มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 34 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2643/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยทุกข้อล้วนโต้เถียง ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ถือเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การกระทำของจำเลย เป็นการ ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การ พิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบมีดขอของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปีเมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย คงเหล …
- ฎีกาที่ 268/2537
ฎีกาจำเลยที่ว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องจำเลยได้ปฏิบัติชอบด้วยขั้นตอนในระเบียบและกฎหมายหรือไม่ก็ดี การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จะทับที่หนองน้ำสาธารณะหรือไม่ก็ดี แม้กระทั้งในข้อที่ว่าการกระทำของจำเลยไม่มีเจตนาพิเศษเพราะมิได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและว่าจำเลยมิได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงก็ดี ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:272/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถึงที่สุดแล้ว ไม่อนุญาตฎีกา จำเลยเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้วินิจฉัยถึงประเด็นว่าสมควรคุมประพฤติจำเลยหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยไม่ครบคำขอในข้ออุทธรณ์ของจำเลย เป็นการคลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,32 จำเลยอายุ 19 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ข้อหามีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือนข้อหาพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 12 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 38) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 39 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2757/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ส่วนที่แก้ไขจากลงโทษฐานมีไว้ในครอบครอง และจำหน่าย เป็นลงโทษฐานจำหน่ายเพียงอย่างเดียวเป็นการ แก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็นเรื่องของการรับฟังพยานหลักฐาน และดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำนวนยาม้าตามฟ้องแตกต่างกัน กับทางพิจารณาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในฐานความผิดจึงมีผล ให้จำเลยได้รับโทษต่างกัน เป็นการแก้บทและแก้โทษจึงเป็นการ แก้ไขมาก จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ได้ โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 72) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2767/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่ามูลหนี้ของคดีนี้ขัดกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 รวม 3 กระทง ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ซึ่งเป็นคุณกว่า จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน คำให้การของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2775/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไม่ใช่ฎีกาข้อกฎหมาย จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อที่ยกขึ้นมาว่ากันแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนา คำร้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175,177,180 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 มาตรา 177 วรรคสอง เป็นความผิดสองกรรม ลงโทษทุกกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานฟ้องเท็จให้จำคุก 2 ปี ฐานเบิกความเท็จจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2810/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของ จำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และผู้พิพากษาที่พิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้น มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองกัญชาหรือไม่ และจำเลยครอบครองกัญชาไว้เพื่อ จำหน่ายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้ รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 67) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7(5),8,26,76 วรรคสอง,102 ที่แก้ไขแล้ว ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2522) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน 25 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2920/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ตามฎีกาข้อ 2(ก)จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในคำฟ้องขึ้นมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นข้อเท็จจริงตามรายงานสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ที่ประกอบอยู่ในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ประกอบคำฟ้องที่ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยเป็นการแสร้ง ทำข้อเท็จจริง ให้เป็นข้อกฎหมายถือเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้ออื่น ก็เป็นฎีกาข้อเท็จจริงโดยไม่มีการขอให้รับรองฎีกา จึงต้องห้ามฎีกา ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้หยิบยกข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในคำฟ้องมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควร ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2921/2537
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นใบขนส่งสินค้าขาเข้าและใบรายการสินค้า เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โดยมิได้สำแดงเครื่องหมายการค้าเบนซ์ (BENZ) และบอร์จแอนด์เบค (BORGE&BECK) ไว้ และจำเลยทั้งสองมิได้แสดงหมายเลขกำกับสินค้าอันเป็นเท็จ จึงไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2467 และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ในเรื่องราคาสินค้านั้นเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากข้อเท็จจริง ที่ปรากฏในสำนวน เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของ จำเลยทั้งสองด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27,99 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงบทหนักท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:3-4/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการบิดเบือน ข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นข้อกฎหมาย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอศาลฎีกาโปรดรับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 1และที่ 2 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ลงโทษจำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 131) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 132 แผ่นที่ 4) คำสั่ง พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยแล้ว เห็นว่าศาลล่างทั้งสองฟัง ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติต้องกันว่าจำเลยได้ชกต่อยทำร้ายผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยโ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:312/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ของศาล เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้าม มิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่รับฎีกา ของจำเลย จำเลยหนึ่งว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้รับฟังพยานหลักฐานโดยนำเอาคำให้การซัดทอดระหว่าง ผู้ต้องหาด้วยกันในชั้นสอบสวนมาลงโทษจำเลย คำวินิจฉัย ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงขัดต่อหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และฎีกาที่ว่า การกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบในการ กระทำความผิดตามกฎหมายเพราะว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้อง และนำสืบให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้ กระทำความผิดอย่างไร และฎีกาที่โต้แย้งคำพิพากษาของ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในเรื่องการลงโทษจำเลยนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร …
- ฎีกาที่ 3134/2537
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย6 เดือน ริบของกลาง จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายบุกรุกขึ้นบนบ้านจำเลย และใช้กำลังฉุดกระชากจำเลยโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ การที่จำเลยเหวี่ยงมีดฟันผู้เสียหายและผู้เสียหายก็เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บ จำเลยก็หยุดไม่กระทำต่อถือว่าจำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1ที่ฟังว่าจำเลยเหวี่ยงมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้งจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้คดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้
- ฎีกาที่ 3134/2537
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย6 เดือน ริบของกลาง จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายบุกรุกขึ้นบนบ้านจำเลย และใช้กำลังฉุดกระชากจำเลยโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ การที่จำเลยเหวี่ยงมีดฟันผู้เสียหาย และผู้เสียหายก็เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บ จำเลยก็หยุดไม่กระทำต่อ ถือว่าจำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ฟังว่าจำเลยเหวี่ยงมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้งจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้คดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้
- ฎีกาที่ 314/2537
การฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย มีผลเป็นอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:320/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐานถือได้ว่าเป็นฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาจากข้อเท็จจริงนอกสำนวนศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาที่จำเลยได้อุทธรณ์ตลอดจนกำหนดภาระหน้าที่นำสืบไม่ถูกต้องอันเป็นการไม่ชอบด้วย วิธีพิจารณาอาญา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและนำสืบรับในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ศ …
- ฎีกาที่ 3288/2537
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 8 เดือน ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่าหลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องความผิดฐานฉ้อโกงและมีคำสั่งว่า คดีมีมูลแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มเติมข้อหาและฐานความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ขึ้นมาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คำสั่งดังกล่าวมีผลทำให้คดีมีมูลในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้โดยปริยาย โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องความผิดฐานนี้เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้วจึงมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานนี้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญห …
- ฎีกาที่ 3288/2537
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 จำคุก 8 เดือน ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218วรรคแรก จำเลยฎีกาว่าหลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องความผิดฐานฉ้อโกงและมีคำสั่งว่า คดีมีมูลแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มเติมข้อหาและฐานความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ขึ้นมาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คำสั่งดังกล่าวมีผลทำให้คดีมีมูลในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้โดยปริยาย โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องความผิดฐานนี้เป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้วจึงมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานนี้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ย่อมมีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:331/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา จำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 89) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือนคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก1 ปี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 85) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 89) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลว่าจำเลยรับฝา …
- ฎีกาที่ 3342/2537
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 และปรับบทความผิดในความผิดที่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามดังกล่าวให้ถูกต้องเท่านั้นจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยความผิดทั้งสามกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนโดยสมัครใจจึงเป็นคำรับโดยชอบ ศาลรับฟังได้ แต่ลำพังเพียงคำรับสารภาพชั้นสอบสวนยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ต้องฟัง …
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 55พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 78 - ฎีกาที่ 3342/2537
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือนฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 และปรับบทความผิดในความผิดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามดังกล่าวให้ถูกต้องเท่านั้นจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย ความผิดทั้งสามกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ จึงเป็นคำรับโดยชอบ ศาลรับฟังได้ แต่ลำพังเพียงคำรับสารภาพชั้นสอบสวนยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ต้องฟังพยานโจทก์อื่นประ …