กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 29 จาก 185
- ฎีกาที่ 1047/2498
ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้หนึ่งก่อเหตุท้าทายและชกต่อยจำเลยจำเลยหนีก็ยังไล่ตามจะทำร้ายอีก จำเลยจึงชักมีดแทงไปเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการยั่วโทสะจำเลยก่อน หาใช่เป็นกรณีวิวาทกันไม่ การที่จำเลยถูกผู้หนึ่งกดขี่ข่มเหงร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม จึงบันดาลโทสะจะแทงผู้นั้น หากแต่พลั้งพลาดไปถูกผู้ตายซึ่งเข้ามาห้ามเช่นนี้จำเลยควรได้รับลดหย่อนโทษตาม กฎหมายดุจกระทำแก่ผู้นั้น คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้
- ฎีกาที่ 1047/2498
ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้หนึ่งก่อเหตุท้าทายและชกต่อยจำเลยจำเลยหนีก็ยังไล่ตามจะทำร้ายอีก จำเลยจึงชักมีดแทงไปเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการยั่วโทสะจำเลยก่อน หาใช่เป็นกรณีวิวาทกันไม่ การที่จำเลยถูกผู้หนึ่งกดขี่ข่มเหงร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม จึงบันดาลโทสะจะแทงผู้นั้น หากแต่พลั้งพลาดไปถูกผู้ตายซึ่งเข้ามาห้ามเช่นนี้จำเลยควรได้รับลดหย่อนโทษตาม กฎหมายดุจกระทำแก่ผู้นั้น คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้
- ฎีกาที่ 109/2498
ความผิดที่จะเป็นเหตุให้เพิ่มโทษเป็นทวีคูณตามความใน มาตรา 74 นั้น จะต้องเป็นความผิดที่อยู่ในประเภท(หมวด)เดียวกับความผิดในครั้งก่อน จำเลยเคยต้องโทษฐานลักทรัพย์พ้นโทษแล้วมากระทำผิดครั้งนี้ขึ้นอีกคือลักทรัพย์และหน่วงเหนี่ยวเพื่อเรียกสินไถ่สำหรับความผิดครั้งนี้แม้ศาลพิพากษาว่าจำเลยผิดตาม มาตรา 294 ซึ่งอยู่ในหมวดว่าด้วยการประทุษร้ายต่อทรัพย์และมาตรา 270 ซึ่งอยู่ในหมวดว่าด้วยการทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพแต่เมื่อศาลให้ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 270 ซึ่งเป็นบทหนักแต่มาตราเดียวดังนี้ความผิดของจำเลยในครั้งนี้จึงเป็นความผิดซึ่งปรับอยู่ในหมวดว่าด้วยการทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพเท่านั้นและเป็นความผิดคนละหมวดกับความผิดครั้งก่อนซึ่งอยู่ในหมวดว่าด้วยการประทุษร้ายต่อทรัพย์ ดังนี้จะเพิ่มโทษจำเลยตาม มาตรา 74 ไม่ได้
- ฎีกาที่ 1093/2498
แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็จะรับฟังลงโทษนอกเหนือไปจากความจริงหาได้ไม่ ฟ้องว่าผู้เสียหายบาดเจ็บถึงทุพพลภาพและทนทุกข์เวทนาถ้าไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังปกติเกินกว่า 20 วัน จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ขอสืบพยานประกอบเพราะแต่วันเกิดเหตุถึงวันจำเลยรับไม่เกิน 20 วัน ผู้เสียหายเบิกความว่าแผลที่ศีรษะแม้รักษา 30 วันแต่ก็ลุกไปไหนไม่ได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นบาดเจ็บถึงสาหัสตาม มาตรา 256(8) ส่วนบาดเจ็บที่นิ้วทำไซดักปลาไม่ได้ 20 วันนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายมีอาชีพทำนา จึงถือไม่ได้ว่าการทำเครื่องมือหาปลาเป็นอาชีพตามปกติตาม มาตรา 256(8)
- ฎีกาที่ 1093/2498
แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็จะรับฟังลงโทษนอกเหนือไปจากความจริงหาได้ไม่ ฟ้องว่าผู้เสียหายบาดเจ็บถึงทุพลภาพและทนทุกข์เวทนาถ้าไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังปกติเกินกว่า 20 วัน จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ขอสืบพยานประกอบเพราะแต่วันเกิดเหตุถึงวันจำเลยรับไม่เกิน 20 วัน ผู้เสียหายเบิกความว่าแผลที่ศีรษะแม้รักษา 30 วันแต่ก็ลุกไปไหนไม่ได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นบาดเจ็บถึงสาหัสตาม มาตรา 256(8) ส่วนบาดเจ็บที่นิ้วทำไซดักปลาไม่ได้ 20 วันนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายมีอาชีพทำนา จึงถือไม่ได้ว่าการทำเครื่องมือหาปลาเป็นอาชีพตามปกติตาม มาตรา 256(8)
- ฎีกาที่ 112/2498
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้จับช้างป่าแล้วไม่ชักลาก เป็นเหตุให้ช้างเหยียบย่ำทำร้ายกันเองจนตายจำเลยต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาฆ่าช้างตายเพราะทำการจับช้างไม่ทันท่วงทีโดยคาดเหตุการณ์ล่วงหน้าไม่ถูก โจทก์ไม่สืบพยานขอให้วินิจฉัยว่าตามพฤติการณ์เช่นว่านี้จำเลยมีความผิดหรือไม่ พฤติการณ์เช่นว่านี้ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาจะฆ่าหรืออาจแลเห็นผลแห่งการกระทำนั้นได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าช้างป่าโดยเจตนา
- ฎีกาที่ 1142/2498
เมื่อตามพฤติการณ์ได้ความว่าจำเลยแทงผู้ตายขณะวิกลจริตแต่ยังมีสติพอจะรู้สึกผิดชอบหรือยับยั้งได้ จำเลยย่อมได้รับการลดหย่อนอาญาให้เบาลงได้ตาม มาตรา 47 การที่จะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาอีกคดีหนึ่งหรือไม่นั้นให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจได้ตาม มาตรา 32 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยต่อให้ ย่อมไม่มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงในข้อดุลพินิจ เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล หากมีเหตุควรเชื่อว่าจำเลยเป็นคนวิกลจริต ศาลย่อมสั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจแล้วมาให้การได้
- ฎีกาที่ 1142/2498
เมื่อตามพฤติการณ์ได้ความว่าจำเลยแทงผู้ตายขณะวิกลจริตแต่ยังมีสติพอจะรู้สึกผิดชอบหรือยับยั้งได้ จำเลยย่อมได้รับการลดหย่อนอาญาให้เบาลงได้ตาม มาตรา 47 การที่จะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาอีกคดีหนึ่งหรือไม่นั้นให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจได้ตาม มาตรา 32 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยต่อให้ ย่อมไม่มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงในข้อดุลพินิจ เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล หากมีเหตุควรเชื่อว่าจำเลยเป็นคนวิกลจริต ศาลย่อมสั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจแล้วมาให้การได้
- ฎีกาที่ 1152/2498
การที่ผู้ตายกับจำเลยต่างฟันกันคนละทีแล้วจำเลยแทงซ้ำอีก 3 ทีในขณะที่ต่อสู้กันนั้นเป็นเรื่องต่อสู้ทำร้ายติดพันกันในการวิวาท ประกอบกับผู้ตายและจำเลยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไม่มีสาเหตุอันใดต่อกัน เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะฆ่าผู้ตาย จำเลยหามีผิดตามมาตรา 249 ไม่ แต่มีผิดเพียง มาตรา 251
- ฎีกาที่ 1152/2498
การที่ผู้ตายกับจำเลยต่างฟันกันคนละทีแล้วจำเลยแทงซ้ำอีก 3 ทีในขณะที่ต่อสู้กันนั้นเป็นเรื่องต่อสู้ทำร้ายติดพันกันในการวิวาท ประกอบกับผู้ตายและจำเลยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไม่มีสาเหตุอันใดต่อกัน เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะฆ่าผู้ตาย จำเลยหามีผิดตามมาตรา 249 ไม่ แต่มีผิดเพียง มาตรา 251
- ฎีกาที่ 1159/2498
การที่ไม่ไปตามที่หมายเกณฑ์ตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหารเพราะเข้าใจผิดว่าบิดาเป็นคนต่างด้าว และตรงกับประกาศทางราชการว่าไม่ต้องเข้ารับราชการทหารนั้น ย่อมถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงขัดขืนการเกณฑ์ เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ศาลจะใช้ดุลพินิจให้รอการกำหนดโทษไว้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ก็ได้
- ฎีกาที่ 1159/2498
การที่ไม่ไปตามที่หมายเกณฑ์ตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหารเพราะเข้าใจผิดว่าบิดาเป็นคนต่างด้าว และตรงกับประกาศทางราชการว่าไม่ต้องเข้ารับราชการทหารนั้น ย่อมถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงขัดขืนการเกณฑ์ เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ศาลจะใช้ดุลพินิจให้รอการกำหนดโทษไว้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ก็ได้
- ฎีกาที่ 1159/2498
การที่ไม่ไปตามหมายเกณฑ์ตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร เพราะเข้าใจผิดว่าบิดาเป็นคนต่างด้าว และตรงกับประกาศทางราชการว่าไม่ต้องเข้ารับราชการทหารนั้น ย่อมถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงขัดขืนการเกณฑ์ เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ศาลจะใช้ดุลยพินิจให้รอการกำหนดไว้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ก็ได้
- ฎีกาที่ 1192/2498
ในคดีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ แม้โจทก์มิได้กล่าวว่าพยายามชิงทรัพย์อะไรบ้าง แต่ในฟ้องก็พอเข้าใจว่าจำเลยขู่เข็ญให้บอกที่เก็บทรัพย์ที่อยู่ในกุฏิเพียงเท่านี้ ยังไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 1192/2498
ในคดีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ แม้โจทก์มิได้กล่าวว่าพยายามชิงทรัพย์อะไรบ้าง แต่ในฟ้องก็พอเข้าใจว่าจำเลยขู่เข็ญให้บอกที่เก็บทรัพย์ที่อยู่ในกุฏิเพียงเท่านี้ ยังไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 1198/2498
จำเลยที่ 1 อาฆาตผู้เสียหาย ได้พยายามหลายครั้งที่จะทำลายชีวิตผู้เสียหายต่อเนื่องกันมา ที่สุดได้จ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปยิงผู้เสียหาย หากไม่ถูกที่สำคัญจึงไม่ตาย ดังนี้ความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ลงมือกระทำต้องปรับตามมาตรา 249,60 ส่วนจำเลยที่ 1 ผู้จ้างด้วยความแค้นและพยายามนั้นต้องปรับตาม มาตรา 250(3),60
- ฎีกาที่ 1198/2498
จำเลยที่ 1 อาฆาตผู้เสียหาย ได้พยายามหลายครั้งที่จะทำลายชีวิตผู้เสียหายต่อเนื่องกันมา ที่สุดได้จ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปยิงผู้เสียหาย หากไม่ถูกที่สำคัญจึงไม่ตาย ดังนี้ความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ลงมือกระทำต้องปรับตามมาตรา 249,60 ส่วนจำเลยที่ 1 ผู้จ้างด้วยความแค้นและพยายามนั้นต้องปรับตาม มาตรา 250(3),60
- ฎีกาที่ 1199/2498
ถ้าผู้ใดเคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตามความใน พระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 มาตรา 8 นั้นหมายความว่าถ้าผู้ใดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษามาแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งหรือกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ก็เรียกว่าไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง จำเลยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาฐานลักทรัพย์มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อมาต้องคำพิพากษาจำคุกฐานลักทรัพย์อันเป็นเหตุร้ายในคดีนี้ขึ้นอีก กรณีจึงเข้าเกณฑ์ความผิดตาม พระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 มาตรา 8 ด้วย (ฎีกาที่ 714/2498)
- ฎีกาที่ 1199/2498
ถ้าผู้ใดเคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตามความใน พระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 มาตรา 8 นั้นหมายความว่าถ้าผู้ใดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษามาแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งหรือกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ก็เรียกว่าไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง จำเลยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาฐานลักทรัพย์มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อมาต้องคำพิพากษาจำคุกฐานลักทรัพย์อันเป็นเหตุร้ายในคดีนี้ขึ้นอีก กรณีจึงเข้าเกณฑ์ความผิดตาม พระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 มาตรา 8 ด้วย (ฎีกาที่ 714/2498)
- ฎีกาที่ 1201-1203/2498
จำเลยตั้งสำนักงานขึ้นให้ชื่อว่าบริษัทชัยวัฒนา มีวัตถุประสงค์ทำการค้าและชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาฝากเป็นการเข้าหุ้น แต่การเข้าหุ้นนี้จำเลยคิดผลประโยชน์ให้ร้อยละ 50 ต่อเดือนเป็นรายเดือน มีประชาชนหลายจังหวัดนำเงินมามอบให้จำเลยเป็นจำนวนมากมายหลายสิบล้านบาทเพราะหวังประโยชน์ตอบแทนอันสูง ดังนี้เมื่อคำนวณอัตราผลประโยชน์ร้อยละ 50 ต่อเดือนที่จำเลยคิดให้แล้วในต้นเงินเพียง100 บาท ถ้าฝากจำเลยสมทบทั้งต้นและผลประโยชน์ ในปีหนึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเป็นเงินหนึ่งหมื่นเศษ ถ้าถึงปีที่ 2 ก็เป็นจำนวนเกินล้านบาท ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยจะไปหาผลกำไรจากที่ไหนมาจ่ายให้ได้ แม้จำเลยเองก็ว่าหุ้นส่วนมีกำไรเท่าใดไม่อาจรู้ได้ แต่กระนั้นจำเลยก็ยังคงจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ฝากไปได้ เหตุที่จำเลยจ่ายเงินปันผลทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามีกำไรเท่าใดนั้น ย่อมประกอบให้เห็นเจตนาจำเลยในการลวงให้เขาหลงเชื่อโดยแท้การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อุ …