มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 27 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2434/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทุกข้อ และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เล็กน้อยลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่แก้ไขโทษจำคุกจำเลยจาก 7 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 4 ปี เป็นการแก้ไขมาก อีกทั้งฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1),(7),(8),83 ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน คำขอที่ให้นับโทษต่อให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1),(7),(8) วรรคสาม ประกอบมาตรา 83,336 ทวิ จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2450/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เกี่ยวเนื่องด้วยข้อศีลธรรมอันดีของประชาชน และความเป็นธรรม ทางกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ 48,708 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 53) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 54) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2474/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ควร ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา เพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หยิบยกพยานแวดล้อมซึ่งเป็นพยานชั้นสองมาลงโทษจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน ส่วนฎีกาข้อ 3 ที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ทางพิจารณา ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยเป็นตัวการในการกระทำความผิดจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่แน่ชัดว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ข้างคำร้อง ระหว่างพิจารณา นายประเสริฐ เสตสุบรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2489/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ ว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาของ ศาลชั้นต้นเป็นการแก้ไขมาก เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยก็มีสิทธิฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 43) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง,73 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรั …
- ฎีกาที่ 2498/2538
คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่2ในข้อหาความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้จำคุกจำเลยที่2แต่ละกระทงไม่เกินห้าปีห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218วรรคหนึ่งที่จำเลยที่2ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 2498/2538
คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้จำคุกจำเลยที่ 2 แต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2514/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลย โดยมิได้มีคำสั่งฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ ได้รับคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2531/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับ จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยทั้งสอง ไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี คืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 150 บาท ของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2610/2538
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก,มาตรา 219 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 เป็นว่าให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน เป็นการแก้ไขมากจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59,83 และ 91 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลย ให้การรับสารภาพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2612-2614/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟัง พยานหลักฐานของศาล ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้าม ตามกฎหมายดังกล่าว ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสามสำนวนแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ประทับฟ้องทุกสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี การกระทำของ จำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2617/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์นำสืบสมตามฟ้อง หรือไม่ และคำเบิกความของพยานโจทก์ที่นำมาสืบจะรับฟังได้ เพียงใด และคำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมสอบสวน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62,89,106 เป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขายแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:264/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นเนื่องจากผู้พิพากษาไม่ได้รับรอง ให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยฉบับนี้ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 46 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 3 ปีคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบใบถอนเงินฝากของกลาง ข้อหาอื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 44) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 46 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2700/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและ เยาวชนจังหวัดนครราชสีมา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) นั้น มิใช่การลงโทษจำคุก จึงไม่อยู่ในข้อห้ามมิให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219 อีกทั้งคำสั่งของศาลตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) เป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติ ต่อไปชั่วระยะเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อยังไม่ครบกำหนด ศาลอาจเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้ ไม่อยู่ในข้อห้าม มิให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้ขาดอันถึงที่สุดไปแล้ว ฎีกา ของจำเลยที่ 2 เป็นทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลล่างทั้งสองและเป็นสาระสำคัญอันควร ได้รับการวินิจฉัย …
- ฎีกาที่ 2704/2538
ศาลเป็นผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงของโจทก์และจำเลยจนแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังพยานโจทก์บางปาก และไม่วินิจฉัยพยานโจทก์และพยานจำเลยบางปากนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2733/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89,106 ทวิ ที่แก้ไขแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำ กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เนื่องจากมีอัตราโทษ เท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 จำคุก 5 ปี ริบของกลางให้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุกมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2754/2538
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสามฎีกาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามเห็นว่า ฎีกาข้อ 2(ก) ที่คัดค้านอำนาจฟ้องของโจทก์ และฎีกาข้อ 2(ค) ที่ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสามร้องขอและเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสามไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 91) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้ จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 87) จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2790/2538
ความว่า จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ที่พิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งว่า ไม่มีเหตุจะรับรองฎีกายกคำร้อง และสั่งฎีกาว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้าม อุทธรณ์ (ที่ถูกน่าจะเป็นฎีกา) ส่วนปัญหาข้อกฎหมายนั้น ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ของศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อน สมควรส่งคำร้องให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งอีกครั้งหนึ่ง ส่วนฎีกาที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และจำเลยไม่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้โจทก์ เพราะโจทก์กับจำเลยไม่มีมูลหนี้ต่อกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น ส่งสำนวนไปให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงและรับฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2798/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยที่ 1ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาเกี่ยวกับรายละเอียดอันเป็นเหตุรอการลงโทษ ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการวางโทษจำคุก โดยให้รอการลงโทษไว้ได้ และเป็นฎีกาข้อความ ที่ตัดสินอันเป็นปัญหาสำคัญควรสู่ศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 44) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4,6,8,9,14,31 วรรคหนึ่ง,35 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 4,6,7,16,24,29 พระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4,7,47,48,73,74,75 พระราชบัญญั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2799/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นฎีกา ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย จึงไม่รับ เป็นฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การที่อาวุธปืนของกลางวางอยู่ กับพื้นใต้โต๊ะและอยู่ในถุงกระดาษ โดยที่จำเลยไม่ได้พาอาวุธ ติดตัว จะถือว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนโดยยึดถือเพื่อตนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 113) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3,6,7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและ เครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2805/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกา ดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง มาตรา 4 ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่ได้ปฏิบัติและวินิจฉัยคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตรา 56 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้น …