มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 33 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2059/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาข้อ 2 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาข้อ 3,4 และ 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาข้อ 4 ที่ว่า ใบหุ้นซึ่งจำเลยที่ 1 พิมพ์ขึ้นมา โดยได้รับค่าจ้างในอัตราที่สูง แม้ผู้ว่าจ้าง จะนำไปใช้ในการปลอมใบหุ้น ก็ยังไม่พอแปลได้ว่าจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ถึงผลนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 5239/2536 และคดีหมายเลขแดงที่ 5240/2536ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และเรียก จำเลยในสำนวนทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ตามลำดับ แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2133/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็น เรื่องขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคแรกให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน กระทงหนึ่ง มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง,72 ทวิ วรรคสอง และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371แต่ความผิด ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง กับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2217/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยฎีกาขอให้ รอการลงโทษจำคุกซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่แก้ไขโทษจำคุก จำเลยจากเดิม 2 ปี เป็นจำคุกจำเลย 6 เดือน ชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้เพิ่มบทและแก้โทษเป็นการแก้ไขมาก คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 59) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 60) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2225/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก และผู้พิพากษาที่ลงชื่อใน คำพิพากษาไม่รับรองฎีกาให้จำเลย จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนขึ้นมาวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยอย่างไม่เหมาะสม และเมื่อปืนของกลางมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดย การกระทำความผิดแล้ว จึงควรให้คืนปืนดังกล่าวให้แก่ผู้เป็น เจ้าของ เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,371,376 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคสอง,72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย กับความผิดฐาน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2230/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1เป็นฎีกาข้อกฎหมายไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อ 2.2 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งอีกทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น และการกักกันก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่รับฎีกา ของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานประกอบให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคแรก ซึ่งมิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไปเมื่อให้การรับสารภาพ คดีนี้โ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2231/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นการฎีกาดุลพินิจในการฟังของกลางและการกำหนดโทษ ถือเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ตรวจสอบและพิสูจน์น้ำหนัก ของกลาง เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2528 คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องของกลาง ในคดีอาญาเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งคำรับสารภาพของจำเลยก็มิชอบเพราะพนักงานที่เกี่ยวข้อง แนะนำว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพแล้วจะมีโทษปรับสถานเดียว ซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยได้ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์แล้ว ส่วนเรื่อง การรอลงอาญานั้นศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้หยิบยกเอาเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 56 มาเป็นข้อวินิจฉัยโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 46) ศ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2259/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดกันเอง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 28) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,91 และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,78,157,160 วรรคสอง ลงโทษฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจำคุก 6 ปี และฐานหลบหนี โดยไม่ให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 4 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 6 ปี 4 เดือน จำเลยให้การ รับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 2 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุ ใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2282/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าธนาคารกสิกรไทย จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยนั้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 179 แผ่นที่ 2) ระหว่างพิจารณา นายสมพงษ์เธียรไทย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(2)ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิด และเป็นคุณแก่ ผู้กระทำความผิดเนื่องจากมีโทษปรับน้อยกว่ากฎหมายที่ใช้ใน ขณะกระทำความผิด …
- ฎีกาที่ 2381/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้บทที่ลงโทษจากพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 72 วรรคหนึ่ง เป็นมาตรา 72 วรรคสาม และแก้โทษจากจำคุก2 ปี เป็นจำคุก 1 ปี เป็นการแก้ไขมาก แต่ยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง คำให้การในชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานโจทก์สอดคล้องตามกันและได้ให้การภายหลังเกิดเหตุทันที่โดยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือหรือปรักปรำผู้หนึ่งผู้ใด เชื่อว่าได้ให้การไปตามความจริงตามที่ได้รู้เห็นโดยไม่มีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงได้บันทึกและให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน การที่ประจักษ์พยานโจทก์มาเบิกความในชั้นพิจารณาข …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2404/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลในข้อที่ว่า แก้วหูซ้ายของผู้เสียหายทะลุหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเพื่อ นำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย เป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ในทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าบาดแผลที่ปรากฏแก่ผู้เสียหายที่เกิดจากการกระทำของจำเลยเป็นเพียงรอยบวมฟกช้ำเท่านั้น ซึ่งบาดแผลดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หาได้ไม่ จำเลยฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยมิได้โต้แย้งว่าแก้วหูซ้ายของ ผู้เสียหายทะลุหรือไม่แต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 82) ศาลชั้นต้นพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:247/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาข้อกฎหมายกล่าวคือโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกระทำความผิดบุกรุกแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงโทษจำเลยที่1ผิดฐานบุกรุก เป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยอาศัยข้อเท็จจริงในสำนวนเดียวกันในเมื่อยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 แล้วก็ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย เป็นข้อกฎหมายไม่ใช่ข้อเท็จจริง เหตุการณ์อย่างเดียวกันถ้ายกฟ้องต้องยกทั้งหมดและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นมากจำเลยที่ 1 จึงฎีกาไม่ได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมรับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 208 แผ่นที่ 4 และแผ่นที่ 6) ระหว่างพิจารณา นายไพศาลการุณรังษี ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2485/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลล่างและให้จำคุก ไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาด้วยเหตุผลดังกล่าว เป็นการไม่รับฎีกาอันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26,76 วรรคสองที่แก้ไขแล้ว จำคุก 5 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 153) จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 154) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 กล่าวในฎีกาตอนต้นข้อ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ขอยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2530/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อเท็จจริง ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนฎีกาข้อกฎหมายเป็นสาระแก่คดี (ที่ถูกน่าจะเป็น ไม่เป็นสาระแก่คดี) อันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการ พิจารณาได้ความว่าจำเลยลักนอตกลึง ซึ่งยึดกับตัวถังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยได้หลงข้อต่อสู้ ศาลลงโทษจำเลย ไม่ได้นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 61) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3) แต่โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,80 จึงให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3) ประกอบมาตรา 80จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2571/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาจึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คดีนี้ คำให้การของพยานโจทก์ล้วนให้การ ขัดแย้งกันทั้งหมดและจำเลยถูกจับกุมในคดีเพราะมีเรื่อง โกรธเคืองกับเจ้าพนักงานตำรวจจนถึงขั้นฟ้องร้องน่าจะยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้เป็นประโยชน์กับจำเลย รายละเอียดปรากฏตาม สำเนาฎีกา และคดีนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้รับวินิจฉัย โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,500 บาท บัตรเอทีเอ็ม 3 ฉบับบัตรข้าราชการ 1 ฉบับแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2582/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกัน อันชอบด้วยกฎหมายมิใช่บันดาลโทสะ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 70) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 ให้จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นศาล เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี ริบมีดของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุก 3 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ให้หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ของศาลชั้นต้น จำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2587/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ยึดถือกัญชาของกลางไว้จึงไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ซึ่งนำมาใช้ใน คดีอาญาได้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 111) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26,76 วรรคแรก จำคุก 5 ปีคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการ พิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 110) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111) คำสั่ง คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2596/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งความเป็นจริงและเป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับ ฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 18) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก กระทงเดียว ถึงแม้จะ เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ต่างกรรมกัน แต่จำเลยได้รับทรัพย์ดังกล่าวไว้ในคราวเดียวกัน ให้จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษ ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 6,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2600/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 218 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่าฎีกาทีว่าทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลยโดยขาดองค์ประกอบแห่งการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ยกเรื่องเจตนา ขึ้นประกอบในการพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนในปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย โปรดมี คำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(9) ให้จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง อันเป็นเหตุ บรรเทาโทษ ให้ลงโทษแก่จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 55) จำเลยยื่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2622/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่เกิน 5 ปีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรค 1จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 วรรคแรกโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 155) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11,62 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตให …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2637/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็น ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยได้ชำระเงินบางส่วนในมูลหนี้เดิมให้โจทก์แล้ว ย่อมถือว่าเป็นการยอมความนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ในมูลหนี้เดิมบางส่วนแล้วจนเหลือ กลายเป็นเช็คพิพาท เห็นควรลงโทษสถานเบา ให้จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 117) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 118) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี คู่ความย่อมต้องห้ามม …