มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 29 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:424/2538
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ไม่เกิน 5 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ประกอบ มาตรา 335(7)(8) แต่การกระทำของจำเลยเป็นการสนับสนุนการกระทำ ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188,335(7)(8) วรรคสาม ประกอบ มาตรา 83 การกระทำความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่นและการกระทำ ความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7)(8) วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:447/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็น การที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คดีของจำเลยศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ จำคุกจำเลย 15 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษา แก้เป็นพิพากษาลงโทษจำคุก 5 เดือนเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้อง ห้ามฎีกา และฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายถึงแม้จะเป็น ปัญหาข้อเท็จจริง แต่ก็เป็นปัญหาที่สำคัญที่จะต้องนำไปพิจารณา เป็นหลักในการวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายในคดีที่ศาลฎีกาควรจะ รับไว้พิจารณากลั่นกรองอีกครั้งหนึ่งโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาแล้ว (อันดับ 43) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27,27 ทวิ, พระราชบัญญัติ ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 6 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490 มาตรา 3 พระราชบัญญัติศุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:463/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ต้องห้าม ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากพยานหลักฐานในสำนวน การที่ศาลรับฟัง คำเบิกความของนายสมพรอยู่เป็นสุขนายวีรศักดิ์ นิลเพชร์พลอย และระวางรูปถ่ายทางอากาศหมาย จ.19 ซึ่งเป็น พยานบอกเล่า เป็นหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท จำเลย เป็นหญิงชราและไม่ปรากฏว่าเคยกระทำผิดมาก่อน โทษจำคุกจึง ให้รอไว้ 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระ …
- ฎีกาที่ 4766/2538
จำเลยนำภาพถ่านที่ม. มอบให้มาตัดให้พอดีกับภาพถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของน.แล้วนำภาพถ่ายที่ตัดแล้วปิดทับภาพถ่ายของน. ที่ติดอยู่ในบัตรประจำตัวประชาชนของน. แล้วถ่ายภาพบัตรและนำภาพถ่ายอัดพลาสติกมอบให้ม.ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าภาพถ่ายของม. ในบัตรประชาชนที่ถ่ายเอกสารมาเป็นภาพถ่ายของน.โดยมีวันเดือนปีเกิดและภูมิลำเนาตามที่ระบุไว้ในบัตรนั้นเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร แม้บัตรประชาชนที่จำเลยทำปลอมขึ้นเป็นเพียงภาพถ่ายเอกสารแต่การกระทำของจำเลยมีลักษณะเพื่อการใช้อย่างต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนฉบับที่แท้จริงจึงเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา1(8) คดีที่คู่ความฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหากศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็มีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้
- ฎีกาที่ 4766/2538
จำเลยนำภาพถ่ายที่ ม.มอบให้มาตัดให้พอดีกับภาพถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ที่แท้จริง แล้วนำภาพถ่ายที่ตัดแล้วปิดทับภาพถ่ายของ น.ที่ติดอยู่ในบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ดังกล่าว แล้วถ่ายภาพบัตรและนำภาพถ่ายดังกล่าวอัดพลาสติกมอบให้ ม.โดยคิดค่าทำ 15 บาท เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้พบเห็นบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวหลงเชื่อว่า ภาพถ่ายของ ม.ในบัตรประชาชนที่ถ่ายเอกสารมา เป็นภาพถ่ายของ น.โดยมีวันเดือนปีเกิดและภูมิลำเนาตามที่ระบุไว้ในบัตรดังกล่าว เป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริง จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร และบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานสำนักทะเบียนบัตรประชาชนกระทรวงมหาดไทยได้ทำขึ้น จึงเป็นเอกสารราชการตามนิยามของ ป.อ.มาตรา1 (8) แม้บัตรประชาชนที่จำเลยทำปลอมขึ้นมาจะเป็นเพียงภาพถ่ายเอกสารแต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเพื่อการใช้อย่างบัตรประจำตัวประชาชนฉบับต้นฉบับท …
- ฎีกาที่ 4877/2538
ตามหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีระบุว่า โจทก์โดยส.และ บ.กรรมการ มอบอำนาจให้ก.เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เป็นการมอบอำนาจเฉพาะการเพื่อฟ้องคดีอาญาและหนังสือมอบอำนาจนี้มิได้ระบุเจาะจงว่าให้ฟ้องได้เพียงคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ ก. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาเป็นหลายสำนวนได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งหกฉบับเพื่อชำระหนี้ค่ากระป๋องและฝา กระป๋อง ให้แก่โจทก์จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยออกเช็คเพื่อค้ำประกันหนี้ให้ล.เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยออกเช็คให้โจทก์รวม 6 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:49/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อนำไป สู่ข้อกฎหมาย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เฉพาะโทษ จึงเป็นเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษ จำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกา ของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลล่างทั้งสองที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยว่าเป็น ความผิดต่อกฎหมายตามฟ้องโจทก์หรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับ ฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาแล้ว (อันดับ 69) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 55,48 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้วจำคุก 5 ปี ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:53/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาของ จำเลยทั้งสองข้อ 2.2 และ 2.3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกา รับฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2.1 จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.2 ของจำเลยในประเด็น ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏใน ท้องสำนวนมาวินิจฉัยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาข้อ 2.2 ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 83) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ที่แก้ไขแล้ว จำคุกคนละ 5 ปีคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาล …
- ฎีกาที่ 562/2538
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ปรับ 5,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และไม่ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะของกลางเป็นให้ริบ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งฉะนั้น ที่จำเลยฎีกาขอให้ไม่ริบรถยนต์ขอวงกลางเนื่องจากไม้ที่จำเลยรับไว้มีปริมาตรน้อย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้าม
- ฎีกาที่ 5629/2538
ความผิดฐานฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะบทมาตราโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรกแต่ยังคงลงโทษจำเลยเท่ากับศาลชั้นต้น ดังนี้ เป็นการแก้บทโดยไม่ได้แก้โทษ ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลที่รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงถือได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความสามารถที่จะจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ สำนักงานของจำเลยเป็นบ้านสองชั้น จำเลยอยู่ชั้นล่างเป็นห้องเล็ก ๆมีประตูเลื่อน ที่ห …
- ฎีกาที่ 5629/2538
ความผิดฐานฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะบทมาตราโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 341 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 343 วรรคแรก แต่ยังคงลงโทษจำเลยเท่ากับศาลชั้นต้น ดังนี้ เป็นการแก้บทโดยไม่ได้แก้โทษ ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรกจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลที่รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงถือได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความสามารถที่จะจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ สำนักงานของจำเลยเป็นบ้านสองชั้น จำเลยอยู่ชั้นล่างเป็นห้องเล็ก ๆ มีประตูเลื่อน ที่หน้าสำนักงานไม่ได้เขียนหนังสือไว้ว่ารับจัดหางาน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:57/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาในศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องขอฎีกาของ จำเลยเป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งสองศาลได้ฟังเป็น ที่ยุติแล้วจึงไม่มีเหตุจะรับรองอนุญาตให้จำเลยฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงได้ต่อไป จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าพยานที่ไม่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ศาลจะรับฟังพยานดังกล่าวเพื่อมาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ควรจะได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 94) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 87) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:575/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า เมื่อโจทก์เปลี่ยนข้อตกลง จากเดิมที่ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท เป็นเดือนละ 30,000 บาท โจทก์จะต้องถือเอาตามข้อตกลงใหม่ ดังกล่าว จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละ 100,000 บาท ไม่ได้ และหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาจำคุก จำเลยก็สมควรให้รอการลงโทษแก่จำเลย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เรียงกระทงลงโท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:615/2538
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ซึ่ง พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาสั่งว่า พิเคราะห์แล้วข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาว่า ผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์มีเพียงพยานแวดล้อมและคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันซึ่งไม่อาจรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ และฎีกาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดได้พิจารณา พิพากษาต่อไป โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงและรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นางดวงพร เสรีพาณิชย์การผู้เส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:646/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้น จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และคำพยานบอกเล่ารับฟัง เป็นพยานได้เพียงใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 58) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 3085/2536 และ 868/2537 ของศาลนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 54) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 58) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหาย ไ …
- ฎีกาที่ 6476/2538
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา336ทวิเป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา335ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆกึ่งหนึ่งหาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา336ทวิกำหนดไว้แต่คงพิพากษาว่าจำเลยที่3มีความผิดตามมาตรา335(1)(3)(8)ตามที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นปรับและใช้อัตราโทษตามมาตรา335วรรคสามลงโทษจำเลยเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน5ปีจำเลยที่3จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218วรรคหนึ่ง
- ฎีกาที่ 6476/2538
ป.อ. มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆกึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา 336 ทวิ กำหนดไว้ แต่คงพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 335 (1) (3) (8) ตามที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นปรับและใช้อัตราโทษตามมาตรา 335 วรรคสาม ลงโทษจำเลย เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
- ฎีกาที่ 6668/2538
จำเลยทั้งสามได้นำรถยนต์ของกลางออกใช้ขับไปในที่ต่างๆโดยมีแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมติดอยู่ที่รถยนต์คันเดียวกันโดยมีเจตนาแสดงเอกสารดังกล่าวต่อผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจในเวลาเดียวกันจนกระทั้งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อให้ผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยทั้งสามใช้ขับเป็นรถยนต์ถูกต้องตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดกรรมเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานรับของโจรจำคุกคนละ4ปีและลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมกับใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมโดยจำคุกกระทงละคนละ3ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดสองกรรมว่าเป็ …
- ฎีกาที่ 6668/2538
จำเลยทั้งสามได้นำรถยนต์ของกลางออกใช้ขับไปในที่ต่างๆโดยมีแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมติดอยู่ที่รถยนต์คันเดียวกันโดยมีเจตนาแสดงเอกสารดังกล่าวต่อผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจในเวลาเดียวกันจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อให้ผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยทั้งสามใช้ขับเป็นรถยนต์ถูกต้องตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดกรรมเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานรับของโจรจำคุกคนละ4ปีและลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมกับใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมโดยจำคุกกระทงละคนละ3ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดสองกรรมว่าเป็ …
- ฎีกาที่ 6668/2538
จำเลยทั้งสามได้นำรถยนต์ของกลางออกใช้ขับไปในที่ต่าง ๆโดยมีแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมติดอยู่ที่รถยนต์คันเดียวกัน โดยมีเจตนาแสดงเอกสารดังกล่าวต่อผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจในเวลาเดียวกันจนกระทั้งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อให้ผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่า รถยนต์คันที่จำเลยทั้งสามใช้ขับเป็นรถยนต์ถูกต้องตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดกรรมเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานรับของโจรจำคุกคนละ 4 ปี และลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมกับใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม โดยจำคุกกระทงละคนละ 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดสอ …