มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 32 จาก 143
- ฎีกาที่ 1491/2537
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157,91 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 จำคุกจำเลย 35 กรรม กรรมละ 5 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายน้อยลงจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษา 7.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกรรมไม่เกิน 5 ปี เป็นคดีที่ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้จึงไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1491/2537
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147, 157, 91ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 จำคุกจำเลย 35 กรรมกรรมละ 5 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายน้อยลงจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษา 7.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกรรมไม่เกิน 5 ปี เป็นคดีที่ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:15/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายข้อ 2 ส่วนฎีกาปัญหาข้อกฎหมายข้อ 1และ 3 ไม่เป็นสาระแก่คดี และฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับ จำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกิน 2 ปี คดีจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ส่วนฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ข้อ 1 ที่ว่า โจทก์ ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 183 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175,177 วรรคสอง …
- ฎีกาที่ 1576/2537
ความผิดฐานมีอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,72 วรรคแรก จำคุก1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 7,72 วรรคสาม จำคุก 6 เดือน ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จำคุก 6 เดือนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เฉพาะบทลงโทษเป็น มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง,72 ทวิ วรรคสอง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดทั้งสองฐานเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้ายโด …
- ฎีกาที่ 1585/2537
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยยังไม่ได้ความชัดแจ้งในเรื่องจำนวนเงินที่จะให้จำเลยคืนหรือใช้ตามคำขอของโจทก์ เห็นสมควรให้ไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยยักยอกเอาเงินตามจำนวนที่โจทก์ขอมาจริงฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานว่าควรเชื่อได้เพียงใดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก โจทก์ร่วมมีหนังสือร้องทุกข์ถึงหัวหน้าพนักงานสอบสวน ลงวันที่15 สิงหาคม 2529 สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2529 ถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตั้งแต่วันที่18 สิงหาคม 2529 ส่วนวิธีการของพนักงานสอบสวนจะปฏิบัติอย่างไรในการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งไ …
- ฎีกาที่ 1585/2537
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยยังไม่ได้ความชัดแจ้งในเรื่องจำนวนเงินที่จะให้จำเลยคืนหรือใช้ตามคำขอของโจทก์ เห็นสมควรให้ไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยยักยอกเอาเงินตามจำนวนที่โจทก์ขอมาจริงฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานว่าควรเชื่อได้เพียงใดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก โจทก์ร่วมมีหนังสือร้องทุกข์ถึงหัวหน้าพนักงานสอบสวน ลงวันที่ 15สิงหาคม 2529 สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม2529 ถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2529 ส่วนวิธีการของพนักงานสอบสวนจะปฏิบัติอย่างไรในการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง …
- ฎีกาที่ 1624/2537
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือน ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยมีเจตนาเข้าร่วมกับพวกของจำเลยฆ่าผู้ตาย จึงเป็นตัวการร่วมกับคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1624/2537
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือน ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยมีเจตนาเข้าร่วมกับพวกของจำเลยฆ่าผู้ตายจึงเป็นตัวการร่วมกับคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:166/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยเป็น ฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ประกอบผู้เสียหายจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา 4 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำเลย เพราะได้แปลความหมายหมายของบทกฎหมาย ผิดไป เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300,91 ที่แก้ไขแล้ว ผู้เสียหายจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43,78,157,160 ที่แก้ไขแล้ว ลดโทษให้กึ่งหนึ่งลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 3 เดือน ลงโทษฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำคุก 1 เดื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1682/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสองไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการแก้ไขมาก เพราะแก้ไขบทลงโทษและแก้ไขโทษจำเลย โจทก์จึงฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่,83 จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำ แก่ผู้เสียหายหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,600 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองและวรรคสาม ให้ลงโทษ ตามวรรคสามซึ่งเป็นบทหนัก วางโทษจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1685/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยไม่มีเจตนาที่จะลักทรัพย์ของนายจ้าง ตามข้อกล่าวหา และผู้เสียหายในคดีนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าได้รับสำเนาคำร้อง (อันดับ 49) ระหว่างพิจารณาบริษัทไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(11) วรรคสาม ให้จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 47) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 49) คำสั่ง ฎี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1691/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก และ 219 ส่วนข้อกฎหมายนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้ถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลย 3 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวางโทษ เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยจึงเป็นแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 และ 219ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า โดยสภาพปืน ของกลางไม่เป็นอาวุธ และปืนของกลางเป็นปืนชำรุดไม่สามารถยิงได้ แต่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะผิดไป และวินิจฉัยว่าจำเลยครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงไปใน ที่สาธารณะนั้น หากได้รับการวินิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1755-1756/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่าพยานหลักฐาน ของโจทก์ยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจำเลยทั้งสอง เป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่ อันสมควร ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของ จำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 102) คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยใน สำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลย ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(4)(7) วรรคสามจำคุกคนละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ดังกล่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1775/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นฟังมา จะปรับบท เป็นความผิดตามที่ศาลพิพากษาลงโทษ ได้หรือไม่ และการที่ศาลวินิจฉัยปรับบทลงโทษ จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ประกอบมาตรา 86 เป็นการปรับบทไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,157 และ 162 ประกอบด้วยมาตรา 86,267 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1776/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก ทั้งไม่ได้รับรองให้ฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 เห็นว่า ฎีกาที่ว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้จำเลยทั้งหมด มีเจตนาเพียงเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 7 ให้มีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านเท่านั้นมิได้มีเจตนาที่จะก่อ ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือทางราชการ แต่อย่างใด เป็นปัญหาสำคัญที่ยังไม่มีแนวคำพิพากษา ของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน และจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เพื่อให้โอกาส จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 39) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 พระราชบัญญัติการทะเบีย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1778/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกา ภายในกำหนด แต่เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีว่า คำวินิจฉัย และเหตุผลแห่งการตัดสินของศาลอุทธรณ์ ผิดพลาด จากพยานหลักฐานในสำนวนความ เนื่องจาก ศาลอุทธรณ์หยิบยกเหตุผลเพียงเรื่องเดียวลงโทษจำเลย โดยไม่รอการลงโทษ ทั้งที่มีเหตุผลอื่น ๆ ที่สามารถหยิบยกเพื่อรอการลงโทษให้จำเลยได้ เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นายธนาพันธ์จันทรารมย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1920/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 ไม่รับเป็นฎีกา จำเลยเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลย สูงเกินไปจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยได้ลุ แก่โทษแล้ว โดยสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น จึงมีเหตุสมควร ที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกาเพื่อกำหนดโทษจำเลยใหม่ และรอการลงโทษจำเลย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300 กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 26) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2012/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำเลยต้องห้าม ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อผู้พิพากษาที่พิพากษาคดีนี้ใน ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบ 266,341 การกระทำของจำเลยแต่ละกรรมเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 ประกอบ 266 ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา 90ให้ลงโทษจำเลยรวม 5 กระทง จำคุก จำเลยกระทงละ 1 ปี รวมเป็นโทษจำคุก 5 ปี คำให้การของจำเลย ในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลย มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยคืนเงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย คำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2036/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกินห้าปี ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยเป็นการ โต้แย้งดุลพินิจการฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ยื่นฎีกา จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยไม่ได้มีอาชีพจำหน่ายยาม้า ไม่เคย เกี่ยวข้องหรือเคยถูกลงโทษเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และฎีกาของ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาจะต้องรับไว้พิจารณา เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 จำคุก 5 ปี ริบถุงพลาสติกของกลาง ธนบัตรของกลาง คืนแก่เจ้าของ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2051/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 3 ปี 14 เดือน ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยป่วยด้วยโรคจิต และประสาทเป็นผู้ไม่รู้ผิดชอบ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ตามฟ้องของโจทก์ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 80) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 ประกอบมาตรา 65 วรรคท้าย กระทงหนึ่ง จำคุก 4 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯพ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี กับมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งความผิดกระทงนี้เป็นกรรมเด …