มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 31 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:99/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของ จำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนลงโทษจำคุกจำเลย 8 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 72) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง 317 วรรคสาม ให้ เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานกระทำอานาจาร แก่เด็กอายุ ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 ปี ฐานพราก เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุ อันสมควร เพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุก จำเลยมีกำหนด 8 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 71) จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:994/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามอุทธรณ์ (ฎีกา) ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษ จำเลยไม่ได้ และการกระทำความผิดของจำเลยที่เป็นความผิด สำเร็จแล้ว จะเป็นความผิดฐานอื่นอีกหรือไม่นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 41) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาและแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:996/2538
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายแต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาข้อ 4.1 ที่ว่าโจทก์ฟ้องว่าเหตุเกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 แต่นำสืบว่าเหตุเกิดวันที่16 กุมภาพันธ์ 2536 และราคาทรัพย์ที่ถูกลักก็แตกต่างกับราคาตามฟ้องมากนั้น ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ในการ พิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อแตกต่างเป็นเพียง รายละเอียดนั้นไม่ถูกต้อง อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สมควร ได้รับการวินิจฉัย ขอศาลได้โปรดรับไว้พิจารณา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1002/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนและวินิจฉัยข้อกฎหมายไม่ถูกต้องฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 26) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานมี อาวุธปืนและกระสุนปืน จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนและกระสุนปืนลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเล …
- ฎีกาที่ 114/2537
ภายหลังจากเกิดเหตุรถชนกันแล้ว มีผู้นำผู้ตายและโจทก์ร่วมส่งโรงพยาบาล ผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น ส่วนจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 2 นาที แล้วหลบหนีไป ต่อมาอีก 6 วัน จำเลยจึงเข้ามอบตัวต่อสู้คดี ดังนี้ การที่จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสและผู้ตายถึงแก่ความตายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง การที่รถยนต์เกิดเหตุทั้งสองคันชนกันจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไม่ได้เกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยจำเลยเพียงแต่หลบหนีไปเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคแรก160 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น …
- ฎีกาที่ 114/2537
ภายหลังจากเกิดเหตุรถชนกันแล้ว มีผู้นำผู้ตายและโจทก์ร่วมส่งโรงพยาบาล ผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น ส่วนจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 2 นาทีแล้วหลบหนีไป ต่อมาอีก 6 วัน จำเลยจึงเข้ามอบตัวต่อสู้คดี ดังนี้ การที่จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสและผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง การที่รถยนต์เกิดเหตุทั้งสองคันชนกันจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไม่ได้เกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยเพียงแต่หลบหนีไปเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78วรรคแรก, 160 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ …
- ฎีกาที่ 1142/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 20 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปีเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:116/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็น ปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีเหตุอันควรให้ศาลฎีกาได้วินิจฉัย เกี่ยวกับการที่จำเลยได้มียาเสพติดชนิดวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 คือ เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เป็นปริมาณเพียงเล็กน้อย จะมีเหตุอันควรบรรเทาโทษหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้เพื่อ พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาโดยโทษจำคุกให้เป็นรอการลงโทษไว้ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4,6,62,106 ที่แก้ไขแล้วให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุสมควร รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:119/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวจำเลยไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับไม่มีอำนาจสอบสวนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12(1),18 วรรคสอง,62,81และ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2526) มาตรา 4 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91เรียงกระทงลงโทษ รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งฐานเข้ามาในราชอาณาจักร โดยผิดกฎหมายจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,400 บาทฐานอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือนปรับ 1,400 บาท รวมจำคุก 2 เดือนปรับ 2, …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1193/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริงและต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเป็น กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 62 ตรี,106 ตรี พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 มาตรา 8,28ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1196/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยแล้ว เป็นฎีกาที่ โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ยอมรับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว แต่จำเลยฎีกาเพื่อขอความปรานีได้โปรดมี คำพิพากษาให้รอการลงโทษแก่จำเลยเท่านั้นอีกทั้งยังมิได้ เข้าลักษณะอันเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลแต่ประการใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,78,157,160 วรรคแรก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390,91ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 3 เดือน ฐานขับรถก่อให้เกิดความ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1220/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยได้รถยนต์ของผู้เสียหายมาอย่างไร จึงเป็นข้อพิรุธนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 187) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก วางโทษจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 181) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 183) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยรับไว้ …
- ฎีกาที่ 1229/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 จำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นให้ลงโทษปรับสถานเดียวจึงเป็นกรณีศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย ฎีกาของจำเลยที่ว่าไม่ได้กล่าวถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวหา และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อหน้าบุคคลอื่นว่า โจทก์จบด๊อกเตอร์ได้เพราะจำเลยเป็นผู้ส่งเสียทั้งหมด พอจบออกมาก็ไล่เตะลูกเมียทิ้งลูกทิ้งเมียไปหาเมียใหม่ เมียคนแรกถูกหลอกเกือบหมดแล้วคนที่สองถูกหลอกเกลี้ยงตัวเลย นั้น น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท
- ฎีกาที่ 1229/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา326 จำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นให้ลงโทษปรับสถานเดียว จึงเป็นกรณีศาลอุทธรณ์แก้ไข-เล็กน้อย ฎีกาของจำเลยที่ว่าไม่ได้กล่าวถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวหา และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อหน้าบุคคลอื่นว่า โจทก์จบด๊อกเตอร์ได้เพราะจำเลยเป็นผู้ส่งเสียทั้งหมด พอจบออกมาก็ไล่เตะลูกเมีย ทิ้งลูกทิ้งเมียไปหาเมียใหม่ เมียคนแรกถูกหลอกเกือบหมดตัว คนที่สองถูกหลอกเกลี้ยงตัวเลย นั้น น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1254/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 7ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "หนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษา ถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ซึ่งหมายความว่า ถ้ามูลหนี้ในเช็คสิ้นสุดแล้วคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยก็เป็นอันยุติ ซึ่งศาลจะต้องฟังข้อเท็จจริงว่ามีการ ชำระหนี้กันหรือไม่ แล้วจึงปรับเข้ากับกฎหมายข้อนี้ ฎีกาของ จำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1261/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนำไปสู่ข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 60) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 59) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 60) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การที่จำเลยขับรถผ่านทางแยก ด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเกิ …
- ฎีกาที่ 1268/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กระทงความผิดศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทเดียว เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า เฮโรอีนของกลางจำนวน2 ห่อเล็กที่สายลับนำไปมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ กับเฮโรอีนอีกจำนวน 2 หลอดละ 1 ห่อเล็กที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นและยึดได้จากตัวจำเลยเป็นเฮโรอีนคนละจำนวนกันจำเลยจึงมีความผิด 2 กรรม เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่า เฮโรอีนของกลางเป็นจำนวนเดียวกัน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
- ฎีกาที่ 1332/2537
โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย โดยอ้างว่าจะนำไปให้ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแก่ผู้เสียหาย เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการในหน้าที่ อันเป็นคุณแก่ผู้เสียหายโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้นมิได้อยู่ที่เจ้าพนักงานได้กระทำการในหน้าที่แล้วหรือไม่ แม้จะออกใบอนุญาตแล้ว ก. ก็ยังคงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การออกใบอนุญาตไปแล้วมิได้ทำให้ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งมิให้ศาลรับฟังเทปบันทึกเสียงซึ่งถอดเทปเป็นตัวอักษรไว้แล้วเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- ฎีกาที่ 1368/2537
ฎีกาจำเลยที่อ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพราะจากภาพถ่ายรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นภาพถ่ายบริเวณด้านหน้าขวาของรถจำเลยไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวหรือโดนกันแต่อย่างใดคงมีร่องรอยการเฉี่ยวโดนกันเฉพาะด้านข้างขวาของรถเท่านั้น การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงขัดกับพยานหลักฐานนั้นแม้ว่าตามภาพถ่ายหมาย จ.1 จะไม่ปรากฏให้สามารถตรวจพบได้ชัดเจนว่ามีร่องรอยการเฉี่ยวชนดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ตามแต่ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยตรวจดูจากภาพถ่ายหมาย จ.1 แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ได้นำคำเบิกความของพนักงานสอบสวนซึ่งได้ตรวจสภาพรถยนต์คันเกิดเหตุว่าที่กันชนหน้าขวามีรอยขูดด้วย ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตรงตามคำเบิกความของพยาน หาใช่เป็นการวินิจฉัยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนไม่ ฎีกาของจำเลยเช่นนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศ …
- ฎีกาที่ 1368/2537
ฎีกาจำเลยที่อ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพราะจากภาพถ่ายรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นภาพถ่ายบริเวณด้านหน้าขวาของรถจำเลยไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวหรือโดนกันแต่อย่างใด คงมีร่องรอยการ-เฉี่ยวโดนกันเฉพาะด้านข้างขวาของรถเท่านั้น การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงขัดกับพยานหลักฐานนั้น แม้ว่าตามภาพถ่ายหมาย จ.1 จะไม่ปรากฏให้สามารตรวจพบได้ชัดเจนว่ามีร่องรอยการเฉี่ยวชนดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ตามแต่ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้อ-เท็จจริงโดยตรวจดูจากภาพถ่ายหมาย จ.1 แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ได้นำคำเบิกความของพนักงานสอบสวนซึ่งได้ตรวจสภาพรถยนต์คันเกิดเหตุว่าที่กันชนหน้าขวามีรอยขูดด้วย ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตรงตามคำเบิกความของพยาน หาใช่เป็นการวินิจฉัยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนไม่ ฎีกาของจำเลยเช่นนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีน …