กฎหมายที่อ้างถึง: พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
329 รายการ · หน้า 15 จาก 17
- ฎีกาที่ 697/2503
คดีอาญาอยู่ในอำนาจศาลแขวง เมื่อศาลแขวงพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์อุทธรณ์ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ขึ้นมา ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะชี้ขาดเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงลงโทษจำเลย จึงเป็นการมิชอบ เพราะปัญหาข้อเท็จจริงยุติแล้ว
- ฎีกาที่ 697-698/2503
คดีอาญาอยู่ในอำนาจศาลแขวง เมื่อศาลแขวงพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์อุทธรณ์ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ขึ้นมาดังนี้ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะชี้ขาดเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงลงโทษจำเลย จึงเป็นการมิชอบ เพราะปัญหาข้อเท็จจริงยุติแล้ว
- ฎีกาที่ 791/2503
ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาเกินอำนาจต่อศาลแขวงศาลแขวงไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีมูลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ ศาลแขวงก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์เสียได้
- ฎีกาที่ 791/2503
ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาเกินอำนาจต่อศาลแขวง ๆ ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ไม่มีมูลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงฯ ศาลแขวงก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์เสียได้
- ฎีกาที่ 663/2502
คดีที่มีโทษปรับเกินกว่าสองพันบาทเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงด้วยวาจาหากศาลจะวางโทษและลดโทษแล้วเหลือโทษปรับไม่ถึงสองพันบาท ศาลแขวงย่อมมีอำนาจพิพากษาได้
- ฎีกาที่ 663/2502
คดีที่มีโทษปรับเกินกว่าสองพันบาท เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงด้วยวาจา หากศาลจะวางโทษและลดโทษแล้วเหลือโทษปรับไม่ถึงสองพันบาท ศาลแขวงย่อมมีอำนาจพิพากษาได้
- ฎีกาที่ 1356-1521/2501
การกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันถึง 166 ครั้ง นั้นเพื่อความสะดวกศาลแขวงจะรวมคดีทั้ง 166 สำนวนพิจารณาพิพากษารวมกันก็ได้และเมื่อศาลแขวงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละสำนวนโดยมีกำหนดโทษซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะลงแล้ว แม้ในที่สุดจำเลยจะต้องรับโทษถึง 2490 วัน ก็ย่อมทำได้ การลงโทษเรียงสำนวนทั้ง 166 สำนวน พึงให้นับโทษติดต่อกันไปไม่จำต้องรวมโทษทุกสำนวนเข้าด้วยกันแล้วคิดทอนจากวันเป็นปีเดือน เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษจริงเกินกว่าโทษที่จะต้องรับโดยการนับโทษติดต่อ
- ฎีกาที่ 1356-1521/2501
การกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันถึง 166 ครั้งนั้น เพื่อความสดวกศาลแขวงจะรวมคดีทั้ง 166 สำนวนพิจารณาพิพากษารวมกันก็ได้ และเมื่อศาลแขวงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละสำนวนโดยมีกำหนดโทษซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะลงแล้ว แม้ในที่สุดจำเลยจะต้องรับโทษถึง 2490 วัน ก็ย่อมทำได้ การลงโทษเรียงสำนวนทั้ง 166 สำนวน พึ่งให้นับโทษติดต่อกันไปไม่จำต้องรวมโทษทุกสำนวนเข้าด้วยกันแล้วคิดทอนจากวันเป็นปีเดือน เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับโทษจริงเกินกว่าโทษที่จะต้องรับโดยการนับโทษติดต่อ
- ฎีกาที่ 569/2497
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยโจทก์อยู่คดีจึงพิพาทกันเพียงว่าจำเลยอาศัยโจทก์จริงหรือไม่แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นสามีโจทก์ ก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนไปไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ โจทก์จำเลยมิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบ โจทก์เช่าตึกพิพาทโดยลำพัง มิได้เป็นตัวแทนจำเลย และจำเลยเคยรับว่าอาศัยโจทก์อยู่จำเลยจึงไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมในสิทธิการเช่ารายนี้
- ฎีกาที่ 569/2497
โจทย์ฟ้องขับไล่จำเลย โดยอ้างว่าจำเลยอาศัยโจทก์อยู่ คดีจึงพิพาทกันเพียงว่าจำเลยอาศัยโจทก์จริงหรือไม่ แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นสามีโจทก์ ก็ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนไป ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ โจทก์จำเลยมิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบ โจทก์เช่าตึกพิพาทโดยลำพัง มิได้เป็นตัวแทนจำเลย และจำเลยเคยรับว่าอาศัยโจทก์อยู่จำเลยจึงไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมในสิทธิการเช่ารายนี้
- ฎีกาที่ 728/2494
ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการซึ่งได้ฟ้องจำเลยหาว่ากระทำผิดฐานหนึ่งอยู่แล้ว ผู้เสียหายจะมาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องการกระทำของจำเลยอันเดียวกันนั้นอีกไม่ได้
- ฎีกาที่ 728/2494
ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการซึ่งได้ฟ้องจำเลยหาว่ากระทำผิดฐานหนึ่งอยู่แล้ว ผู้เสียหายจะมาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องการกระทำของจำเลยอันเดียวกันนั้นอีกไม่ได้
- ฎีกาที่ 1335/2493
ฟ้องว่า ภรรยาเอาสินบริคณห์ไปขายฝากไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 8,000 บาท แล้วโอนหลุดเป็นสิทธิแก่จำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก และการโอนเสีย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่สามี ทรัพย์พิพาทเป็นของหญิงผู้เดียว ดังนี้ ถือว่าเป็นฟ้องคดีมีทุนทรัพย์พิพาทกันมีราคา8,000 บาท ไม่ใช่คดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาคดีเกินอำนาจศาลแขวง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแขวงให้คืนฟ้องโจทก์ไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์จำเลยนั้น ศาลฎีกาพิพากษายืน
- ฎีกาที่ 1335/2493
ฟ้องว่า ภรรยาเอาสินบริคณห์ไปขายฝากไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 8000 บาท แล้วโอนหลุดเป็นสิทธิแก่จำเลยโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากและการโอนเสีย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่สามี ทรัพย์พิพาทเป็นของหญิงผู้เดียว ดังนี้ถือว่าเป็นฟ้องคดีมีทุนทรัพย์พิพาทกันมีราคา 8000 บาท ไม่ใช่คดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาคดีเกินอำนาจศาลแขวง, ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแขวงให้คืนฟ้องโจทก์ไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตตอำนาจ และคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์จำเลยนั้น ศาลฎีกาพิพากษายืน
- ฎีกาที่ 777/2493
โจทก์จำเลยพิพาทกันมีทุนทรัพย์ 500 บาท แล้วมีผู้ร้องสอดเข้ามาตั้งข้อพิพาทกับจำเลยอีกส่วนหนึ่งไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยดังนี้ จะเอาราคาทุนทรัพย์ในส่วนที่ผู้ร้องสอดเข้ามารวมกับทุนทรัพย์ตามฟ้องด้วย เพื่อทำให้คดีของโจทก์มีทุนทรัพย์เกิน 500 บาทนั้น ไม่ได้
- ฎีกาที่ 777/2493
โจทก์จำเลยพิพาทกันมีทุนทรัพย์ 500 บาทแล้วมีผู้ร้องสอดเข้ามา ตั้งข้อพิพาทกับจำเลยอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยดังนี้ จะเอาราคาทรัพย์ในส่วนที่ผู้ร้องสอดเข้ามารวมกับทุนทรัพย์ตามฟ้องด้วยไม่ได้เพื่อทำให้คดีของโจทก์มีทุนทรัพย์เกิน 500 บาทนั้นไม่ได้
- ฎีกาที่ 1757/2492
คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายสัญญาจำนอง และสัญญายอมความต่อศาลระหว่างจำเลยมูลคดีเป็นเรื่องขอให้ทำลายสัญญาไม่ใช่เรื่องฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์จากจำเลย แม้มีข้อเท็จจริงโต้เถียงกันว่า โจทก์กับจำเลยเป็นผัวเมียกันหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ฟ้องที่ศาลแขวงได้
- ฎีกาที่ 1757/2492
คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายสัญญาจำนอง และสัญญายอมความต่อศาลระหว่างจำเลย, มูลคดีเป็นเรื่องขอให้ทำลายสัญญาไม่ใช่เรื่องฟ้องเรียกกรรมสิทธิจากจำเลย แม้มีข้อเท็จจริงโต้เถียงกันว่า โจทก์กับจำเลยเป็นผัวเมียกันหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ฟ้องที่ศาลแขวงได้.
- ฎีกาที่ 392/2492
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่นั่งพิจารณาคดีและไม่ได้ลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งไว้ ย่อมไม่มีอำนาจรับรองฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248
- ฎีกาที่ 392/2492
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่นั่งพิจารณาคดี และไม่ได้ลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งไว้ ย่อมไม่มีอำนาจรับรองฎีกาตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา 248.