กฎหมายที่อ้างถึง: พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
553 รายการ · หน้า 22 จาก 28
- ฎีกาที่ 658/2506
เรือนที่สร้างขึ้นในลักษณะที่มิได้มีสภาพเป็นที่อยู่อาศัยอย่างธรรมดา และมีเหตุแสดงว่าเป็นเรือนที่บุคคลธรรมดาไม่ทำขึ้นสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยถาวร หากแต่ทำขึ้นโดยมีเจตนาลวงให้เห็นว่าเป็นเรือนสำหรับอยู่อาศัย ย่อมไม่นับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างตามความหมายในพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2503 มาตรา 4
- ฎีกาที่ 695/2506
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตและขอให้ริบไม้และเกวียนโคของกลางด้วยคดีได้ความตามฟ้องและคำรับสารภาพว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ขณะที่จำเลยเอาไม้บรรทุกใส่เกวียนเทียมโคเห็นได้ว่าจำเลยได้ใช้โคและเกวียนของกลางเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำผิดคือ การมีไม้รายนี้ไว้โดยมิได้รับอนุญาต โคและเกวียนจึงเป็นสิ่งพึงต้องริบด้วย โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยไม้เหียงซึ่งจำเลยมีไว้ในขณะที่จำเลยบรรทุกใส่เกวียนเทียมโคอันเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำผิดเป็นของกลาง และขอให้ริบไม้กับเกวียนโคของกลางด้วยเมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะให้คืนเกวียนและโคโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการมีไม้ ก็เป็นเพียงคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ผูกมัดศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยว่าจำเลยได้ใช้เกวียนและโคเป็นอุปกรณ์ในการมีไม้ไว้ในครอบครองแล้วให้ริบเสียด้วยได้ …
- ฎีกาที่ 784/2506
เกวียนและโคที่จำเลยให้เป็นพาหนะบรรทุกไม้แปรรูปที่ผิดกฎหมายไปเพื่อจำหน่ายและเจ้าพนักงานจับได้ในระหว่างทางพร้อมด้วยไม้ของกลางนั้น เห็นได้ว่าจำเลยได้ใช้เกวียนและโคเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ.
- ฎีกาที่ 844/2506
เจ้าของเดิมเขาบุกเบิกแผ้วถางป่าปลูกพืชผลมา 7-8 ปีแล้วโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ดิน เพราะเขาบุกเบิกโดยพลการมิได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานและเมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ก็มิได้แจ้งการครอบครอง แม้ต่อมาจะมีผู้อื่นซื้อที่ดินนี้จากเจ้าของเดิมก็ยังต้องถือว่าที่ดินนี้คงมีสภาพเป็นป่าอยู่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.2484 มาตรา 4 พนักงานป่าไม้ปฏิบัติตามคำสั่งของป่าไม้เขตเข้าจับกุมผู้ไถพรวนดินและสุมเผากิ่งไม้อยู่ในเขตที่มีผู้แจ้งว่ามีการบุกรุกแผ้วถางป่าหาว่ากระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการแกล้งจับหรือแจ้งข้อหาเท็จทั้งที่ดินนั้นก็ยังถือว่ามีสภาพเป็นป่าอยู่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ดังนี้จะหาว่าพนักงานป่าไม้นั้นกระทำผิดตามมาตรา 157,172,173 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 871/2506
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทหากศาลล่างลงโทษจำเลยมาทุกบท ศาลฎีกาก็พิพากษาแก้ลงบทที่มีโทษหนักที่สุดให้ถูกต้องได้ หากบทกฎหมายที่จำเลยกระทำผิดกรรมเดียวมีอัตราโทษหนักที่สุดเท่ากันอยู่ 2 บท ศาลก็ลงโทษจำเลยตามบทหนึ่งบทใดในสองบทนั้นได้
- ฎีกาที่ 993-996/2506
การที่จำเลยมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองเกิน 120 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม้นั้นเจ้าพนักงานจับได้ขณะบรรทุกอยู่เกวียนซึ่งเทียมด้วยกระบือนั้น ต้องฟังว่าจำเลยได้ใช้เกวียนและกระบือเป็นพาหนะลากเข็นไม้แปรรูป ถือได้ว่าเกวียนและกระบือนั้นได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการที่จำเลยมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองแล้ว จึงเป็นองต้องริบตามกฎหมาย.
- ฎีกาที่ 1230/2505
ไม้สักที่ได้ทำเป็นบานประตูและหน้าต่างสำเร็จรูปแล้วเป็นไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้าง หาใช่เป็นไม้แปรรูปอันจะต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ไม่
- ฎีกาที่ 1230/2505
ไม้สักที่ได้ทำเป็นบานประตูและหน้าต่างสำเร็จรูปแล้ว เป็นไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้าง หาใช่เป็นไม้แปรรูปอันจะต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ไม่
- ฎีกาที่ 1572/2505
เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า จำเลยได้ตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยมิได้ขออนุญาตก่อนตั้งจริง แม้จำเลยจะแก้ว่าเป็นการทดลองเครื่องเลื่อยไม่ได้เรียบร้อยแล้วจึงจะไปขออนุญาตตั้งทีหลัง ก็หาทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยมิได้รับอนุญาตไม่ กรณีเช่นนี้บรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ได้ใช้ในการกระทำผิดย่อมต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2503 มาตรา 18
- ฎีกาที่ 170/2505
รถยนต์ที่จำเลยใช้บรรทุกไม้สัก อันยังมิได้แปรรูป.ไม่มีตราค่าภาคหลวง อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ 2484มาตรา 69 นั้นเมื่อปรากฏว่าเป็นรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อมาจากผู้ร้อง ชำระเงินยังไม่ครบกรรมสิทธิ์จึงยังเป็นของผู้ร้องอยู่ผู้ร้องมิได้รู้เห็นในการกระทำผิดของจำเลยศาลต้องคืนรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องไป เพราะ พระราชบัญญัติป่าไม้ไม่มุ่งหมายที่จะลงโทษบุคคลอื่นที่มิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดด้วย
- ฎีกาที่ 170/2505
รถยนต์ที่จำเลยใช้บรรทุกไม้สักยังมิได้แปรรูป ไม่มีตราค่าภาคหลวงหรือรอยตราของรัฐบาลประทับ (อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 - มาตรา 69) ซึ่งจะต้องถูกริบตามมาตรา 74 และพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่4) พ.ศ. 2503 มาตรา 18 นั้น เมื่อปรากฏว่ารถยนต์นั้นจำเลยเช่าซื้อมาจากผู้ร้องชำระเงินยังไม่ครบ กรรมสิทธิ์จึงยังเป็นของผู้ร้องอยู่ การริบทรัพย์เป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องมิได้มีส่วนกระทำหรือรู้เห็นด้วย ก็ต้องคืนรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องไป เพราะพระราชบัญญัติป่าไม้ไม่มุ่งหมายที่จะลงโทษบุคคลอื่นที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดนั้น
- ฎีกาที่ 1810/2505
จำเลยขออนุญาตตัดฟันไม้หวงห้าม เจ้าพนักงานป่าไม้แขวงออกไปตรวจคัดเลือกตีตราประจำต้นที่จะอนุญาตให้ตัดฟันได้และก่อนที่จำเลยจะตัดฟันไม้นายอำเภอผู้มีอำนาจก็ได้มีคำสั่งอนุญาตตามที่ขอแล้วด้วย ต่อมาจำเลยตัดไม้นั้น แต่นายอำเภอออกใบอนุญาตให้หลังวันตัดไม้ เช่นนี้เห็นว่า จำเลยยังไม่มีเจตนาฝ่าฝืนตัดฟันไม้ไม่รับอนุญาต
- ฎีกาที่ 448/2505
ไม้ของกลางซึ่งประกอบเป็นโครงเรือนเป็นไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างจึงไม่เป็นไม้แปรรูปตามมาตรา 4 (4) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่4) พ.ศ. 2503 แม้เรือนนั้นจะยังปลูกสร้างไม่สำเร็จและยังใช้อยู่อาศัยไม่ได้ก็ตาม
- ฎีกาที่ 934-936/2505
การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ตัดไม้เผาถ่านได้แล้วไปทำสัญญาให้จำเลยซึ่งไม่ได้รับอนุญาตเข้าดำเนินการตัดไม้เผาถ่านอีกทอดหนึ่งแล้วต่อมาโจทก์ถูกทางราชการสั่งห้ามมิให้เช่าช่วงและได้ทำทัณฑ์บนไว้ว่าจะไม่ฝ่าฝืนโจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยก่อนกำหนดเวลาในสัญญาที่ทำไว้ดังนี้ จำเลยจะเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจากโจทก์ไม่ได้เพราะการได้รับอนุญาตทำไม้นั้นเป็นการเฉพาะตัวซึ่งจำเลยก็รู้อยู่แล้ว แต่ได้เข้าทำสัญญาโดยเสี่ยงต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้น(ประชุมใหญ่ ครั้งที่15/2505)
- ฎีกาที่ 934-936/2505
การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ตัดไม้เผาถ่านได้แล้วไปทำสัญญาให้จำเลยซึ่งไม่ได้รับอนุญาตเข้าดำเนินการตัดไม้เผาถ่านอีกทอดหนึ่ง แล้วต่อมาโจทก์ถูกทางราชการสั่งห้ามมิให้เช่าช่วงและได้ทำทัณฑ์บนไว้ว่าจะไม่ฝ่าฝืน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยก่อนกำหนดเวลาในสัญญาที่ทำไว้ ดังนี้ จำเลยจะเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจากโจทก์ไม่ได้ เพราะการได้รับอนุญาตทำไม้นั้นเป็นการเฉพาะตัวซึ่งจำเลยก็รู้อยู่แล้ว แต่ได้เข้าทำสัญญาโดยเสี่ยงต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้น.
- ฎีกาที่ 1363/2504
เงินตามอัตราที่เรียกเก็บตามสัมปทานนั้น คือ ภาษีส่วยสาอากรซึ่งผู้รับสัมปทานจะต้องเสียให้แก่รัฐเพื่อตอบแทนการให้อนุญาตตามสัมปทาน การเรียกเก็บค่าภาคหลวง แม้แต่เดิมมาจะใช้วิธีกำหนดให้ผู้รับสัมปทานสัญญาไว้ในสัมปทานก็ดี แต่เมื่อมีพระราชบัญญัติป่าไม้ใช้บังคับแล้ว ก็เปลี่ยนมาเป็นการเรียกเก็บโดยอำนาจกฎหมายโดยตรง ฉะนั้น เมื่อมีกฎหมายให้เรียกเก็บในอัตราใดอย่างใดแล้ว ก็จะต้องเป็นไปตามกฎหมายนั้น ค่าภาคหลวงนั้น เมื่อกฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดเป็นท้องที่ได้แล้ว รัฐมนตรีจะกำหนดในคราวเดียวกันให้ใช้อัตรานั้นทั่วทุกท้องที่ในราชอาณาจักรก็ย่อมทำได้ไม่เป็นการเกินอำนาจแต่อย่างใด (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 33/2504)
- ฎีกาที่ 551/2504
การเผาถ่านขาย ไม่ใช่การทำไม้ตามความในพระราชกฤษฎีกากำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้ฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 3 ข้อ (14).
- ฎีกาที่ 555/2504
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ไม้แปรรูปของกลางไม่ใช่ของจำเลยและจำเลยไม่ใช่ผู้ครอบครอง เมื่อศาลฟังดังนั้นและพิพากษาให้ริบไม้ของกลาง จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางที่จะยกขึ้นอ้างเป็นข้อฎีกา
- ฎีกาที่ 555/2504
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ไม้แปรรูปของกลางไม่ใช่ของจำเลยและจำเลยไม่ใช่ผู้ครอบครอง เมื่อศาลฟังดังนั้นและพิพากษาให้ริบไม้ของกลาง จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางที่จะยกขึ้นอ้างเป็นข้อฎีกา
- ฎีกาที่ 1210/2503
จำเลยเป็นผู้รับจ้างทำไม้จากป่าไม้เขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีอันเป็นการทำไม้เพื่อประโยชน์บำรุงป่าในทางวิชาการตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 17(1) จึงเป็นการทำไม้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 11 และไม้รายนี้เป็นไม้ที่ทำออกโดยไม่ต้องขอรับอนุญาตตามมาตรา 38(2) เมื่อจำเลยนำไม้ยังไม่ทันพ้นด่านป่าไม้ด่านแรกแม้จำเลยจะไม่มีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ยังไม่มีผิดตามมาตรา 39