กฎหมายที่อ้างถึง: ป.พ.พ.
43,252 รายการ · หน้า 1 จาก 2,163
- ฎีกาที่ 139/2569
คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลย …
- ฎีกาที่ 142/2569
โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีอธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 โจทก์โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งกรมการขนส่งทางบกที่ 234/2564 เรื่องมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ ย่อมหมายความว่า หากจะต้องมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดในจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น ให้ขนส่งจังหวัดนั้น ๆ มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เมื่อ ช. ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ชำระราคาประมูลส่วนที่ค้างชำระ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวออกประมูลใหม่และได้ราคาประมูลต่ำกว่าเดิม โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายคือส่วนต่างของราคาประมูลเดิมกับราคาประมูลใหม่ และได้ความว่าเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ป. ซึ่งเป็นขนส่งจังหวัด …
- ฎีกาที่ 1511/2569
คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นว่า ในส่วนที่คณะอนุญา …
- ฎีกาที่ 1678/2569
โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองป …
- ฎีกาที่ 1694/2569
การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเกี่ยวกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลบุตรทั้งสองนั้น แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องความตกลงของคู่สัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาโดยที่มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าบิดามารดาจะให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงว่า "...ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข …
- ฎีกาที่ 170/2569
ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล ตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาว การสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ พ. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา ตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที …
- ฎีกาที่ 170/2569
ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลมายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านฎีกา …
- ฎีกาที่ 284/2569
การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนในฐานะทายาทโดยธรรมของ พ. น่าเชื่อว่า อ. มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตน หลังจากนั้น อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่ ส. โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของ ส. จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้อง อ. และ ส. เป็นจำเลยในคดีอาญา ต่อมาระหว่างพิจารณา จำเลยกับ อ. และ ส. ตกลงกันได้ ส. ยินยอมจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่า อ. และ ส. ขอให้ศาลชั้นต้นบันทึกว่า การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน เป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ อ. จัดการมรดกของ พ. เสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพ …
- ฎีกาที่ 521/2569
สิทธิจำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและด …
- ฎีกาที่ 625/2569
โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และรายการจดทะเบียนขายที่ดินมรดกดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ส่วนจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้
- ฎีกาที่ 97/2569
โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย เพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก …
- ฎีกาที่ 1/2568
จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นผู้อนุบาลของ ก. คนไร้ความสามารถได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นนิติกรรม แต่มิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย แต่การที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ …
- ฎีกาที่ 1160/2568
ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ดังนั้น ลักษณะสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องเป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จสิ้นไปและคู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งแล้ว เป็นสัญญาที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราดได้ทำการไกล่เกลี่ยเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ผู้ถูกร้องกับจำเลยทั้งสี่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสี่ตกลงจะชำระหนี้ต้นเงินกู้ 1,930,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โดยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ไม่เกิน 39 งวด นับแต่งวดสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไป โจทก์ย …
- ฎีกาที่ 1174/2568
ตามใบคำขอรับสินเชื่อจำเลยระบุว่าสมัครด้วยบัตรเครดิต ไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงรับสินเชื่อซื้อสินค้าและรับสินเชื่อเป็นเงินสด ตามคำฟ้องเป็นการใช้บัตรเครดิตชำระราคาสินค้าและเบิกถอนเงินสด แม้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสินเชื่อที่ได้รับโดยใช้บัตรที่บริษัท จ. ออกให้จำเลย แต่สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามฟ้องไม่ได้เกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตของจำเลยซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินสดแล้วบริษัทออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยอ้าง ทั้งการที่จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสดตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากบริษัท จ. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,748 บาท มีกำหนด 24 เดือน จึงเป็นการชำระเงินผ่อนคืนทุนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยให้การแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องข …
- ฎีกาที่ 1279/2568
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้นมีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขต …
- ฎีกาที่ 1280/2568
ในระหว่างการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 พร้อมกับคู่สัญญารวม 5 ฝ่าย ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ ระบุว่าคู่สัญญาทุกฝ่ายสมัครใจและยินยอมที่จะยุติข้อพิพาทในคดีให้เสร็จสิ้นจากศาล ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 กับคู่สัญญาฝ่ายอื่น รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ 5 ให้เสร็จสิ้นไปจากศาลโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อไม่มีข้อความตอนใดขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ผลของสัญญาทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่มุ่งจะบังคับให้มีการซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่คู่สั …
- ฎีกาที่ 1282/2568
คดีที่จำเลยกล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ตามที่ขอ มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย จึงไม่มีกรณีที่จะให้ถือว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือตามคำสั่งศาล อันจะให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและทำให้เกิดกระบวนพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลผูกพันโจทก์ในกระบวนพิจารณาที่พิพากษาหรือมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แต่คดีดังกล่าวเป็นเรื่องของจำเลยฝ่ายเดียวที่ประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลและเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 แม้ก่อนการไต่สวนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นได้ประกาศวันนัดกับส่งหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบโดยส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ตาม …
- ฎีกาที่ 1303/2568
จำเลยฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวตามเอกสารหมาย จ. 13 ข้อ 4 ความว่า "หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญา หรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมด" หมายความว่า หากผู้ให้สัญญา คือ จำเลยกระทำผิดตามสัญญาแล้ว ผู้ให้สัญญา คือ จำเลยขอสละสิทธิการจัดการในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้เป็นสินสมรส ซึ่งสิทธิที่จำเลยจะต้องสละไปนั้น เป็นเพียงสิทธิในการจัดการแบ่งปัน การใช้สอย การดูแลรักษาเท่านั้น ส่วนการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสมรสจำเลยยังคงมีอยู่เป็นสัดส่วนคนละครึ่งกับโจทก์นั้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวิน …
- ฎีกาที่ 1319/2568
จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัท อ. ราคา 3,150,000 บาท มาในระหว่างสมรสโดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนแก่ผู้ขาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. นำเงินไปชำระหนี้ส่วนที่เหลือ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทดังกล่าวไว้เป็นประกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นทรัพย์สินของสามีภริยาที่ต้องจัดการแบ่งกันเมื่อหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 ได้ความตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า จำเลยทั้งสองตกลงเรื่องทรัพย์สินว่า จำเลยทั้งสองตกลงขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าว หลังจากขายได้จะคืนเงิน 2,800,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนที่เหลือจากการขายได้ให้เป็นของจำเลยที่ 2 แต่บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไม่มีข้อความใดที่อาจแปลความได้ว่า การขายทรัพย์พิพาทในข้อตกลงตามบันทึกจะต้องเป็นการที่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 นำทรัพย์พิพาท …
- ฎีกาที่ 1346/2568
ตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 13 บัญญัติให้มัสยิดที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดเป็นผู้แทนของมัสยิด มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดประกอบด้วย (1) อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ (2) คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ (3) บิหลั่นเป็นรองประธานกรรมการ และ (4) กรรมการอื่นตามจำนวนที่ที่ประชุมสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นกำหนดจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกินสิบสองคน และผู้ที่จะเป็นอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจะต้องมีคุณสมบัติเป็นสัปปุรุษประจำมัสยิดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนวันคัดเลือกตามมาตรา 31 (5) และ 32 (2) โดยให้สัปปุรุษประจำมัสยิดซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปประชุมกันคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดตามมาตรา 30 วรรคสอง คำว่า "สัปปุรุษประจำมัสยิด" ตามคำนิ …