มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 41 จาก 143
- ฎีกาที่ 663/2536
เมื่อศาลฎีการับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยจะว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดโดยบันดาลโทสะ แล้ว แม้ฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปที่ว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำฟ้องหรือไม่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งมีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาขึ้นวินิจฉัย และพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วย มาตรา 215 และ 225 แม้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า เหตุที่อาวุธปืนลั่นเป็นเพราะจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยถืออาวุธปืนวิ่งไล่ตามยิงขู่ผู้เสียหายตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นนั้น จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก เพราะวิถี-กระสุนปืนอาจจะไปถูกผู้เสียหายได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหต …
- ฎีกาที่ 755/2536
ความผิดฐานพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามมีกำหนด 5 ปีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานนี้นั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกนั้น ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 14 ปีเศษ น่าจะมีความรู้ทางเรื่องเพศได้พอสมควร ทั้งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายรักใคร่ชอบพออยู่กับจำเลยมาก่อน ที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยเข้าไปกระทำชำเราภายในบ้านและสถานที่อื่นก็ด้วยความสมัครใจและยินยอมของผู้เสียหาย ความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนักสมควรที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาโดยให้จำคุกในอัตราขั้นต่ำของกฎหมาย
- ฎีกาที่ 764/2536
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงจากจำคุก 33 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 13 ปี4 เดือน นั้น เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17)พ.ศ. 2532 มาตรา 11
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:831/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์แต่เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง ว่าโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายควรได้ รับการรอการลงโทษซึ่งศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ฟ้องฎีกาเกี่ยวกับดุลยพินิจซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 รวมทั้งฟ้องฎีกาไม่มีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลย ที่ 1มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และมีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ รวมเป็นความผิด 2 กระทง แต่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้าย ร่างกายเพียงกระทงเดียวและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก ย่อมไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา …
- ฎีกาที่ 940/2536
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน 15 วัน จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก ดังนี้ปัญหาว่ามีเหตุควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาล ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:940/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้นให้ปรับจำเลยฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 ในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นสินค้า รายเดียวกับที่จำเลยได้มาจากการประมูลการขายทอดตลาด ของกลางของด่านศุลกากร และเป็นสินค้าที่จำเลยซื้อภายใน ราชอาณาจักรจึงมิใช่เป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศ ที่ยังมิได้เสียภาษีและยังไม่ได้ผ่านด่านศุลกากร และประเด็น ที่ว่าภาระการพิสูจน์ความผิดของจำเลยเป็นหน้าที่ของโจทก์ ที่จะต้องนำสืบ เพราะไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร และฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่าจะต้องมีเอกสารใบรับรอง การนำเข้า แบบ 32 มาแสดงประกอบการขนย้ายสินค้าดังกล่าว หรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้ว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:997/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่าการที่โจทก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความเป็นโทษแก่จำเลย สมควรที่ศาลจะรับฟัง ลงโทษจำเลยได้หรือไม่และเมื่อกรณีเป็นที่สงสัยว่าจำเลย กระทำผิดหรือไม่ สมควรจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย หรือไม่นั้นมิได้โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของ ศาลอุทธรณ์ แต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 74) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359(4) จำคุก 2 เดือน ปรับ 1,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนทั้งพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุร้ายแรง เห็นสมควรรอ …
- ฎีกาที่ 1005/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จำเลยจึงฎีกาขอให้รอการลงโทษ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1010/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้ว ฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึง ไม่รับ ฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและไม่ต้องห้ามฎีกาแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 89) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1011/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219ไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและไม่ต้องห้ามฎีกาแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 86) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชำระหนี้ ให้แก่โจทก์บางส่วนบ้างแล้ว จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา จำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ ต่อการพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 6 เดือนจำเลยให้การรั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1089/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเกินสมควรแก่เหตุเป็นปัญหาข้อกฎหมายและฎีกาข้อ 3 ที่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ โจทก์ เบิกความขัดแย้งกันในสาระสำคัญแห่งคดี แต่ศาลหาได้หยิบยก คำเบิกความของพยานโจทก์ในข้อแตกต่างเหล่านั้นมาวินิจฉัย ชั่งน้ำหนักแล้วพิพากษายกฟ้องซึ่งพยานโจทก์มีพฤติการณ์ อันควรสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ศาลต้องยกประโยชน์ แห่งข้อสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 227 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน โปรดมี คำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อัน 65) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิ …
- ฎีกาที่ 1194/2535
จำเลยทำความผิดข้อหาทำสุราแช่กับมีสุราแช่ และข้อหาทำสุรากลั่นกับมีสุรากลั่นคนละวันเวลากัน มิใช่ทำผิดในวันเวลาเดียวกันหรือในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษรวม 4 กระทงทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1201/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของ จำเลยทั้งสองเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหา ข้อกฎหมายว่าที่พิพาทเป็นคดีพิพาทในส่วนแพ่งด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 เข้าใจว่าตนมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ การกระทำของจำเลยทั้งสอง จะเป็นความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้เพื่อพิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนา คำร้องแล้วหรือไม่ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้น อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2) ประกอบด้วยมาตรา 362,83 จำคุก คนละ 4 เดือนปรับคนละ 2,000 บาท คำเบิกความชั้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1218/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยก็ยัง เป็นคัดค้านการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหา ข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2.1 เป็นปัญหาว่า การวินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน จากพยานหลักฐานในสำนวน ฎีกาข้อ 2.2 เป็นปัญหาเรื่องการรับฟัง พยานหลักฐาน และฎีกาข้อ 2.3-2.4 เป็นปัญหาในเรื่องการแปล ความหมายของถ้อยคำในตัวบทกฎหมายแล้วนำมาปรับแก่คดี โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 89 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 76) จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 83) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเค …
- ฎีกาที่ 1221/2535
ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า เช็คที่โจทก์ฟ้องเป็นเช็คค้ำประกันเงินกู้ จำเลยทั้งสองขาดเจตนาที่จะสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารมิได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ล้วนเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการที่ศาลรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1237/2535
ความว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219 ไม่รับฎีกาโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว หรือไม่ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้น อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท เนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฯลฯ โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ไว้มีกำหนด 1 ปี ฯลฯ โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1292/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมาย นั้นเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225,249จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยถูกโจทก์ฟ้องคดีแรกเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.6664/2532 ของศาลอาญาในข้อเท็จจริงเดียวกันและกรรมเดียวกัน เมื่อคดีแรกศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา ยกฟ้องโจทก์โดยไม่มีฎีกา คดีจึงถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญา มาฟ้องตามคดีนี้จึงระงับไปตามมาตรา 39(4)แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาตามรูปคดีต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64 แผ่นที่ 2) ศาลชั้น …
- ฎีกาที่ 1299/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,297 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม มาตรา 75 ลงโทษจำคุก6 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จัดการแก่จำเลยตาม มาตรา 74(2) โดยมอบตัวให้บิดาจำเลยเป็นผู้ปกครองดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี พร้อมกับวางเงื่อนไขคุมประพฤติ จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 1299/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83,297 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จัดการแก่จำเลยตาม มาตรา 74 (2) โดยมอบตัวให้บิดาจำเลยเป็นผู้ปกครองดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี พร้อมกับวางเงื่อนไขคุมประพฤติ จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1319/2535
ความว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ไม่รับฎีกาเพราะ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง โจทก์ร่วมเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคสอง ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 17 พุทธศักราช 2532มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2532 แต่คดีนี้จำเลยได้กระทำ ความผิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 218 วรรคสอง จึงอยู่ในบทบังคับเดิมก่อนแก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งวรรคสองเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่เป็นโทษแก่โจทก์ร่วม อันเป็นการจำกัดสิทธิโจทก์ร่วมมิให้ฎีกา เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง ใช้บังคับแก่โจทก์ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฎีกาในข้อเท็จจริง ได้ และฎีกาข้อ 4 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 แต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับ ฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว …