มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 35 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:371/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น และเป็นข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญในคดีโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล มีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 106 แผ่นที่ 2) จำเลยยื่นคำร้อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:377/2537
ความว่า จำเลยฎีกาฉบับแรก ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 218 ไม่รับฎีกาจำเลย ต่อมาจำเลยฎีกาฉบับที่สองพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาไม่อนุญาตให้ฎีกาศาลชั้นต้นจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 นอกจากนี้ฎีกาข้อ 3 ของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นายสำเนียง โคกพูลและนางอองโคกพูล ผู้เสียหาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาต …
- ฎีกาที่ 3854/2537
ข้อหา พา อาวุธปืน ศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน ข้อหา วางเพลิง เผาทรัพย์ และ ทำลาย ศพ เพื่อ ปิดบัง การ ตาย ศาลชั้นต้น ลงโทษ ฐาน วางเพลิงเผา ทรัพย์ ซึ่ง เป็น กฎหมาย บท ที่ มี โทษ หนัก ที่สุด ให้ จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลย จึง ต้องห้าม มิให้ ฎีกา ใน ปัญหา ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่ จำเลย ฎีกา ว่าพยาน หลักฐาน โจทก์ ยัง มี ข้อสงสัย เชื่อ ไม่ได้ ว่า จำเลย เป็น คนร้าย ผู้กระทำผิด คดี นี้ เป็น ฎีกา ใน ปัญหา ข้อเท็จจริง ความผิด ทั้ง สาม ข้อหา ดังกล่าวจึง ต้องห้าม มิให้ จำเลย ฎีกา ศาลฎีกา ไม่รับ วินิจฉัย การ ที่ จำเลย กับ ผ. มี เรื่อง ทะเลาะ วิวาท และ เรื่อง ยุติ กัน ไปแล้ว จำเลย ขับ รถ ตาม ไป ยัง ผ. เช่นนี้ การ ทะเลาะ วิวาท ได้ ขาดตอนไป แล้ว จำเลย มี เวลา คิด ไตร่ตรอง ที่ จะ ฆ่า ผ. และ ติดตาม ไป ฆ่าการ กระทำ ของ จำเลย จึง เป็น การ ฆ่า ผ. โดย ไต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:437/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าการที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากศาลมิได้นำผลการสืบเสาะมาปรับเพื่อเป็นคุณแก่จำเลย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 28) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) ให้จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 27 แผ่นที่ 2) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 28) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการไม่รอการลงโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาร …
- ฎีกาที่ 5210/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,157,265 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำเลยกระทำความผิด 23 กระทง เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปีรวมจำคุก 115 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 แต่ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265จำเลยกระทำความผิด 23 กระทง เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 23 ปี รวมโทษจำคุก จำเลยทั้งหมด 138 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยเพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,265,268 กระทงเดียวเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 147ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 5 ปี และไม่ปรับบทกระทำผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และลงโท …
- ฎีกาที่ 5210/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147,157, 265 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำเลยกระทำความผิด 23 กระทง เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 115 ปี และมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265,268 แต่ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 จำเลยกระทำความผิด 23 กระทง เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก23 ปี รวมโทษจำคุก จำเลยทั้งหมด 138 ปี แต่ให้จำคุกจำเลยเพียง 50 ปี ตามป.อ. มาตรา 91 (3) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามป.อ. มาตรา 147 , 265, 268 กระทงเดียว เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 5 ปีและไม่ปรับบทกระทำผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปีจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง …
- ฎีกาที่ 5360/2537
ฎีกาจำเลยที่ 2 เพียงแต่หยิบยกพยานหลักฐานบางส่วนในสำนวนขึ้นเป็นข้อฎีกา แต่ในการรับฟังพยานหลักฐานลงโทษจำเลยที่ 2ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนประกอบการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจึงวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 2 และในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ก็หาได้นอกเหนือหรือคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานในสำนวนแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงมือกระทำความผิดปลอมเอกสารราชการกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการรับแจ้งการย้ายทะเบียนบ้านของ ก.ให้มีชื่อเข้าอยู่ในทะเบียนบ้าน และเพิ่มชื่อ ส. เข้าอยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมทั้งปลอมใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ก. …
- ฎีกาที่ 5360/2537
ฎีกาจำเลยที่ 2 เพียงแต่หยิบยกพยานหลักฐานบางส่วนในสำนวนขึ้นเป็นข้อฎีกา แต่ในการรับฟังพยานหลักฐานลงโทษจำเลยที่ 2ศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนประกอบการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจึงวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 2 และในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ก็หาได้นอกเหนือหรือคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานในสำนวนแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218วรรคแรก แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงมือกระทำความผิดปลอมเอกสารราชการกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการรับแจ้งย้ายทะเบียนบ้านของ ก.ให้มีชื่อเข้าอยู่ในทะเบียนบ้าน และเพิ่มชื่อ ส.เข้าอยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมทั้งปลอมใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ ก. และ ส. แต่การที่จำเลยที่ 2 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:546/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ ก. เป็น ฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาข้อ ข. เป็นฎีกาในปัญหาที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ ก. ที่ว่า จำเลยให้บุคคลอื่นใช้ตั๋วเครื่องบินในชื่อบุตรของจำเลย เป็นเพียงการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของบริษัทการบินไทย จำกัด ผู้เสียหายอันเป็นความผิดทางแพ่ง จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตต่อผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาข้อ ข. ที่ว่า การจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีหมายจับ เมื่อทนายจำเลยได้ถามค้านพยานเป็นข้อต่อสู้ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นและได้ยกขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาในปัญหาที่ได้ยกว่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:555/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาข้อ 2 ย่อหน้าแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และฎีกาข้อ 2 ย่อหน้าสองเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ย่อหน้าแรก ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย และถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยว กับความสงบ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันในชั้นอุทธรณ์ ก็ไม่ต้องห้ามฎีกา และคดีของจำเลยไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 90) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 141 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน กระทงหนึ่ง ผิดตา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:557/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อแล้ว เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกา นอกจากนั้นยังโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษจำเลย ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังมาเข้าข่ายที่จะต้องยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 มาปรับ จำเลยอุทธรณ์ไว้แล้วแต่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัย กับข้อแตกต่างของพยานโจทก์เป็นข้อสำคัญที่จะพิพากษายกฟ้องได้เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ (อันดับ 90) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายเอี้ยซิมแซ่โห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:561/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 56โปรดมีคำสั่งรับรอง ฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 58) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ที่แก้ไขแล้วจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาบ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน ส่วนข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้างลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วันนอกจากที่แก้คงให้เป็น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:567/2537
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักประกันเดิมที่วางไว้ในชั้นอุทธรณ์ หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4,13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 จำคุก 6 ปีคำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุก5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 3 ปี 4 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องนี้ โดยมีคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาภายในกำหนดต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 400,000 บาท คำสั่ง เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:570/2537
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยให้การรับสารภาพชั้นพิจารณา ข้อความที่ตัดสินจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกา จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาจำเลยว่า เนื่องจากศาลไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีของจำเลยมีปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งหากศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว จำเลยอาจได้รับการลดหย่อนโทษ เนื่องจากจำเลยกระทำผิดฐานประมาทและได้บรรเทาผลจากการกระทำผิดจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายแล้ว จึงมีเหตุอันควรที่ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดี นี้จะรับรองฎีกาให้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ฐานขับรถยนต์โดยประ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:580/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อแรกที่ว่าการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อสองที่ขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองข้อ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายโดยไม่ แจ้งการนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทราบ การอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับคดี ส่วนฎีกาที่ให้รอการลงโทษเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วก็จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญในการกำหนดอัตราโทษที่จะลงแก่จำเลย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 92) ศาลชั้นต้นพิพากษาว …
- ฎีกาที่ 611/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลย 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษหนึ่งในสี่คงจำคุก 3 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 218 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 616/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิด 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 5 ปี จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
- ฎีกาที่ 6239/2537
คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์ก็ต้องนำพยานซึ่งเป็นผู้นำเงินไปชำระค่าธรรมเนียมและเป็นประจักษ์พยานเข้าสืบทั้งหมด เมื่อโจทก์นำพยานเข้าสืบตามฟ้องเพียง 6 ข้อ จึงฟังลงโทษจำเลยได้เพียง 6 ข้อนั้น เมื่อโจทก์ได้นำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าสืบ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่งจนเป็นที่พอใจแก่ศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ฐานเจ้าพนักงานเบียดบัง ยักยอก ซึ่งเป็นบทเฉพาะ ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกระทง ในรายที่ได้กระทำ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 15 กระทง ฎีกาจำเลยในข้อนี้จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟัง พยานหลักฐานของศาล เป็ …
- ฎีกาที่ 6239/2537
คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์ก็ต้องนำพยานซึ่งเป็นผู้นำเงินไปชำระค่าธรรมเนียมและเป็นประจักษ์พยานเข้าสืบทั้งหมดเมื่อโจทก์นำพยานเข้าสืบตามฟ้องเพียง 6 ข้อ จึงฟังลงโทษจำเลยได้เพียง 6 ข้อนั้น เมื่อโจทก์ได้นำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จนเป็นที่พอใจแก่ศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยได้กระทำผิดตาม ป.อ.มาตรา 147 ฐานเจ้าพนักงานเบียดบัง ยักยอก ซึ่งเป็นบทเฉพาะ ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกระทงในรายที่ได้กระทำ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 15 กระทง ฎีกาจำเลยในข้อนี้จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาก็เป็ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:628/2537
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับแล้วแต่ฎีกาของจำเลยที่ 3 ยังบกพร่องจึงขอเพิ่มเติมฎีกาดังรายละเอียดปรากฏในคำร้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,55,72 วรรคแรกและวรรคสอง,78 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ลงโทษฐานมีอาวุธปืนอันเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตไม่ได้จำคุก 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฯลฯยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา (อันดับ 93) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 100) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว แม้จำเลยที่ 3 ขอเพิ่มเติมฟ้องฎีกาภายในอายุความฎีกา แต่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา จำเลยที่ 1 น่าจะต้องมีความผิดตามฟ้อง การที่ศาลล่าง ทั้งสองวิ …