประมวล ก.ม.อาญาไม่ได้ คงลงโทษจำเลยตาม ม.220 วรรคแรกซึ่งมีอัตราโ …
- ฎีกาที่ 719/2500
คำว่า 'ผู้รักษาการแทน' ตามกฎกระทรวงมหาดไทยดั่งกล่าวหมายถึงผู้รักษาราชการแทนโดยธรรมดา เช่นไม่มีตัวนายอำเภอหรือนายอำเภอไม่ได้มาปฏิบัติราชการผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนทำงานแทน เรียกว่าเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีตัวนายอำเภอและนายอำเภอมาปฏิบัติราชการอยู่ แม้จะมีงานมากและนายอำเภอได้สั่งให้ปลัดอำเภอช่วยทำแทนให้งานสำเร็จลุล่วงไปโดยรวดเร็วผู้รับคำสั่งจากนายอำเภอคือปลัดอำเภอก็เป็นแต่เพียงผู้ทำงานแทนนายอำเภอไม่ใช่เป็นผู้รักษาราชการแทน เมื่อปลัดอำเภอไม่ใช่เป็นผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอแต่ปลัดอำเภอได้ลงนามออกบัตรประชาชนให้แก่ผู้อื่นไป การกระทำของปลัดอำเภอก็เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและหน้าที่ปลัดอำเภอไม่มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา230 (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2500)
- ฎีกาที่ 751-765/2500
ปลัดอำเภอออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโดยไม่มีอำนาจและรู้อยู่ว่าขัดขืนต่อคำสั่งระเบียบปฏิบัติ โดยเห็นแก่เงินที่เรียกร้องจากคนต่างด้าวเกินกว่าที่ควรต้องเสีย เอาส่วนเกินเป็นประโยชน์ของตนและแสร้งทำหลักฐานว่าได้มีการสอบสวนดำเนินคดีทางอาญาแล้ว ยังไม่เป็นผิดฐานปลอมหนังสือเพราะจำเลยทำขึ้นในนามของจำเลยเอง ไม่ใช่ทำปลอมในนามของนายอำเภอหรือคนอื่น มีผิดเพียงตาม กฎหมายลักษณะอาญา ม.230 และ138วรรคสองแต่อยู่ในระหว่างหัวต่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา3 ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา161 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแทนกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 230 และ มาตรา149 แทน กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา138 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 751-765/2500
ปลัดอำเภอออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโดยไม่มีอำนาจ และรู้อยู่ว่าขัดขืนต่อคำสั่งระเบียบปฏิบัติ โดยเห็นแก่เงินที่เรียกร้องจากคนต่างด้าวเกินกว่าที่ควรต้องเสีย เอาส่วนเกินเป็นประโยชน์ของตนและแสร้งทำหลักฐานว่า ได้มีการสอบสวนดำเนินคดีทางอาญาแล้ว ยังไม่เป็นผิดฐานปลอมหนังสือ เพราะจำเลยทำขึ้นในนามของจำเลยเอง ไม่ใช่ทำปลอมในนามของนายอำเภอหรือคนอื่น มีผิดเพียงตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.230 และ 138 วรรค 2 แต่อยู่ในระหว่างหัวต่อตามประมวล ก.ม.อาญา ม.3 ให้ใช้ ประมวล ก.ม.อาญา ม.161 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแทน ก.ม.ลักษณะอาญา ม.230, และ ม.149 แทน ก.ม.ลักษณะอาญา ม.138 วรรค 2.