มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 38 จาก 143
- ฎีกาที่ 1349/2536
จำเลยฎีกาว่า ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าจำเลยมีกัญชาน้ำหนักเพียง 15.90 กรัม แต่ตามมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดว่าต้องมีกัญชาไว้ในครอบรองมีปริมาณถึง 10 กิโลกรัม ขึ้นไป จึงจะให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 26 วรรคสอง และ 76 วรรคสอง นั้นเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยมีกัญชาจำนวน 15.90กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 76 วรรคสองดังกล่าวหรือไม่จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อปรากฎว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จำเลยจึงไม่อาจฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1365/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการแก้ไขมาก จำเลยย่อมฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวหรือไม่ ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอีกด้วยโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา ต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 106แผ่นที่ 1) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ให้จำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 105) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 106) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเ …
- ฎีกาที่ 1368/2536
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ,72 ทวิ แต่ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 6 เดือนและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ให้ปรับ 100 บาท ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและโทษจำคุกไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญ …
- ฎีกาที่ 1368/2536
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ.มาตรา 371เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ แต่ให้ลงโทษตามพ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 6 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 371 ให้ปรับ 100 บาท ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและโทษจำคุกไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 เพราะเป็ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1378/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้แต่เพียงว่าไม่รอการลงโทษจำคุกโดยมิได้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลย จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงกรณีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามมาตรา 219 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษจากรอการลงโทษมาเป็นไม่รอนั้น ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขมาก และฎีกาของจำเลยก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอัตราโทษ โดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 31) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26,75 วรรคแรกเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 75 วรรคแรกซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลด …
- ฎีกาที่ 1392/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138,140 วรรคสอง,309 วรรคสอง กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามมาตรา 142 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 140 วรรคสอง จำคุกคนละ 3 ปี และลงโทษตามมาตรา 142 จำคุกคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง,140 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 140 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี รวมกับโทษฐานอื่นแล้วคงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งหมายความว่าความผิดกระทงแรกศาลอุทธรณ์ภาค 2ยังคงปรับบทลงโทษตามมาตรา 309 วรรคสอง ด้วย และความผิดกระทงหลังก็ยังคงปรับบทลงโทษและกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ความผิดกระทงแรกศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาระบุวรรคและแก้วรรคมาด้วยนั้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1472/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219และฎีกาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 6 เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 หรือมาตรา 219แต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือหลายกรรมต่างกันและฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า คำพิพากษาของศาลที่ให้ริบปืนของกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต่างเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1474/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กรรม จำคุกกระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า เป็นการกระทำกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อยคู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงส่วนข้อ 2.2ไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นเรื่องที่ขอให้ศาลรอการลงโทษ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนข้อ 2.2 เป็นเรื่องการตีความในสัญญาว่าการบอกเลิกการเช่ามีผลเมื่อใดการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าสิ้นสุดลงในวันที่เช่าหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 95) คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ …
- ฎีกาที่ 151/2536
แม้คดีจะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกา ก็ต้องรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221
- ฎีกาที่ 153/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,162(2),267 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี คู่ความต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 153/2536
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ว่าจำเลยมีความผิดตามป.อ. มาตรา 157,162(2) และมาตรา 267 รวม 3 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่าหลักฐานการรับแจ้งการตายซึ่งโจทก์นำมาสืบประกอบคำเบิกความพยานโจทก์เป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร์ เพราะไม่ปรากฏชื่อ ป. ผู้ตายในเอกสารแต่ในช่องที่ต้องระบุชื่อ ป. ผู้ตาย กลับลงข้อความอื่นจึงฟังไม่ได้เลยว่าเป็นหลักฐานแจ้งการตายของใคร และจำเลยไม่มีหน้าที่รับแจ้งการตายของ ป. การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ส่วนความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 162 และมาตรา 267 พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกับเอกสารเกี่ยวกับการที่จำเลยแจ้งย้ายภูมิลำเนาของ ป. ผู้ตาย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 157,162 และ มาตรา 267จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายนั้น เป็นการโต้เถียงการ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1553/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกา ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219 ส่วนฎีกาที่อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายนั้น เป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ตามมาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็น ผู้กระทำความผิดแต่ทางพิจารณาปรากฏว่าบุตรของจำเลยกับพวก เป็นผู้กระทำ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่าง กับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิด และการ กระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ล้วนเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ ว่ากล่าวกันมาแต่ในศาลชั้นต้น ก็เป็นข้อยกเว้นให้ฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 63) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1567/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายที่สมควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 55) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก,67 ที่แก้ไขแล้วฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง วางโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 54) ทนายจำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 55) คำสั่ง จำเลยฎีกาขอรอการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1585/2536
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์แก้ไขโทษของจำเลยที่ 2 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี ฎีกาของจำเลยที่ 2ทุกข้อเป็นการฎีกาคัดค้านดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาที่ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และไม่ถือว่าเป็นการ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนและศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจ ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานผู้สนับสนุนได้เพราะคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ของโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานผู้สนับสนุน การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานผู้สนับสนุน จึงเป็นการ พิพากษาเกินคำขอ ล้วนแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1610/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อยและคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้มิใช่เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เพราะประเด็นที่วินิจฉัยต่างกัน และการกำหนดโทษจำเลยก็แตกต่างจากศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ เกินกว่า 5 ปี จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 167,168) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายหงษ์ กวางสุขบิดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1642-1643/2536
ความว่า โจทก์ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของ โจทก์ที่ 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกา โจทก์ที่ 2 เห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาก โจทก์ที่ 2 จึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 2ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 และจำเลย ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 135,133) คดีทั้งสองสำนวนนี้ จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน เหตุคดี ทั้งสองสำนวนเป็นเหตุเดียวกัน ซึ่งพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันตามสำนวนแรก ศาลชั้นต้นจึงพิจารณา พิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1664/2536
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ข้อความ ที่ตัดสินนั้นไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงไม่ อนุญาตให้ฎีกายกคำร้อง และศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยเป็น ผู้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ ขัดแย้งกัน นั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกา ขอศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย หมายเหตุ โจทก์ และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางเป้าแซ่ตั้งผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1678/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเหตุรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจาก การใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ กระทงแรก ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน กระทงที่สองและกระทงที่สาม จำคุก กระทงละ 1 เดือน รวมให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน จำเลยให้การ รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1679/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก,279 วรรคแรก และ 317 วรรคสาม จำเลย กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมความผิด ฐานกระทำชำเรา และอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีเป็นกรรมเดียว ให้ลงโทษ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 10 ปี และฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 18 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 12 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเ …
- ฎีกาที่ 18/2536
การกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้แก่การที่จำเลยซึ่งเป็นศึกษาธิการกิ่งอำเภอเขาค้อเบิกเงินค่าครุภัณฑ์ตามฟ้องจากทางราชการแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม กลับนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์ตามฟ้องจากโจทก์ร่วมนั้น เมื่อว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์อนุมัติให้จัดซื้อแล้ว โจทก์ร่วมได้ส่งมอบครุภัณฑ์ตามฟ้องให้แก่สำนักงานศึกษาธิการกิ่งอำเภอเขาค้อซึ่งกรรมการตรวจรับครุภัณฑ์ได้ตรวจรับครุภัณฑ์ตามฟ้องไว้โดยดีหลังจากนั้น สำนักงานศึกษาธิการกิ่งอำเภอเขาค้อได้ทำเรื่องขอเบิกเงินไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้ทำการตรวจสอบหลักฐานและอนุมัติให้จ่ายเงินค่าครุภัณฑ์ตามฟ้องได้จำเลยและกรรมการรับเงินจึงได้ไปรับเงินค่าครุภัณฑ์ตามฟ้องซึ่งจ่ายเป็นเช็ค แล้วนำเข้าบัญชีของสำนักงานศึกษาธิการกิ่งอำเภอเขาค้อแสดงว่าในช่วงเวลาก่อนที่ขั้นตอนและหน้า …