มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.พ. 231
2,107 รายการ · หน้า 5 จาก 106
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:534/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยน่าจะได้รับการวินิจฉัย เป็นคุณแก่จำเลยได้ถ้าให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว และต่อมาหากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลย เป็นฝ่ายชนะคดีจะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โปรดอนุญาต ให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 57) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน170,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเดือนละ 21,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 53,52) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว แม้จำเลยจะอ้างว่าได้นำเงินจำนวน447,300 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่าเดือนละ 21,300 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2534 จนถึงเดือนธันวาคม 2535 ไปวางไว้ที่ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี และไม่เป็นการยากที …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:650/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 137) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135,134) ชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้วเป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ต่อไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติ ล้มละลาย จำเลยที่ 2 จะมาขอให้ระงับการดำเนินการของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้ ให้ยกคำร้อง (อันดับ 122) คำสั่ง ในคดีล้มละลายเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย เด็ดขาดแล้วก็เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะ เข้าจัดการทรัพย์ส …
- ฎีกาที่ 7304/2538
โจทก์ชนะคดีและได้ขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา260((2)แต่ก็ต้องงดการบังคับคดีไว้เพราะจำเลยอุทธรณ์และได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา231วรรคสี่และจำเลยได้วางหลักประกันเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้วการวางหลักประกันของจำเลยแม้จะเป็นการวางตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในการทุเลาการบังคับก็ถือได้ว่าจำเลยได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาลสำหรับจำนวนเงินพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีตามมาตรา295(1)แล้วกรณีมีเหตุให้ถอนการบังคับคดีตามมาตรา295(1)
- ฎีกาที่ 7304/2538
โจทก์ชนะคดีและได้ขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) แต่ก็ต้องงดการบังคับคดีไว้เพราะจำเลยอุทธรณ์และได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคสี่ และจำเลยได้วางหลักประกันเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้ว การวางหลักประกันของจำเลยแม้จะเป็นการวางตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในการทุเลาการบังคับ ก็ถือได้ว่าจำเลยได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาลสำหรับจำนวนเงินพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี ตามมาตรา 295 (1) แล้ว กรณีมีเหตุให้ถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 (1)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:75/2538
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56 แผ่นที่ 2-3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 55,54) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าในคดีล้มละลาย เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จำเลยจะร้องขอทุเลาการบังคับไม่ได้จึงให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 8228/2538
หนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทำขึ้นเพื่อขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ไม่มีผลเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับคดีในชั้นฎีกาเป็นการล่วงหน้าไปด้วย แม้หนังสือสัญญาค้ำประกันใช้ข้อความว่าเมื่อคดีถึงที่สุด จำเลยไม่สามารถนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ยินยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินซึ่งนำมาวางไว้เป็นประกัน การประกันก็มีผลในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าเสียหายถูกยกไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ด้วยเงิน ของจำเลยย่อมไม่มีผลผูกพันจำเลยอีกต่อไป จำเลยขอคืนหลักประกัน ที่วางไว้ไปในระหว่างฎีกาได้
- ฎีกาที่ 8228/2538
หนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 กฎหมายกำหนดวิธีการอยู่ในอำนาจศาลเป็นชั้น ๆ ไป ไม่ใช่มีผลเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับคดีในชั้นฎีกาเป็นการล่วงหน้าไปด้วย แม้หนังสือสัญญาค้ำประกันของจำเลยใช้ข้อความว่าขอทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อศาลว่าเมื่อคดีถึงที่สุด จำเลยไม่สามารถนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ยินยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่วางประกันไว้ การประกันก็มีผลในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในส่วนค่าเสียหายถูกยกไปโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ด้วยเงินของจำเลยดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันจำเลยอีกต่อไป เมื่อจำเลยยื่นคำแถลงขอคืนโฉนดที่ดินที่นำมาวางประกันไว้ตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องคืนโฉนดที่ดินให้จำเลย
- ฎีกาที่ 929/2538
คดีล้มละลายเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายแล้วก็เป็นอำนาจของพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวที่จะจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายจำเลยจะมาขอให้ทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา231อย่างคดีแพ่งธรรมดาไม่ได้
- ฎีกาที่ 929/2538
คดีล้มละลาย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ก็เป็นอำนาจของพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวที่จะจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลย ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายจำเลยจะมาขอให้ทุเลาการบังคับตาม ป.วิ.พ.มาตรา 231 อย่างคดีแพ่งธรรมดาไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:93/2538
ความว่า ผู้คัดค้านทั้งเก้าฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ผู้ร้องแถลงคัดค้าน (อันดับ 117) ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องถึงแก่ความตายนายสุเทพ สีเขียวสด บุตรชายของผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ผู้ร้องเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6560 ตำบลปางิ้วอำเภอเมืองอ่างทอง(ไชโย)จังหวัดอ่างทอง เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 4 ไร่98 ตารางวา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านทั้งเก้าฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 113,112) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งได้มาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มีกฎกระทรวง (มหาดไทย) ฉบับที่ 7(พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 8(1) กำหนดให้ผู้ได้มา ยื่นคำร้องขอจด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1245/2537
ความว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์สืบทราบว่า จำเลยที่ 2 ยังมีที่ดินอีก 1 แปลง ที่จะต้องยึดมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3290ตำบลบึงบาใต้ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งปัจจุบันได้โอนเป็นชื่อนายปัญจนาถพระเนตร ทางมรดกแล้ว แต่ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งสามขอทุเลาการบังคับไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว เพื่อรอฟังคำสั่งศาลฎีกา โจทก์จึงไม่อาจดำเนินการกับที่ดินแปลงดังกล่าวได้ในระหว่าง รอคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จำเลยอาจจะจำหน่ายหรือโอนเปลี่ยนมือไป จะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถยึดมาชำระหนี้ได้ โปรดมีคำสั่ง ให้คุ้มครองสิทธิของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อน โดยมีคำสั่งยึด หรืออายัดที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษา หมายเหตุ จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:135/2537
ความว่า จำเลยฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังคลาดเคลื่อนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หากภายหลังศาลฎีกา พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยย่อมได้รับ ความเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขได้หากจำเลยยังคงอยู่ ในที่พิพาทภายหลังเมื่อจำเลยแพ้คดี โจทก์ย่อมได้ ค่าเสียหายเต็มจำนวนตามคำพิพากษาโปรดอนุญาต ให้ทุเลาการ บังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 93) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งก่อสร้าง เสารั้ว ลวดหนาม ต้นไม้ ออกไปจากที่ดิน ของโจทก์ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 ห้ามจำเลย และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกให้จำเลย ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วัน ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนอาคาร สิ่งก่อสร้างเสารั้ว ลวดหนาม ต้นไม้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ปีละ 5,000 บาท นอกจากท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1534/2537
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โจทก์ในคดีนี้จึงยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 เพิกถอนการขายตลาดดังกล่าว และให้โอนทรัพย์สินนั้นเข้ามาในคดีนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนการบังคับคดีในคดีแพ่งดังกล่าวได้สำเร็จบริบูรณ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องโอนการบังคับคดีมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการต่อไปการที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีอำนาจจะทำได้ตามกฎหมาย และราคาทรัพย์สินที่ขายก็มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก และมิได้แจ้งกำหนดวันขาดทอดตลาดให้โจทก์ทราบ การขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ขอบด้วยกฎหมายขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1670/2537
ความว่า จำเลยฎีกา อาจมีผลทำให้ศาลฎีกา วินิจฉัยเปลี่ยนแปลงกลับคำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ หากบังคับคดีไปทันทีก็จะทำให้ จำเลยได้รับความเสียหายและไม่อาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 131 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สัญญาเช่าฉบับลง วันที่ 29 มกราคม 2528ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งโรงน้ำแข็ง1 โรง โรงอาหารสำหรับคนงาน 1 หลัง และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 884 เลขที่ดิน 2 ตำบลบางใส้ไก่ฝั่งเหนืออำเภอบางลำภูล่าง กรุงเทพมหานคร พร้อมกับส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งโรงน้ำแข็ง และโรงอาหารกับบริวารออกไปจากที่ดิน ดังกล่าวของโจทก์ คำขอของโจทก์และจำเลย นอกจากนี้ให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1697/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ถ้าให้บังคับคดีในขณะนี้จะประสบความยุ่งยาก ในการเรียกที่พิพาทคืน หากจำเลยชนะคดีในที่สุด โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 81) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนที่ดินพิพาท ให้โจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแทนเป็นเงิน 105,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 77,76 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท หากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขก็ไม่อนุญาตและให้โจทก์ บังคับคดี ได้ทันที
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1759/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 142) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส.3 ก)ทะเบียนเลขที่2135เลขที่ดิน41ทะเบียนเล่ม22ก หน้า 35 ตำบลหัวหว้าอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีและเลขทะเบียนเลขที่ 2137 เลขที่ดิน 53 ทะเบียนเล่ม 22 ก หน้า 37ตำบลหัวหว้าอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี กับการจดทะเบียนขายระหว่างจำเลยทั้งห้าเสีย ห้ามจำเลย ทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมโดยทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะไม่มีคำขอเข้ามาเอง หรือโจทก์มีคำขอให้หมายเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาแทนที่ผู้มรณะ ภายในหนึ่งปี ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เฉพาะจำเลยที่ 2ออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1769/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อตึกพิพาทมีค่าเช่าตามสัญญา ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท และ ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้าม มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด จำเลยที่ 2 เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีตรงข้ามกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน การโต้เถียงของจำเลยที่ 2 ที่ว่าการเช่ามีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และแม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่า เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาลอุทธรณ์ แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ท้ายฎีกาก็ได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นเดียวกับการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1923/2537
ความว่า ตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ส่งสำเนา คำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่ง ศาลชั้นต้น เป็นการทิ้งคำร้อง และให้จำหน่ายคำร้องของ จำเลยนั้น จำเลยขอประทานกราบเรียนว่า จำเลยได้รับหมายแจ้งคำสั่ง ศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 ให้ส่งสำเนาคำร้องขอทุเลาการบังคับให้โจทก์ภายใน 7 วัน ต่อมา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2537 จำเลยได้ดำเนินการส่งสำเนาคำร้อง ดังกล่าวให้แก่โจทก์และได้เสียค่าธรรมเนียมนำส่งแล้ว ปรากฏตามหลักฐานการนำส่ง เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 จำเลยจึงมิได้ทิ้งคำร้องแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งเพิกถอน คำสั่งที่ว่าจำเลยทิ้งคำร้องและรับคำร้องขอทุเลาการบังคับ ของจำเลยเพื่อดำเนินการต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 82) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ เป็นเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1932/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษาได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันรับชำระสินไถ่ จำนวน 250,000 บาท จากสำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 50267 เล่ม 503 หน้า 67 เลขที่ดิน 535หน้าสำรวจ 1304 ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา จากการขายฝากให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่ไปจดทะเบียนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 50) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 51) ชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ (อันดับ 42) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ แต่ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ทำนิต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:220/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดอนุญาต ให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 111) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลย หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ โดยให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วย ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงเบญจรัตน์กิจรุ่งโรจนาพร กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนั …