มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 26 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:186/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1รับฟังข้อเท็จจริงโดยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน และการที่ จำเลยครอบครองไม้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามตามฟ้องไว้ในขณะ ปฏิบัติหน้าที่จึงไม่ถือว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 214) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคแรก,73 วรรคแรก ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลย เคยกระทำผิดมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:195/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรีจึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหา ข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43,78,157,160 วรรคสอง แต่ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 กับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ลงโทษตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 วรรคสอง จำคุก 1 เดื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1955/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2(ก) ที่ว่า พยานบุคคลของโจทก์ ไม่น่ารับฟังลงโทษจำเลยเพราะนายโสภณ และ นาย ต่อศักดิ์ พยานโจทก์อยู่ด้วยกันในห้องสอบสวนและให้การชั้นสอบสวน ต่อพนักงานตำรวจพร้อมกัน และฎีกาข้อ 2(ค) ที่ว่า จำเลย ไม่ได้มีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 71) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) ลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 69) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษ จำคุกจำเลย 1 ปี ฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลไม่ควรรับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1975/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า แม้คดีนี้ศาลจะมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ก็ตาม แต่ก็ได้พิพากษาลงโทษปรับจำเลยถึง 139,776 บาท ซึ่งเกินกว่าโทษปรับตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 คดีจึงไม่ ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 68) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรเป็นเงิน 141,960 บาทไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงินสี่เท่า ของ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1985/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีไม่ได้ รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลย ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 3 ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาข้อ 3 ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,26,75,76,102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,91 จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปีรวมลงโทษจำเลยจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 50 บาท แก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 75 วรรคแรก,76 วรรคสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1986/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและ วิธีพิจารณาความอาญาใน ศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งนำไปสู่ข้อกฎหมายหาใช่ปัญหา ข้อกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามทั้งฉบับ จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความได้เมื่อผู้เสียหายมิได้มีการร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงไม่มี อำนาจทำการสอบสวน เมื่อการสอบสวนไม่ชอบโจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 107) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ระหว่างพิจารณา นางสาวสายพินหรือต้อยยืนยงค์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2020/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เห็นว่าเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ นอกจากนี้ที่ศาลนำแผนที่ ทางอากาศซึ่งเป็นเอกสารราชการมาวินิจฉัยผิดจากพยานหลักฐาน ที่เป็นจริง เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 125) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้วจำคุก 8 เดือน ปรับ 3,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,625 บาท ไม่ปรากฏว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกจึงให้รอไว้ มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29,30 และให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2116/2538
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 5 ปีจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหา ข้อกฎหมายว่าศาลลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ สมควรที่จำเลยที่ 1 จะได้รับประโยชน์แห่งข้อสงสัยตามสมควร ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง,89,106 วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 9,13,15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2122/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 1 ที่ว่า เอกสารหมาย จ.1, จ.3, จ.5, จ.9, จ.10, จ.29, จ.37 และ จ.40 ไม่ปรากฎรายละเอียดชัดแจ้งว่าเป็นการกู้ยืมเงินและการ ให้อัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถรับฟังลงโทษจำเลยได้ และฎีกาข้อ 2 ที่ว่าศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงว่าจำเลยทำการกู้ยืมเงินโดยเสนอผลตอบแทนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งคดีนี้อัตราโทษจำคุกที่จำเลยได้รับ สูงกว่า 5 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 91) ระหว่างพิจารณา นางบังเอิญ ดอกบัว และนางปัทมาภรณ์ ทิพยอแหละ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2124/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาเกี่ยวกับการ ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ หาใช่เป็นฎีกาเกี่ยวกับปัญหา ข้อเท็จจริงไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 48) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง,75 วรรคหนึ่ง,76 วรรคสอง,102 การกระทำของจำเลย เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ของกลางริบ และคืนธนบัตรจำนวน 100 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อ แก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพา …
- ฎีกาที่ 2145/2538
ความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้พาอาวุธปืนเข้าไปในห้องอาหารที่เกิดเหตุ เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมายข้างต้น ความผิดฐานพาอาวุธปืนนั้นแม้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าและทำให้เสียทรัพย์ อาวุธปืนของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด และแม้ว่าจำเลยจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371ซึ่งศาลอาจสั่งริบอาวุธปืนของกลางได้ก็ตาม แต่ข้อหาความผิดตามมาตรา 371 นี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2166/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย เมื่อฎีกาของจำเลย เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดไม่ร้ายแรง ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อบุคคลใด และกระทำในขณะจำเลยมีอายุ 18 ปีเท่านั้น จำเลยไม่เคยกระทำความผิดอาญามาก่อนโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ข้อ 3,6,7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,370 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2176/2538
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้อง ขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีรับรองให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยทั้งสาม แล้วเห็นว่า ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสามเห็นว่า ฎีกาของจำเลยบางส่วนเป็นปัญหา ข้อกฎหมายโดยเฉพาะข้อ (ก)และ(ค) ความละเอียดปรากฏ ในฎีกาของจำเลยทั้งสามแล้วและการที่จำเลยทั้งสาม ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ทั้งในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นท่านแรกมีคำสั่งไม่รับรองให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ควรจะต้องส่งฎีกาและคำร้อง ขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปยังผู้พิพากษา ที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2ตามท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2242/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ไม่รับฎีกาของจำเลยเพราะศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก,336 ทวิ ประกอบมาตรา 80 จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย(อันดับ 103) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 109) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจ ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลและดุลพินิจในการลงโทษ ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ศาลชั้นต้น สั่งไม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2243/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีโดยรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 121) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี คืนรถยนต์ของกลาง แก่เจ้าของ สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 120) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 121) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่กล่าวอ้างว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2244/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาจำเลยที่ 2 เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 128) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4,13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89,116 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535มาตรา 9,13 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 51 (พ.ศ. 2531) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ ตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ข้อ 3(7) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2263/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยเป็น ฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า แม้ฎีกาของจำเลยจะยกแต่เพียงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ขึ้นอ้าง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นยังเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายอื่น ๆ อีก เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 วรรคแรก อันเป็นข้อกฎหมายที่ศาลยกขึ้นมาวินิจฉัยได้อยู่แล้วและตลอดระยะเวลาหลังเกิดอุบัติเหตุในคดีนี้จำเลยได้พยายามทุกอย่างเพื่อบรรเทาผลร้ายให้กับคู่กรณี จนเป็นที่พอใจของคู่กรณี จำเลยจึงควรได้รับการบรรเทาโทษ ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อกฎหมาย โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 53) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43,157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2339/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ข้อ 2.1 และ 2.2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไร้สาระ ส่วนข้อ 2.3 เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งฉบับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยมีกัญชาของกลาง ไม่ถึง 10 กิโลกรัม ถือว่ามีเพียงเล็กน้อยไม่ถึงกำหนดที่ กฎหมายให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยควรได้รับโทษ ในความผิดฐานจำหน่ายกัญชาเพียงฐานเดียว เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26,75 วรรคหนึ่ง,76 วรรคสองลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 5(กัญชา) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ลงโทษฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 2 ปี ริบของกลาง คืนธนบั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2370/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219 จึงไม่รับ จำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ควรได้รับการยกเว้นโทษกักขัง เป็นรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ เพราะเป็นความผิดครั้งแรก ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้รับโทษกักขังจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องขาดราชการ และต้องถูกให้ออกจากงาน ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นฎีกา ข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 2 เดือนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษกักขังจำเลยที่ 2มีกำหนด 1 เดือน แทนโ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2397/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 และข้อ 3 เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 63,106 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 21) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 27) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อ 2 และข้อ 3เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลว่าสมควรเพียงไร จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง