มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 39
1,378 รายการ · หน้า 27 จาก 69
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:455/2537
ความว่า คดีนี้ผู้เสียหายได้รับชำระเงินจำนวน 70,000 บาทแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 66) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 53) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 54) ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องและส่งไปศาลชั้นต้นแล้ว ก่อนอ่านคำสั่งศาลฎีกาผู้เสียหายยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 66) ศาลชั้นต้นสอบแล้ว โจทก์แถลงว่าไม่สามารถรับรองว่าเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ เนื่องจากสำนวนอยู่ที …
- ฎีกาที่ 5315/2537
เช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ จำเลยออกให้โจทก์ชำระหนี้ค่าซื้อรถยนต์กระบะของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้โอนทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้จำเลยไปแล้ว โดยจำเลยยังมิได้ชำระราคารถยนต์กระบะตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้โจทก์ การที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกันภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า ให้จำเลยเอาหนี้ตามเช็คทั้งหมด รวมทั้งเช็คพิพาท 4 ฉบับด้วยมารวมกันแล้วให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โดยมีข้อความระบุว่า ผู้กู้ได้ยืมเงินสดจากผู้ให้กู้เป็นจำนวน 4,000,000 บาท ได้จ่ายเช็คของธนาคารมอบให้ไว้กับผู้ให้กู้ เมื่อถึงกำหนดให้เข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บวันนี้ผู้กู้ได้มอบเช็คดังกล่าวข้างต้นให้กับผู้ให้กู้ไว้เป็นที่เรียบร้อยในวันทำสัญญา ถือว่าได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับไป มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพัน คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้ว …
- ฎีกาที่ 5521/2537
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 278 กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันกระทำผิดต่อเสรีภาพและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ปราศจากเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง,310 วรรคแรก,83เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำผิดต่อเสรีภาพ ตามมาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดอีกกระทงหนึ่ง จำเลยฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาผู้เสียหายยื่นคำร้องมีข้อความว่าผู้เสียหายไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทุกข้อหา ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดตามมาตรา 278 และ 310 วรรคแรก ออกจากสารบบความคงมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยกระทำผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง หรือไม่ เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 309 วรรคแรก เท่านั้นซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ และคดียังไม่ถึงที่สุ …
- ฎีกาที่ 5521/2537
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 278 กระทงหนึ่ง ฐานร่วมกันกระทำผิดต่อเสรีภาพและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ปราศจากเสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา 309วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำผิดต่อเสรีภาพ ตามมาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด อีกกระทงหนึ่ง จำเลยฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องมีข้อความว่าผู้เสียหายไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทุกข้อหาศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดตามมาตรา 278 และ 310 วรรคแรกออกจากสารบบความ คงมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยกระทำผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง หรือไม่ เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 309 วรรคแรก เท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ และคดียังไม่ถึงที่สุด การท …
- ฎีกาที่ 682/2537
โจทก์ร่วมเคยยื่นฟ้องจำเลยในความผิดกรณีเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้น ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องทนายโจทก์คดีดังกล่าวแถลงต่อศาลว่าไม่มีพยานมาสืบ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของจำเลย คดีจึงไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรกจึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) หาใช่เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคแรก ไม่
- ฎีกาที่ 1240/2536
จำเลยได้รับเงินเบี้ยประกันชีวิตไว้แทนโจทก์ เมื่อไม่ใช่รับไว้ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันชีวิตเพื่อนำไปมอบให้โจทก์แล้ว การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนอันแสดงถึงเจตนาทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ การที่จำเลยนำเงินไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดีนั้น โจทก์ไม่ได้ตกลงด้วย จึงไม่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป
- ฎีกาที่ 1240/2536
จำเลยได้รับเงินเบี้ยประกันชีวิตไว้แทนโจทก์ เมื่อไม่ใช่รับไว้ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันชีวิตเพื่อนำไปมอบให้โจทก์แล้ว การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนอันแสดงถึงเจตนาทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ การที่จำเลยนำเงินไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดีนั้น โจทก์ไม่ได้ตกลงด้วย จึงไม่เป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป
- ฎีกาที่ 132/2536
การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำโฉนดที่ดินที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นโฉนดที่ดินปลอมไปใช้หลอกลวงโจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อยอมให้กู้เงินตามที่จำเลยทั้งสามต้องการ เป็นการร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 และฉ้อโกงโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คภายหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2เป็นคดีนี้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้แล้วฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องของโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแ …
- ฎีกาที่ 132/2536
โจทก์ร่วมยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ภายหลังโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องของโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) และแม้การออกเช็คอันเป็นมูลที่โจทก์ร่วมนำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวกับการใช้โฉนดที่ดินปลอมอันเป็นมูลที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2ในคดีนี้ จะเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อฉ้อโกงโจทก์ร่วมเช่นเดียวกันแต่คดีดังกล่าวโจทก์ร่วมขอถอนฟ้องและศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตไปแล้วถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องของโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจา …
- ฎีกาที่ 1500/2536
จำเลยเพียงแต่หลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยจะช่วยติดต่อให้เข้าทำงานเป็นสารวัตรทหารได้โดยไม่ต้องสอบเท่านั้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไปไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้ข้าราชการทหารคนใดกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมายผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีได้ ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำบันทึกกันไว้ ถ้าจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด ผู้เสียหายก็จะไม่เอาเรื่องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไขที่ให้จำเลยชำระเงินคืนผู้เสียหายเสียก่อน ผู้เสียหายจึงจะไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ชำระเงินคืนแก่ผู้เสียหายจึงมิใช่เป็นการยอมความ
- ฎีกาที่ 1500/2536
จำเลยเพียงแต่หลอกลวงผู้เสียหายว่า จำเลยจะช่วยติดต่อให้ผู้เสียหายเข้าทำงานเป็นสารวัตรทหารได้โดยไม่ต้องสอบเท่านั้นผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไป ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้ข้าราชการทหารคนใดกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมาย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ได้ ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำบันทึกกันไว้ว่า ถ้าจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด ผู้เสียหายก็จะไม่เอาเรื่องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา มิใช่เป็นการยอมความโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไข การยอมความในลักษณะเช่นนี้จะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปต่อเมื่อจำเลยชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายแล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1645/2536
ความว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 50) คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค (พ.ศ. 2497) มาตรา 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท 4 กระทง เป็นเงิน 40,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน 4 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยที่รับว่า เป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นสมควร ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 26,666 บาท และจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 45) จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยทั้งสองย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:182/2536
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยได้ชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ร่วมเป็นที่พอใจ และโจทก์ร่วมได้ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปขอศาลได้โปรดจำหน่ายคดีของโจทก์ด้วย หมายเหตุ โจทก์ จำเลย ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้วแถลงไม่ค้าน (อันดับ 203) ระหว่างพิจารณา นางเรณู วิจิตรสุคนธ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 142) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 193) ศาลฎีกาทำคำสั่งเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟังแล้ว ก่อนอ่านคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ร่วม ยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2191/2536
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป ประสงค์ขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3,4 ให้ จำคุก 8 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน ส่วนที่ โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษคดีอาญา หมายเลขดำที่ 225/2535 และ 226/2535 ของศาลนี้นั้น ไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาในคดีทั้งสองดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2193/2536
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป ประสงค์ขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3,4 ให้ จำคุก4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือนนับโทษจำเลยต่อจาก โทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1040/2535 และคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 2911/2535 ของศาลนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 53) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 56) ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 54) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุดผู้เสียหายมีสิทธิขอถอนคำร้องทุกข์ได้ เมื่อผู้เสียหายถ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2194/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ซึ่งฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดที่ยอมความกันได้ผู้เสียหายและจำเลยมีสิทธิที่จะตกลงกันได้ เมื่อคดี ยังไม่ถึงที่สุดแม้จะมีข้อห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ศาลใช้ดุลพินิจรับรองให้ฎีกาได้เมื่อคดีมีเหตุผลอันสมควรฎีกา เพราะผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันได้แล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3,4 ให้จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2195/2536
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป ประสงค์ขอถอน คำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 3,4 ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ให้นับโทษ ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1040/2535ส่วนคดีอาญา หมายเลขดำที่ 225/2535 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอ ที่ให้นับโทษต่อ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 51) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 55) ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 52) คำสั่ง คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2261/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา บัดนี้ผู้เสียหายตกลงกับจำเลยที่ 1 ได้และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 1 แถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83,91 จำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 8 กรรม ให้ลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาและคำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 265) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 275) ศาลฎีกาทำคำสั่งแล้ว และได้ส่งสำนวนไปศาลชั้นต้น (อัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2262/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา บัดนี้โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 9 และที่ 10 ตกลงกับจำเลยที่ 1 ได้ และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้องจำเลยที่ 1 โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 1 แถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83,91 จำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 8 กรรม ให้ลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาและคำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 265) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 275) ศาลฎีกาทำคำสั่งแล้ว และได …
- ฎีกาที่ 2892/2536
ร.ต.อ.อุทัยได้ทำการตรวจค้นบริเวณด้านหลังอู่ที่พบชิ้นส่วนเครื่องรับวิทยุของกลางภายหลังวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวนแล้ว จึงมิใช่กรณีของการค้นที่อยู่ของผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 วรรคสอง แต่เป็นการค้นตามมาตรา 102 วรรคแรก และ ร.ต.อ.อุทัยก็ได้แสดงหมายค้นและค้นต่อหน้าผู้ครอบครองดูแลอู่ในขณะนั้นและได้ทำบันทึกการตรวจค้นโดยมีรายละเอียดสิ่งของที่ค้นพบรวมถึงกล่องวิทยุที่ถูกเผาให้ผู้ครอบครองดูแลอู่ลงชื่อไว้แล้ว การตรวจค้นของ ร.ต.อ.อุทัยจึงชอบด้วยมาตรา 102 จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รับเอาทรัพย์ของกลางทั้งหมดไว้ในครอบครอง และจากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1กับพวกได้ร่วมกันแยกเอาชิ้นส่วนออกและพ่นสีรถใหม่ รวมทั้งทำลายหลักฐานบางส่วนโดยการเผา แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวกทราบดีแล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำควา …