กฎหมายที่อ้างถึง: ป.วิ.อ.
25,011 รายการ · หน้า 1 จาก 1,251
- ฎีกาที่ 1056/2569
การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1056/2569
การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1343/2569
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลย …
- ฎีกาที่ 1672/2569
พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการต …
- ฎีกาที่ 1729/2569
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามอีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณา ในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกา ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตาม …
- ฎีกาที่ 1758/2569
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาทุกข้อจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 2490/2569
คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา บ. ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่สมรสกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 281 (1) อันจะเป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นความผิดอันยอมความได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อาจนำไปสู่การจำกัดสิท …
- ฎีกาที่ 266/2569
การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาให้ดำเนินคดีอาญา คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงแชร์ โดยยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า "...โจทก์กับพวก (ระบุชื่อ) ได้พากันมาสถานีตำรวจแจ้งว่า ผู้แจ้งทั้งหมดได้ร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเท้าแชร์ โจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,061,190 บาท (และพวกโจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ระบุ) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564... ทราบว่าเท้าแชร์ไม่สามารถจ่ายเงินได้ จนมาถึงวันนี้... ไม่สามารถจ่ายคืนได้ เป็นเหตุให้พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวนมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย... ร้อยตำรวจเอก ล. รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขุ …
- ฎีกาที่ 28/2569
ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ โดยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็น …
- ฎีกาที่ 3297/2569
เมทแอมเฟตามีน 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ที่จำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าหากจำเลยที่ 1 กับพวก ไม่ถูกเจ้าพนักงานจับกุมเสียก่อนจะทำให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมอื่นอีกหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในสังคม โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง และจำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้ฎ …
- ฎีกาที่ 506/2569
ขณะโจทก์ฟ้องคดีการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2562) แต่ในขณะกระทำความผิดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 ตาม ป.อ. แล้วให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำ หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิก ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นย …
- ฎีกาที่ 531/2569
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงและให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่แก้โดยปรับบทตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม มาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่ง ป.ยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งกฎหมายให้ …
- ฎีกาที่ 630/2569
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิ …
- ฎีกาที่ 65/2569
การกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไปก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาล …
- ฎีกาที่ 737/2569
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และไม่อนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 และมาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 914/2569
ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมี …
- ฎีกาที่ 914/2569
ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค …
- ฎีกาที่ 1093/2568
การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเ …
- ฎีกาที่ 1303/2568
จำเลยฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวตามเอกสารหมาย จ. 13 ข้อ 4 ความว่า "หากผู้ให้สัญญาทำร้ายร่างกายผู้รับสัญญา หรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด ผู้ให้สัญญาขอสละสิทธิในสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้รับสัญญาทั้งหมด" หมายความว่า หากผู้ให้สัญญา คือ จำเลยกระทำผิดตามสัญญาแล้ว ผู้ให้สัญญา คือ จำเลยขอสละสิทธิการจัดการในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้เป็นสินสมรส ซึ่งสิทธิที่จำเลยจะต้องสละไปนั้น เป็นเพียงสิทธิในการจัดการแบ่งปัน การใช้สอย การดูแลรักษาเท่านั้น ส่วนการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสมรสจำเลยยังคงมีอยู่เป็นสัดส่วนคนละครึ่งกับโจทก์นั้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวิน …
- ฎีกาที่ 1327/2568
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงก …