มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 28 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2823/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามฎีกาของจำเลย อ้างปัญหาข้อกฎหมายแต่เพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใช้ดุลพินิจ เพื่อรอการลงโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามกฎหมาย ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 61) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,15,67,102จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และบวกโทษที่รอไว้ 15 วัน ตามคำพิพากษาของศาลแขวงพระโขนงและโทษที่รอไว้อีก 15 วัน ของศาลแขวงพระโขนงเป็นจำคุก 1 ปี 30 วัน ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2824/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ยังมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงจากคำพยานโจทก์ คือ นายวีระศักดิ์เชียงทองและนายประสงค์จันทร์เพ็งขึ้นมาวินิจฉัย ซึ่งหากได้หยิบยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นมาวินิจฉัยแล้วจะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 118) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 อันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลย 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2856/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยไม่ได้ รับอนุญาตให้รับรองฎีกาจากผู้พิพากษาผู้นั่งพิจารณา ในศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวพันกันแต่เนื่องจากโทษที่จำเลยได้รับนั้นต่ำกว่าที่จำเลยจะยื่นฎีกา ต่อศาลฎีกา จำเลยขอประทานกราบเรียนคัดค้านว่าคดีของจำเลยน่าที่จะขึ้นสู่ศาลฎีกาได้พิจารณาอีกสักครั้งเพราะ เป็นคดีที่สลับซับ ซ้อนและหลงประเด็น หากจำเลยไม่หลงประเด็นแล้ว เชื่อว่าศาลต้องยกฟ้องโจทก์อย่างแน่นอน โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้วโจทก์ร่วมแถลงคัดค้าน (อันดับ 104,105) ระหว่างพิจารณา นางแสวง รอดแก้ว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, มาตรา 365(2)(3), มาตรา 391(ที่แก้ไขแล้ว) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2899/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่บรรเทาผลร้ายด้วยการชำระหนี้ ไม่มีเหตุอันควร รอการลงโทษ เป็นการวินิจฉัยนอกข้อเท็จจริงนั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ให …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:29/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้าม ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในสำนวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนกระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมกับนายบุญปั๋นเทพธานี ผู้เสียหายที่ 1 มิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นางนงลักษณ์ ประกอบบุญ ผู้เสียหายที่ 2ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266(4),268 วรรคสอง ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 3 ปี โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่า ศาลได้ลงโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1356/2534 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2900/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า คดีนี้โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95,96 คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงขาดอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 164,165) ระหว่างพิจารณา บริษัทแจ๊กเจีย จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก รวม 2 กระทง เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 1 เดือน ปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน ปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 และให้จำเลย ใช้เงินจำนวน 4,770 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2922/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทุกข้อ เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 4 ที่ว่า การกระทำของจำเลยในฐานะส่วนตัวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 หรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 112)ส่วนโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่า ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ระหว่างพิจารณา นางสุรินทร์ ดิษฐจินดา และนายสุพลมิสกาวัน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 จำคุก 5 ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานตำรวจแล้ว ให้การปฏิเสธมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน คำขอของโจทก์ นอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษา …
- ฎีกาที่ 2944/2538
แม้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติซึ่งได้เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองของประเทศและได้ออกประกาศฉบับที่1ลงวันที่23กุมภาพันธ์2534มีผลทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2521สิ้นผลลงก็ตามแต่ก็มิได้มีประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับใดยกเลิกพระราชบัญญัติ การประมงพ.ศ.2490มาตรา28ทวิ,64ทวิบทกฎหมายดังกล่าวจึงยังมีผลบังคับอยู่ คณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่นๆเพียงแต่ได้ทำการรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆซึ่งทางรัฐบาลได้เสียไปอันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศของจำเลยผู้เป็นเจ้าของเรือซึ่งใช้หรือยอมให้ใช้เรือของตนกระทำการละเมิดและแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายพระราชบัญญัติการประมงพ.ศ.2490มาตรา28ทวิเท่านั้นมิได้กระทำการพิจารณาวินิจฉัยอรรถคดีเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมแต่อย่างใดซึ่งเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษตามมาตรา64ทวิแห่งพระราชบัญญัติ …
- ฎีกาที่ 2944/2538
แม้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งได้เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองของประเทศและได้ออกประกาศ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 23กุมภาพันธ์ 2534 มีผลทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521สิ้นผลลงก็ตาม แต่ก็มิได้มีประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับใดยกเลิก พ.ร.บ. การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 28 ทวิ, 64 ทวิ บทกฎหมายดังกล่าวจึงยังมีผลบังคับอยู่ คณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ฯเพียงแต่ได้ทำการรวบรวมและคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งทางรัฐบาลได้เสียไปอันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศของจำเลยผู้เป็นเจ้าของเรือ ซึ่งใช้หรือยอมให้ใช้เรือของตนกระทำการละเมิด และแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามคำวินิจฉัยภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายตาม พ.ร.บ. การประมง พ.ศ.2490 มาตรา28 ทวิ เท่านั้น มิได้กระทำการพิจารณาวินิจฉัยอรรถคดีเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษตาม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2949/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้นแม้เป็นเรื่องปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันในศาลชั้นต้นจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 50) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,26,75 วรรคแรก, 76 วรรคสอง 102 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:295/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 3 ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายและคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยมีกำหนด 6 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 117) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,371,83 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,55, 72 ทวิ วรรคสอง ตอนแรก,78 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาต ให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับ อนุญาตเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพาอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นบทหนัก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2958/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า เมื่อนายเปี๊ยกกูบกระโทก คนร้ายหนึ่งในจำนวนห้าคน พูดขอเงินผู้เสียหาย และผู้เสียหาย ปฏิเสธว่าไม่มี ย่อมเป็นข้อเท็จจริงแสดงเป็นหลักฐานว่า ผู้เสียหายไม่ได้ให้เงินหรือมิได้สัญญาว่าจะให้เงิน เท่ากับ ยังไม่บรรลุผล จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 วรรคสอง (1) ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การ พิจารณาคดีของศาล ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:3006/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 2 โดย ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี กรณีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทั้งข้อ ก. ข. และ ค เป็นปัญหา ข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยาน หลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2เป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย บาดแผลของจำเลยที่ 1เป็นอันตรายสาหัสหรือไม่ และการที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาที่ว่าบาดแผลของจำเลยที่ 1เป็นอันตรายสาหัสหรือไม่ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 192 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป หม …
- ฎีกาที่ 3040/2538
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือนปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และไม่ริบของกลางศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะของกลางเป็นให้ริบ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอไม่ให้ไม่ริบของกลาง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 3174/2538
การที่ศาลชั้นต้นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดจนกว่าจะอายุครบ18ปีไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา18แต่เป็นวิธีการสำหรับเด็กตามมาตรา74(5)ที่เบากว่าการลงโทษจำคุกเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218
- ฎีกาที่ 3338/2538
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา134,134วรรคสอง,มาตรา160ทวิประมวลกฎหมายอาญามาตรา83แต่ให้รอการกำหนดโทษและคุมประพฤติไว้ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ริบศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นการแก้ไขเล็กน้อยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ.2534มาตรา124ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นการขอแก้ไขดุลพินิจของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
- ฎีกาที่ 3420/2538
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคสอง (2) รวม2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี เป็นเพียงแก้ไขเล็กน้อยซึ่งโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี คู่ความจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 157, 160, 162 (1) (4) ตามฟ้องข้อ 2 (ก) (ข) และ (ค) ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามป.อ. มาตรา 157, 162 (1) (4) ตามฟ้องข้อ 2 (ข) และมาตรา 157, 160ตามฟ้องข้อ 2 (ค) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาตา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:347/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลย แม้จะอ้างว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาคดี ขัดต่อกฎหมาย แต่เมื่ออ่านโดยตลอดแล้ว ก็เป็นการโต้แย้ง การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยาน อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกา ข้อสอง ก็เป็นฎีกาที่โต้แย้งการลงโทษของศาล อันเป็นดุลพินิจ ในการกำหนดโทษ นับเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอุทธรณ์ (ที่ถูกควรเป็น ฎีกา) ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 1 ของจำเลยไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นไปตามที่ศาลวินิจฉัย แต่โต้แย้งว่าเมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนฟังขัดแย้งกัน การรับฟังลงโทษจำเลย จึงขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 และ 186(6) และฎีกาข้อ 2 เป็นฎีกาขอให้ศาลเห็นถึงสภาพความผิดและ ขอให้ศาลรอการลงโทษล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:35/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 และข้อ 2.2 โต้แย้ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาลอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสาม จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 71) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 77) คำสั่ง จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:378/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาข้อ 2.2และ 2.4 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ส่วนฎีกา ข้อ 2.3เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับเป็นฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.2 และ 2.4 เป็นการฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนข้อ 2.3 เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีควรที่จะได้รับการวินิจฉัยจาก ศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 107 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,358,365 และมาตรา 371 การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุกกร …