มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 37 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:986/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ที่ว่าการกระทำความผิดของจำเลยนั้นเป็นการกระทำโดยประมาณหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 อีกบทหนึ่ง ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 วางโทษจำคุก 4 ปี และผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 64 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 600 บาท กรณีเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91รวมโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 600 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ แก …
- ฎีกาที่ 99/2537
ความผิดฐานปลอมสัญญากู้เงินที่มีชื่อ ช. เป็นผู้กู้ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนจำคุกจำเลยในความผิดกระทงนี้ไม่เกิน5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์นำสืบพิสูจน์ไม่ได้ว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม กับขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยเขียนสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อของ จ. โดย จ.มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินด้วยตนเองและไม่มีกฎหมายให้อำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่จำเลยทำปลอมขึ้นซึ่งน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมผู้ให้กู้ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ และเมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อโจทก์ร่วมทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นสัญญากู้เงินที่ จ.ลงลายมือชื่อไว้จริง และมอบเงินตามสัญญากู้เงินให้แก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1013/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ประการแรกและประการที่ 2 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงไปสู่ข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาประการที่ 3 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ร่วมทั้งหกเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหกต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 232 แผ่นที่ 2,277 แผ่นที่ 2 ที่ 3,279 แผ่นที่ 2, 286 แผ่นที่ 3 ที่ 5,287 แผ่นที่ 2) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 2285/2534 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับอีกคดีหนึ่ง โดยเรียกจำเล …
- ฎีกาที่ 1017/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,55,78 จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 38,55,78 จำคุก 2 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1017/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้ แก้โทษของจำเลย ซึ่งเป็นเพียงแก้ไขเล็กน้อยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ฎีกาของจำเลยล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา จำเลย จำเลยเห็นว่า กรณีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นเฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,15,67,102 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2522) เรื่องระบุชื่อและ ประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2522 ข้อ 1(1) จำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสาร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1020/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาว่า คำว่า "ของ"ตามข้อความในจดหมายของจำเลยที่ 1 นั้น จะหมายถึงเฮโรอีนตามที่ ศาลอุทธรณ์ตีความไว้หรือไม่ และฎีกาอีกว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการ แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดนั้น จะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก หรือไม่ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 และ …
- ฎีกาที่ 1095/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุก 3 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ 2 กระทง โดยลงโทษกระทงละ1 ปี รวม 2 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเบาลงหรือขอให้รอการลงโทษนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:11/2536
ความว่า จำเลยฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ส่วนปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยนั้นไม่เป็นสาระอันควรได้รับวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามเอกสารหมาย จ.7 ปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้อง ศาลจะพิพากษายกฟ้องหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายสมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 51) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำคุก 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 50) จำเลยจึงยื่นคำร้อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1102/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ จึงเป็นการฎีกา ข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ และจำเลยได้ต่อสู้ในประเด็นนี้ ไว้ชัดแจ้งทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีแพ่ง เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการวินิจฉัยคดีของศาลจึงสมควร ที่จะต้องวินิจฉัยองค์ประกอบความผิดให้แจ้งชัด ฎีกาของจำเลย ในประเด็นดังกล่าวนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายทรงคุณ อัตถากรผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1110-1111/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกา ของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 3ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 148) คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกนายสมานไทยประทานนายศักดาวุฒิโกศลปลั่งศรีและนายวิสูตร เทียนปั่น จำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียก นายวรรณ บุญกอแก้ว จำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับมาตรา 335(ที่แก้ไขแล้ว) ตามลำดับ จำคุกคนละ 5 ปีข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม ของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1134/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอก เนื่องจากอายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ระงับ ไปแล้วโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 84 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352,353,354 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1189/2536
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์ ฎีกาจำเลยที่ 3 แล้ว เป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำให้การของผู้เสียหายควรจะเป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา หรือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ฐานกระทำอนาจาร ประเด็น ดังกล่าวนี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยที่ 3 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 125) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง,278, 318 วรรคสาม,83 จำเลยที่ 1 และที่ 3 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษ ให้กึ่งหนึ่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1199/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกาฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2536ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 218 ฎีกาฉบับนี้ เป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้าม ไม่รับเป็นฎีกาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่าคำเบิกความของประจักษ์พยาน โจทก์แตกต่างกันในสาระสำคัญ และขัดกับเหตุผล จึงเป็นพยาน หลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยเป็นอย่างยิ่งและควรยกประโยชน์ แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์กลับรับฟัง พยานหลักฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 75) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง,83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ศาลอุทธรณ์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:12/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทุกข้อ เป็นฎีกาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อ 2(2.2) ในประเด็นที่ว่า บาดแผลที่โจทก์ร่วมได้รับจากการทำร้ายของจำเลยเป็นบาดแผลสาหัสหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 81) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายชานนท์คำมาหล้าผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 247(8) จำคุก 4 ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน ถือว่ากรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้ยกฟ้องฐานพยายามฆ่าเสีย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1205/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและแก้ไขโทษจำคุกและให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า เอกสารหมาย จ.1 จะเป็น เอกสารปลอมหรือไม่ผู้กระทำเอกสารดังกล่าวมีเจตนาอย่างไร และการที่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่าผู้กระทำเอกสาร มีเจตนาอย่างไรจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเอกสารปลอม ที่ศาลล่าง พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนล้วนเป็น ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 ประกอบมาตรา 265 จำคุก 3 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที …
- ฎีกาที่ 1265/2536
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่ออุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษจากให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 12 ปีซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 218 วรรคสองที่แก้ไขแล้ว
- ฎีกาที่ 1294/2536
ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ว่ามิได้กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตขึ้นมาด้วยแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์จำเลยสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงไปได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยก่อน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนซึ่งอาจทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเพื่อแกล้งให้ผู้เสียหายต้องรับโทษ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172 ประกอบ มาตรา 174 วรรคสอง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าผิดมาตรา 172,181(1) แล้วลงโทษตาม มาตรา 181(1) ไม่ถูกต้องเพราะคำว่า "เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 181(1) หมายความว่ากรณีแห่งข้อหาว่ …
- ฎีกาที่ 1341/2536
คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิต โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 2ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1349/2536
จำเลยฎีกาว่า ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าจำเลยมีกัญชาน้ำหนักเพียง 15.90 กรัม แต่ตามมาตรา 26 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2523 กำหนดว่าต้องมีกัญชาไว้ในครอบครองมีปริมาณถึง 10 กิโลกรัม ขึ้นไป จึงจะให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 26 วรรคสอง และ 76 วรรคสอง นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยมีกัญชาจำนวน15.90 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 76 วรรคสองดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จำเลยจึงไม่อาจฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย …
- ฎีกาที่ 1349/2536
ฎีกาจำเลยที่ว่า ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าจำเลยมีกัญชาน้ำหนักเพียง 15.90 กรัม แต่ตามมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 กำหนดว่าต้องมีกัญชาไว้ในครอบครองมีปริมาณถึง 10 กิโลกรัม ขึ้นไป จึงจะให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 26 วรรคสอง และ76 วรรคสอง นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยมีกัญชาจำนวน 15.90 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลย ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 76 วรรคสอง ดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปีจำเลยจึงไม่อาจฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสถานเดียว อันเป็นความผิดตามพระราชบ …