กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 30 จาก 185
- ฎีกาที่ 1201-1203/2498
จำเลยตั้งสำนักงานขึ้นให้ชื่อว่าบริษัทชัยวัฒนา มีวัตถุประสงค์ทำการค้าและชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาฝากเป็นการเข้าหุ้น แต่การเข้าหุ้นนี้จำเลยคิดผลประโยชน์ให้ร้อยละ 50 ต่อเดือนเป็นรายเดือน มีประชาชนหลายจังหวัดนำเงินมามอบให้จำเลยเป็นจำนวนมากมายหลายสิบล้านบาทเพราะหวังประโยชน์ตอบแทนอันสูง ดังนี้เมื่อคำนวณอัตราผลประโยชน์ร้อยละ 50 ต่อเดือนที่จำเลยคิดให้แล้วในต้นเงินเพียง100 บาท ถ้าฝากจำเลยสมทบทั้งต้นและผลประโยชน์ ในปีหนึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเป็นเงินหนึ่งหมื่นเศษ ถ้าถึงปีที่ 2 ก็เป็นจำนวนเกินล้านบาท ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยจะไปหาผลกำไรจากที่ไหนมาจ่ายให้ได้ แม้จำเลยเองก็ว่าหุ้นส่วนมีกำไรเท่าใดไม่อาจรู้ได้ แต่กระนั้นจำเลยก็ยังคงจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ฝากไปได้ เหตุที่จำเลยจ่ายเงินปันผลทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามีกำไรเท่าใดนั้น ย่อมประกอบให้เห็นเจตนาจำเลยในการลวงให้เขาหลงเชื่อโดยแท้การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อุ …
- ฎีกาที่ 1207/2498
ในกรณีเรื่องสมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายกันนั้น จำเลยจะอ้างเหตุป้องกันตัวขึ้นต่อสู้ให้พ้นผิดหาได้ไม่ แต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจวางโทษจำเลยในสถานเบาได้ ในการวิวาทต่อสู้กันอาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายยาวทั้งด้ามทั้งตัวเพียง 1 คืบเศษ และบาดแผลซึ่งผู้เสียหายถูกแทงที่สำคัญอาจถึงตายได้คงมีแผลเดียวดังนี้ จำเลยย่อมมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 256(8) เท่านั้นหาใช่ผิดตาม มาตรา 249-60 ไม่
- ฎีกาที่ 1207/2498
ในกรณีเรื่องสมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายกันนั้น จำเลยจะอ้างเหตุป้องกันตัวขึ้นต่อสู้ให้พ้นผิดหาได้ไม่ แต่ศาลอาจใช้ดุลพินิจวางโทษจำเลยในสถานเบาได้ ในการวิวาทต่อสู้กันอาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายยาวทั้งด้ามทั้งตัวเพียง 1 คืบเศษ และบาดแผลซึ่งผู้เสียหายถูกแทงที่สำคัญอาจถึงตายได้คงมีแผลเดียวดังนี้ จำเลยย่อมมีผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 256(8) เท่านั้นหาใช่ผิดตาม มาตรา 249-60 ไม่
- ฎีกาที่ 1247/2498
เมื่อโทษที่จะเพิ่มและจะลดมีกำหนด (กึ่งหนึ่ง) เท่ากันศาลต้องให้หักกลบลบกัน ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องลด แม้ มาตรา 293 จะกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงไว้ไม่เกิน 5 ปีแต่เมื่อมีการเพิ่มโทษ ผู้นั้นก็ยังต้องถูกเพิ่มโทษอีกโสดหนึ่งด้วย
- ฎีกาที่ 1247/2498
เมื่อโทษที่จะเพิ่มและจะลดมีกำหนด (กึ่งหนึ่ง) เท่ากันศาลต้องให้หักกลบลบกัน ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องลด แม้ มาตรา 293 จะกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงไว้ไม่เกิน 5 ปีแต่เมื่อมีการเพิ่มโทษ ผู้นั้นก็ยังต้องถูกเพิ่มโทษอีกโสดหนึ่งด้วย
- ฎีกาที่ 1271/2498
ฟ้องของโจทก์เป็นแต่กล่าวถึงวันกระทำผิดของจำเลยว่าเป็นวันที่ 29 มี.ค. 96 หาได้กล่าวว่าเป็นวันอะไรไม่ พยานโจทก์ทุกคนก็ว่าวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 29 มี.ค. 96 ตรงกับฟ้อง แม้พยานโจทก์บางคนจะกล่าวว่าวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 29 มี.ค. 96 เป็นวันเสาร์ ความจริงเป็นวันอาทิตย์ เมื่อข้อเท็จจริงอื่นๆ ยังน่าเชื่อว่าวันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.96 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ที่พยานบางคนว่าเป็นวันเสาร์จึงอาจจำผิดไปเพียงเท่านี้ ยังเรียกไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง จำเลยแทงผู้ตายขณะเมาสุรา อาวุธที่กระทำร้ายก็เป็นมีดขนาดเล็กและกระทำข้างหลังผู้ตายแต่เพียงที่เดียวเพียงเท่านี้ยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า
- ฎีกาที่ 1271/2498
ฟ้องของโจทก์เป็นแต่กล่าวถึงวันกระทำผิดของจำเลยว่าเป็นวันที่ 29 มี.ค. 96 หาได้กล่าวว่าเป็นวันอะไรไม่ พยานโจทก์ทุกคนก็ว่าวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 29 มี.ค. 96 ตรงกับฟ้อง แม้พยานโจทก์บางคนจะกล่าวว่าวันเกิดเหตุเป็นวันที่ 29 มี.ค. 96 เป็นวันเสาร์ ความจริงเป็นวันอาทิตย์ เมื่อข้อเท็จจริงอื่นๆ ยังน่าเชื่อว่าวันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.96 ซึ่งตรงกับวันที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ที่พยานบางคนว่าเป็นวันเสาร์จึงอาจจำผิดไปเพียงเท่านี้ ยังเรียกไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง จำเลยแทงผู้ตายขณะเมาสุรา อาวุธที่กระทำร้ายก็เป็นมีดขนาดเล็กและกระทำข้างหลังผู้ตายแต่เพียงที่เดียวเพียงเท่านี้ยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า
- ฎีกาที่ 1272/2498
การนำความเท็จไปแจ้งแก่พนักงานอำเภอและพนักงานที่ดินว่าเจ้ามรดกมีทายาทเฉพาะแต่จำเลยเท่านั้น ความจริงเจ้ามรดกมีทายาทมากกว่านั้นอาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จได้ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบที่จะฟังพยานโจทก์ให้สิ้นกระบวนความ (ฎีกาที่ 679/2470)
- ฎีกาที่ 1272/2498
การนำความเท็จไปแจ้งแก่พนักงานอำเภอและพนักงานที่ดินว่าเจ้ามรดกมีทายาทเฉพาะแต่จำเลยเท่านั้น ความจริงเจ้ามรดกมีทายาทมากกว่านั้นอาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จได้ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบที่จะฟังพยานโจทก์ให้สิ้นกระบวนความ (ฎีกาที่ 679/2470)
- ฎีกาที่ 1273/2498
ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายและคนอื่นต่างเมาสุรา พอคนอื่นชกและตีผู้ตายเซไปแล้ว จำเลยจึงแทงผู้ตายด้วยมีดซุยเฉพาะตัวมีดยาวคืบเศษแทงผู้ตายหนึ่งที จำเลยกับผู้ตายไม่เคยมีสาเหตุกันมาก่อน หากแทงถูกที่สำคัญผู้ตายจึงตาย เพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาจะฆ่าให้ถึงตาย
- ฎีกาที่ 1273/2498
ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายและคนอื่นต่างเมาสุรา พอคนอื่นชกและตีผู้ตายเซไปแล้ว จำเลยจึงแทงผู้ตายด้วยมีดซุยเฉพาะตัวมีดยาวคืบเศษแทงผู้ตายหนึ่งที จำเลยกับผู้ตายไม่เคยมีสาเหตุกันมาก่อน หากแทงถูกที่สำคัญผู้ตายจึงตาย เพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาจะฆ่าให้ถึงตาย
- ฎีกาที่ 1290/2498
เมื่อได้ความว่าจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุด้วยกัน พอพวกของจำเลยเข้าทำร้ายผู้ตาย จำเลยก็เข้าช่วยพวกของตนทำร้ายผู้ตายด้วย และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกทำร้าย ดังนี้จำเลยต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการด้วย
- ฎีกาที่ 1290/2498
เมื่อได้ความว่าจำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุด้วยกัน พอพวกของจำเลยเข้าทำร้ายผู้ตาย จำเลยก็เข้าช่วยพวกของตนทำร้ายผู้ตายด้วย และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกทำร้าย ดังนี้จำเลยต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการด้วย
- ฎีกาที่ 1292/2498
เวลาจวนพลบค่ำยังไม่มืดนั้นยังไม่ใช่เวลากลางคืนตามความหมายแห่ง กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 6(24) ฟ้องโจทก์กล่าวว่าเหตุเกิดเวลากลางวัน พยานโจทก์บางคนว่าเหตุเกิดตะวันตกดินแล้ว2อึดใจ บางคนว่า3อึดใจ และบางคนว่าขณะนั้นยังไม่มืด เช่นนี้สมควรจะได้ฟังพยานต่อไปให้สิ้นกระแสร์ความยังไม่ชอบที่จะสั่งงดสืบพยานอื่นๆ เสีย
- ฎีกาที่ 1292/2498
เวลาจวนพลบค่ำยังไม่มืดนั้นยังไม่ใช่เวลากลางคืนตามความหมายแห่ง กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 6(24) ฟ้องโจทก์กล่าวว่าเหตุเกิดเวลากลางวัน พยานโจทก์บางคนว่าเหตุเกิดตะวันตกดินแล้ว2อึดใจ บางคนว่า3อึดใจ และบางคนว่าขณะนั้นยังไม่มืด เช่นนี้สมควรจะได้ฟังพยานต่อไปให้สิ้นกระแสร์ความยังไม่ชอบที่จะสั่งงดสืบพยานอื่นๆ เสีย
- ฎีกาที่ 1322/2498
จำเลยร่วมรู้กับตัวการในการวิ่งราวทรัพย์ แต่จำเลยมิได้ลงมือทำการวิ่งราวด้วยพฤติการณ์ยังชี้ไม่ได้ว่ามีการแบ่งแยกหน้าที่กันทำ จำเลยเป็นแต่ให้รถเพื่อใช้เป็นกำลังพาหนะเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงผู้สมรู้
- ฎีกาที่ 1322/2498
จำเลยร่วมรู้กับตัวการในการวิ่งราวทรัพย์ แต่จำเลยมิได้ลงมือทำการวิ่งราวด้วยพฤติการณ์ยังชี้ไม่ได้ว่ามีการแบ่งแยกหน้าที่กันทำ จำเลยเป็นแต่ให้รถเพื่อใช้เป็นกำลังพาหนะเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงผู้สมรู้
- ฎีกาที่ 1323/2498
แจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา มาตรา 158 นั้นผู้แจ้งต้องมีเจตนาแจ้งเท็จให้ผู้อื่นเสียหายจึงจะมีความผิด โจทก์กับบิดาจำเลยทำสัญญาซื้อสวนยางพิพาทกัน ที่สุดสัญญาต้องเลิกเพราะสามีโจทก์เป็นคนต่างด้าว โจทก์ต้องคืนสวนยาง บิดาจำเลยต้องคืนมัดจำตามที่ตกลงกัน แต่โจทก์ถือว่าโจทก์ยังมีสิทธิตัดยางอยู่เพราะยังไม่ได้คืนมัดจำ และจำเลยได้ไปแจ้งตำรวจจับโจทก์หาว่าลักตัดยางของบิดาตามที่บิดาใช้ไปภายหลังที่โจทก์ได้ทราบว่าไม่มีสิทธิซื้อและต้องคืนสวนยางแล้ว เช่นนี้เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเข้าใจโดยสุจริตหาได้เจตนาแจ้งความเท็จให้โจทก์เสียหายไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158
- ฎีกาที่ 1323/2498
แจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา มาตรา 158 นั้นผู้แจ้งต้องมีเจตนาแจ้งเท็จให้ผู้อื่นเสียหายจึงจะมีความผิด โจทก์กับบิดาจำเลยทำสัญญาซื้อสวนยางพิพาทกัน ที่สุดสัญญาต้องเลิกเพราะสามีโจทก์เป็นคนต่างด้าว โจทก์ต้องคืนสวนยาง บิดาจำเลยต้องคืนมัดจำตามที่ตกลงกัน แต่โจทก์ถือว่าโจทก์ยังมีสิทธิตัดยางอยู่เพราะยังไม่ได้คืนมัดจำ และจำเลยได้ไปแจ้งตำรวจจับโจทก์หาว่าลักตัดยางของบิดาตามที่บิดาใช้ไปภายหลังที่โจทก์ได้ทราบว่าไม่มีสิทธิซื้อและต้องคืนสวนยางแล้ว เช่นนี้เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเข้าใจโดยสุจริตหาได้เจตนาแจ้งความเท็จให้โจทก์เสียหายไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 158
- ฎีกาที่ 1325/2498
กรณีที่จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทข้อความที่กล่าวจะต้องมุ่งเจาะจงถึงบุคคลใดโดยเฉพาะ และโจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความถึงบุคคลผู้ถูกหมิ่นประมาทนั้นด้วย เมื่อในคำโฆษณามีความหมายเฉพาะนายแพทย์ชายคนหนึ่งไม่มีกินความถึงนายแพทย์ทุก ๆ คนของโรงพยาบาลศิริราช ทั้งโจทก์หาได้นำสืบถึงนายแพทย์คนที่ถูกใส่ความหมิ่นประมาทก็ย่อมทราบไม่ได้ว่านายแพทย์คนใดเป็นผู้เสียหาย เมื่อตามคำฟ้องไม่มีช่องทางแสดงให้เห็นว่าจำเลยมุ่งหมายกล่าวใส่ความถึงนายแพทย์เฉลิม นายแพทย์เฉลิมจึงมิใช่ผู้เสียหายอันจะพึงร้องทุกข์ได้