มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 42 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1360/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยก็มิได้ว่ากล่าว กันมาในศาลอาญาและศาลอุทธรณ์แต่อย่างไร คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี ตามศาลอาญา จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา และต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาอีก เมื่อวันที่30 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ยื่นพ้นกำหนด และเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้วตามฎีกาฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 คงมีสิทธิเพียงยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลที่ไม่รับฎีกาเท่านั้น ไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ …
- ฎีกาที่ 1447/2535
คดีนี้ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษข้อหาบุกรุก เฉพาะจำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์แต่อย่างใด ดังนั้น คดีเฉพาะจำเลยที่ 2ในข้อหาบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นอันยุติแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2ฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365(2) อีกนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จึงมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้
- ฎีกาที่ 1447/2535
คดีนี้ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษข้อหาบุกรุก เฉพาะจำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์แต่อย่างใด ดังนั้น คดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ในข้อหาบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นอันยุติแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365 (2) อีกนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:147/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ต้องห้าม ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ฎีกาที่จำเลยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยล้วนแต่ฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นต้องห้ามฎีกาตามตัวบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยาน หลักฐานในสำนวน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา พิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 179แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นความผิด 2 กรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี …
- ฎีกาที่ 1655/2535
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตถือเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง และข้อห้ามฎีกานี้ใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์" ไว้ให้รวมถึงโจทก์ร่วมด้วย
- ฎีกาที่ 1655/2535
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ถือเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง และข้อห้ามฎีกานี้ใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย
- ฎีกาที่ 1682/2535
ฎีกาของจำเลยที่ว่าคำเบิกความของพยานโจทก์แตกต่างกันเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นคดีอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องร้อง โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย แม้ในคำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของ ศ.ไม่ได้กล่าวถึงจำเลยลักทรัพย์ของว. ซึ่งเป็นผู้เสียหายแต่เมื่อโจทก์ขอแก้คำฟ้องและศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องแล้วว่า สิ่งของที่ลักเป็นของ ว.ซึ่งอยู่ในความครอบครองของศ.ตรงกับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้อง.
- ฎีกาที่ 1853/2535
จำเลยทั้งสองฎีกาโดยอ้างเป็นข้อกฎหมายว่า ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 119 ที่แก้ไขแล้ว มีความมุ่งหมายว่าการเทสิ่งของต่าง ๆ ลงในแม่น้ำลำคลองอันจะเป็นเหตุให้เกิดการตื้นเขินหรือตกตะกอน หรือทำให้แม่น้ำลำคลองสกปรกซึ่งโจทก์จะต้องนำพยานมาสืบให้มีข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยที่ 1 เททิ้งขี้เถ้าแกลบลงในแม่น้ำแล้วอันจะเป็นเหตุให้เกิดการตื้นเขินหรือตกตะกอนหรือสกปรกถึงจะครบองค์ประกอบเป็นความผิดแต่โจทก์มิได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิด ดังนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการมุ่งประสงค์ที่จะให้ฟังว่า การที่จำเลยที่ 1 เททิ้งขี้เถ้าแกลบลงในแม่น้ำน้อยไม่เป็นเหตุให้เกิดการตื้นเขินหรือตกตะกอนหรือทำให้แม่น้ำน้อยสกปรกฎีกาจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:19/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับ จำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ซึ่งจะทำให้ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งสิ้นสุดลง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 168 แผ่นที่ 2) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 1545/2532 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีอื่นอีก 2 สำนวน โดยเรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365(2) จำคุก 3 ปีให้จำเลยที่ 2 และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ของสุขาภิบาลกะทู้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 2 และบริวารรื้อถอน สิ่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:192/2535
ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(1)(3)(7) วรรคสามซึ่งได้แก้ไขแล้ว จำคุกคนละ 4 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 3 ที่ 4 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 159) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 3 ที่ 4ชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกันคนละ 100,000 บาท(อันดับ 8,119) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสมควรจะได้พิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 ประกอบก่อนแต่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ยังไม่ได้ยื่นฎีกา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:197/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้นและให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหา ข้อเท็จ จริง ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายขอให้ศาลรอการลงโทษแก่จำเลยโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกรรมละ 30 วัน รวม 2 กรรมจำคุก 60 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก30 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักข้อแทน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 81) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 82) คำสั่ง จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล ในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2166/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยข้อ 1และข้อ 1.1 เป็นฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกาจำเลยในส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ส่วนฎีกาจำเลยข้อ 1.2 และข้อ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยฎีกาข้อ 1.1 เป็นปัญหาว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192ฎีกาข้อ 1.2 และข้อ 2 เป็นปัญหาว่าศาลล่างใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมายและฎีกาข้อ 1.3 เป็นปัญหาว่าคดีนี้จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2201/2535
ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก จำเลยไม่เกิน 5 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 4 ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 4 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในประเด็นที่ว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือไม่นั้น เป็นประเด็นหารือบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จึงเป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 158 แผ่นที่ 3-4) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 หลบหนีจึงให้ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก 6 ปีจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประม …
- ฎีกาที่ 223/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 5 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุก 3 ปี ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวางมา เช่นนี้ เป็นการแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยไม่ได้แก้บทมาตราด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยแทงผู้เสียหายหลังจากจำเลยถูกผู้เสียหายยิงและใช้ปืนตีผ่านพ้นไปแล้วและขณะผู้เสียหายวิ่งหนีไป จึงไม่ใช่ภยันตรายที่ใกล้จะถึงเพราะเป็นภยันตรายที่ผ่านพ้นไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยฎีกาว่าจำเลยแทงผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายตามเข้ามาตีจำเลยหลังจากยิงจำเลยแล้ว และเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลยวิ่งไล่ตามไปกอดปล้ำผู้เสียหายโดยจำเลยไม่ได้ถือมีดไล่ตามไ …
- ฎีกาที่ 223/2535
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลย ไม่ได้แก้บทมาตราด้วยเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยแทงผู้เสียหายหลังจากจำเลยถูกผู้เสียหายยิงและใช้ปืนตีผ่านพ้นไปแล้วและขณะผู้เสียหายวิ่งหนีไป จึงไม่ใช่ภยันตรายที่ใกล้จะถึงเพราะเป็นภยันตรายที่ผ่านพ้นไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยฎีกาว่าจำเลยแทงผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายตามเข้ามาตีจำเลยหลังจากยิงจำเลยแล้ว และเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลยวิ่งไล่ตามไปกอดปล้ำผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่ได้ถือมีดไล่ตามไปแทง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายดังนี้ ฎีกาของจำเลยเท่ากับเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำ …
- ฎีกาที่ 223/2535
ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยแทงผู้เสียหายหลังจาก จำเลยถูกผู้เสียหายยิงและใช้ปืนตีผ่านพ้นไปแล้ว การกระทำของ จำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษ ที่ลงแก่จำเลย ไม่ได้แก้บทมาตราและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปีดังนี้ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยแทงผู้เสียหายในขณะ ที่ผู้เสียหายตามเข้ามาตีจำเลยหลังจากยิงจำเลยแล้ว และเมื่อ ผู้เสียหายวิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ตามไปกอดปล้ำผู้เสียหาย โดยจำเลย ไม่ได้ถือมีดไล่ตามไปแทงการ กระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเท่ากับ เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2234/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง จำเลยอ้างว่าฎีกาข้อกฎหมายแต่เหตุผลที่ยกขึ้นอ้างเป็นเรื่องว่าพยานโจทก์เบิกความไม่เป็นความจริง เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำ ของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 หรือไม่ และการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจาก อีกคดีหนึ่งโดยที่โจทก์ไม่ได้ส่งบัญชีระบุพยานต่อศาลชั้นต้น ก่อนนั้นทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ศาลฎีกาควรที่จะ ได้วินิจฉัยเสียใหม่ นอกจากนี้ในข้อที่จำเลยขอถือเอาอุทธรณ์ ของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของฎีกา ที่ว่า ศาลชั้นต้นรับฟัง พยานบุคคลไม่รับฟังพยานเอกสารเป็นหลักและไม่นำพยานเอกสาร มาวินิจฉัยนั้น ก็ถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายในชั้นฎีกาเช่นกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2371/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าเนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1รวม 5 กระทง 16 ปี 8 เดือน ซึ่งโทษแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปีเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ที่แก้ไขแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง แม้ข้อที่อ้างเป็นข้อกฎหมายว่า การกระทำ ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ก็อ้างว่าเพราะจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอก จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง เพื่อ นำ ไป สู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง นั่นเองจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า ในทางนำสืบพยานของโจทก์ มิได้ มีข้อเท็จจริงที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ได้ ร่วม กับกับนายอานนท์ เผือกชาวนา กระทำผิดกฎหมายตามฟ้องโจทก์ เป็นคำวินิจฉัยที่มิชอบด้วยเหตุ …
- ฎีกาที่ 2676/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน และปรับ 5,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยริบของกลาง และให้ทำลายปูนซีเมนต์และบ่อปูนซีเมนต์ของกลางศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่าไม่สมควรริบและทำลายลานปูนซีเมนต์และบ่อปูนซีเมนต์ของกลางอันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2722/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 ส่วนข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) คงพิพากษา ลงโทษ เพียงแต่กำหนดโทษให้น้อยลงแต่ไม่เกิน 5 ปี ข้อหา ดังกล่าวจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็น ฎีกาโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง นางสาวอำนวยพรตัณศิลา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365,393 และ 297(8) การกระทำของจำเลยเป็น การกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎ …