มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 39 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1821/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก และผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนี้ในศาลอุทธรณ์ก็ไม่รับรองฎีกาจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแก่จำเลยเสียใหม่โดยขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยด้วย เนื่องจากจำเลยมีเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมายเป็นฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 32 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานทำเอกสารราชการ ปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และฐานใช้เอกสาร ราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1866/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นฎีกาจำเลย เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายส่วนปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกานั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายรวมกันเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยและพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน ขอได้โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 139) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4,21,40,65,67,70ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานปลูกสร้างอาคาร เพื่อพาณิชยกรรม ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4,21,65 ประกอบมาตรา 70 จำคุก 1 ปี ปรับ 50,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 40,67 ประกอบด้วยมาตรา 70จำคุก 1 ปี ปรับวันละ 500 บา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1887/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยลักทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริต นับเป็นการวินิจฉัย ผิดจากท้องสำนวน ไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความผิดเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย และที่ฎีกาว่าโจทก์นำสืบถึงม้วนวีดีโอเทปพิพาทเป็นการอ้างพยานวัตถุขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 242 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยถึงจึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยด้วย หมายเหตุ มีการลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ข้างคำร้องแล้ว แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์หรือโจทก์ร่วม (อันดับ 40) ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1890/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับฎีกา ของจำเลยในส่วนนอกเหนือจากข้อ 2.4 และข้อ 2.5 ซึ่งตามฎีกา ข้อ 2.4 และ 2.5 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องโต้แย้ง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.4 ในประเด็นที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่จำต้องนำสืบรายละเอียด เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้ปราศจากข้อสงสัยถึงมีข้อสงสัย ก็ไม่ต้องยกเป็นคุณแก่จำเลยนี้ขัดต่อหลักกฎหมายในส่วน ภาระการพิสูจน์ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 หรือไม่ และประเด็นที่ว่าเอกสารหมาย ป.จ.10 นั้นเป็นพยานเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นสำเนาเอกสารและมิได้ปรากฏในชั้นสอบสวน และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนเป็นการรับฟังพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาข้อ 2.5ในประเด็นที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1891/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้องแต่ประการใดและการที่ศาลล่างทั้งสองศาลฟังข้อเท็จจริงจากคำพยานของจำเลยมาลงโทษจำเลยตามมาตรา 357 นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และแม้จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันควรสู่ศาลสูงเพื่อวินิจฉัยขอให้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 39) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 38) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 39) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษ จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิ …
- ฎีกาที่ 2009/2536
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีน กระทงละ 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
- ฎีกาที่ 210/2536
โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ในตอนต้นแล้วว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดหลายกรรม แม้โจทก์จะไม่ได้อ้างมาตราอันเป็นบทลงโทษไว้ด้วยก็เห็นเจตนาได้ว่าข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพแล้วนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำเลยไม่เกิน 5 ปีจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2123/2536
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยที่ 3 แล้วเห็นว่า ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงปรากฎว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 เห็นว่า ฎีกาข้อ 3 ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 และ ฎีกาข้อ 5 ที่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คนร้ายไม่ได้รับเงินแต่ถูกจับเสียก่อน จึงเป็นการกระทำเพียงฐานพยายามไม่เป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 และมาตรา 149 นั้นล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น ประกอบกับผู้พิพากษาซึ่งพิจาร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2146/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่จำเลยฎีกาขอความปรานีศาลเพื่อใช้ดุลยพินิจในการรอการลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 45) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,8 ทวิ วรรคแรก,72 วรรคสาม,72 ทวิวรรคสอง เรียงกระทงลงโทษ ฐานลักทรัพย์ จำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2194/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ซึ่งฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดที่ยอมความกันได้ผู้เสียหายและจำเลยมีสิทธิที่จะตกลงกันได้ เมื่อคดี ยังไม่ถึงที่สุดแม้จะมีข้อห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ศาลใช้ดุลพินิจรับรองให้ฎีกาได้เมื่อคดีมีเหตุผลอันสมควรฎีกา เพราะผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันได้แล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3,4 ให้จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2217/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 1 เป็นฎีกา ข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก ส่วนฎีกาข้อ 2 เป็นฎีกาข้อกฎหมาย ที่มิได้ยกขึ้นมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195, 225 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 1 ที่ว่าเช็คพิพาทนั้นสามารถ บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ โดยอาศัยเหตุว่าเช็คพิพาทเป็นเช็ค ที่มีเงื่อนไข เป็นฎีกาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาข้อ 2 จำเลยได้อุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วจึงเป็นฎีกาข้อกฎหมายที่ยกขึ้นมาแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) จำคุก 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 10 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2248/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์มีหน้าที่ นำสืบ ว่าของกลางยังไม่ได้เสียภาษีและนำเข้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้และในประเด็นที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่รับซื้อของที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่เสียภาษีนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 27 ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาทั้งสิ้นโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 139) คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวม …
- ฎีกาที่ 246/2536
แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 100 บาท จะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อหาความผิดนี้มาแล้วก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวนี้ได้
- ฎีกาที่ 250-251/2536
ฟ้องว่าจำเลยมีและใช้อาวุธปืนปล้นทรัพย์ แต่ไม่ระบุว่าเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันจะทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้น ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสามดังนี้ จึงลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษหนักขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยฐานพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายไม่เกิน5 ปี การที่จำเลยฎีกาว่ามิได้พาอาวุธปืน ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 และในกรณีศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ แต่จำเลยกลับฎีกาโต้แย้งว่ามิได้มีอาวุธปืนสั้นซึ่งมีนายทะเบียนของบุคคลอื่นไว้ในครอบครองดังนี้ถือว่าฎีกาที่ไม่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:258/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยที่ยื่นมานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับ ฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้จำเลยได้ฎีกาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนที่มีคำวินิจฉัยขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 65) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก,66 วรรคแรก,67 ลงโทษตามมาตรา 66 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 62) จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 65) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ …
- ฎีกาที่ 2881/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 233 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 16 ปี8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะโทษให้จำคุกจำเลยที่ 113 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 3105/2536
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในบ้านจะมีความผิดหรือไม่ และพยานโจทก์มีเพียงพนักงานตำรวจเบิกความประกอบการรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเท่านั้นการนำเอาคำรับสารภาพชั้นสอบสวนมาลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามของคำว่า "ขาย" หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขายดังนั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่บ้านจำเลยจึงไม่ต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง …
- ฎีกาที่ 3105/2536
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในบ้านจะมีความผิดหรือไม่ และพยานโจทก์มีเพียงพนักงานตำรวจเบิกความประกอบการรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเท่านั้น การนำเอาคำรับสารภาพชั้นสอบสวนมาลงโทษจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามของคำว่า "ขาย" หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่ายแจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขาย ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่บ้านจำเลยจึงไม่ต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องว่าจำเลยขายวัตถุออกฤทธิ์ต่อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:365/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้น เห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มิใช่สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่จำเลยควรจะได้รับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนั้นสมควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 114) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก,91 ที่แก้ไขแล้วรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีก …
- ฎีกาที่ 3779/2536
โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงคนเดียวและไม่ได้ตัวมาเบิกความ คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย บันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาและภาพถ่าย การ ชี้ตัวผู้ต้องหา ที่ผู้เสียหายเป็นผู้ชี้เป็นพยานต่อศาลว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้าย แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวเป็นพยานชั้นสอง มิได้ทำต่อหน้าศาล จำเลยไม่มีโอกาส ซักค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างชัดแก่ศาลได้ พยานโจทก์ที่เหลือมีแต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและในชั้นแจ้งข้อหา บันทึกการนำชี้เกิดเหตุประกอบคำสารภาพ และภาพถ่ายผู้ต้องหานำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เมื่อจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าได้ให้ การรับสารภาพดังกล่าวเพราะถูกขู่บังคับและทำร้าย แม้โจทก์จะมีพนักงานสอบสวนผู้ดำเนินการตามเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวมา เป็นพยานประกอบ พยานหลักฐานโจทก์ก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ผู้เสียหายตาม …