มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 39
1,378 รายการ · หน้า 29 จาก 69
- ฎีกาที่ 115/2535
กรณีผู้จัดการและกรรมการกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก อันเป็นการกระทำต่อบริษัทโจทก์ เป็นที่เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง กรรมการอื่น หรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ หรือถอนคำร้องทุกข์อันมีผลทำให้คดีอาญาระงับได้ แม้บุคคลดังกล่าวจะมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์.
- ฎีกาที่ 115/2535
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ผู้แทนบริษัทโจทก์ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ ป.ผู้ถือหุ้นของโจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ เมื่อป.ได้แจ้งความร้องทุกขฺ์แล้วต่อมาได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ว่า ป.จะดำเนินการในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้นก็ตาม สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา39 (2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1292/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมาย นั้นเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225,249จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยถูกโจทก์ฟ้องคดีแรกเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.6664/2532 ของศาลอาญาในข้อเท็จจริงเดียวกันและกรรมเดียวกัน เมื่อคดีแรกศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา ยกฟ้องโจทก์โดยไม่มีฎีกา คดีจึงถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญา มาฟ้องตามคดีนี้จึงระงับไปตามมาตรา 39(4)แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาตามรูปคดีต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64 แผ่นที่ 2) ศาลชั้น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1304/2535
ความว่า ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งสองได้ยื่น คำร้องฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 เพื่อให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ทั้งนี้ด้วยเหตุ สืบเนื่องจากโจทก์ร่วมได้นำมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ฟ้องจำเลยทั้งสองและนายวัจน์อภิบาลภูวนารถ ต่อศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 16000/2530 แดงที่ 20267-20268/2531 ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย คดีแพ่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด เมื่อเช็คพิพาทในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ต่อกันโดยผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดแล้วมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้จึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด มีผลทำให้คดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1933-1934/2535
ความว่า จำเลยที่ 3 ได้นำเงินตามเช็คไปวางต่อสำนักงาน วางทรัพย์รวมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และได้แจ้ง ต่อเจ้าพนักงานขอสละสิทธิ์ถอนการวางทรัพย์ทั้งหมดไว้แล้ว ถือว่าคดีเลิกกัน โปรด งด การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ หมายเหตุ ทนายโจทก์ทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วในวัน นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาและแถลงคัดค้านปรากฏตามรายงาน กระบวนพิจารณา (อันดับ 80) คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นสั่งพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกสำนวน ละ 1 ปี คำเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1933-1934/2535
จำเลยที่ 3 ได้นำเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยไปวาง ณสำนักงานวางทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามผู้เป็นเจ้าหนี้โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ และจำเลยที่ 3ได้แถลงว่าตนยอมสละสิทธิที่จะถอน เป็นการวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามผู้เป็นเจ้าหนี้ แล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมหลุดพ้นจากนี้ตามเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 อันเป็นหนี้ที่ได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ
- ฎีกาที่ 196/2535
ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1ฟังแล้ว และได้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไปยังศาลอีกแห่งหนึ่งเพื่ออ่านให้จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำท้องที่ศาลนั้นฟัง แต่เมื่อปรากฎว่า จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายก่อนวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังศาลที่จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ในท้องที่ได้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาคืนศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษา ศาลฎีกาและสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ดังนี้ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาเดิมโดยทำเป็นคำพิพากษาใหม่ สั่งแก้ไขปรับปรุงคำพิพากษาเดิมได้
- ฎีกาที่ 196/2535
ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1ฟังแล้ว และได้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีกศาลหนึ่งเพื่ออ่านให้จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำท้องที่ศาลนั้นฟัง แต่จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายก่อนวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟัง ศาลนั้นจึงส่งคำพิพากษาศาลฎีกาคืนศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลฎีกาและสำนวนมายังศาลฎีกาศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาเดิมโดยทำเป็นคำพิพากษาใหม่ปรับปรุงคำพิพากษาเดิมและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความศาลฎีกา
- ฎีกาที่ 196/2535
ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังแล้ว และได้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไปยังศาลอีกแห่งหนึ่งเพื่ออ่านให้จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำท้องที่ศาลนั้นฟัง แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายก่อนวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังศาลที่จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ในท้องที่ได้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาคืนศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลฎีกาและสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ดังนี้ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาเดิมโดยทำเป็นคำพิพากษาใหม่ สั่งแก้ไขปรับปรุงคำพิพากษาเดิมได้
- ฎีกาที่ 1999/2535
คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวโจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้านจึงอนุญาต ให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1999/2535
คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวโจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2475/2535
ความว่า คดีนี้ จำเลยได้ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยจึงได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของ ศาลที่ไม่รับฎีกาดังกล่าว บัดนี้โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ โดยจำเลยได้นำเงินมาชำระเป็นจำนวนเงิน70,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนคำฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องว่า ได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องแล้วไม่คัดค้าน (อันดับ 76) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทง ลงโทษ จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทงเป็นโทษ จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(5) …
- ฎีกาที่ 2567/2535
จำเลยที่ 1 ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ถึงกำหนดสั่งจ่ายแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่ายจำเลยที่ 1 จึงออกเช็คพิพาทไปแลกเอาเช็คฉบับก่อนคืนเป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์นั่นเอง แม้โจทก์จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินตามราคาสินค้ามอบให้โจทก์ไว้เพื่อนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากเรียกเก็บเงินได้ถือว่าเป็นการชำระค่าสินค้า หากเรียกเก็บเงินไม่ได้โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คใหม่ไปแลกเอาเช็คเก่าคืนโดยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วยก็ตามเมื่อลักษณะข้อตกลงของจำเลยที่ 1และโจทก์ต่างมีเจตนาที่จะให้ใช้เช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจำเลยที่ 1 ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในเช็คและยินยอมให้โจทก์นำเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากเรียกเก็บเงินได้ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้ค่าสินค้าแก …
- ฎีกาที่ 2725/2535
จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินทั้งส่วนที่เป็นของโจทก์ และส่วนที่เป็นของ พ. ที่อยู่ติดต่อกันเป็นการกระทำความผิดคนละกรรมกันเพราะมิใช่เป็นการกระทำครั้งเดียวกัน แต่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันแม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องคดีของ พ. คดีถึงที่สุดแล้วก็ตามสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องของโจทก์หาระงับไปไม่.
- ฎีกาที่ 298/2535
จำเลยเป็นลูกจ้างขายสินค้าเวชภัณฑ์ ของโจทก์ร่วม ได้รับมอบหมายจากโจทก์ร่วมให้ไปเก็บเงินค่าสินค้ายาและรับสินค้ายาคืนจากลูกค้าจำเลยได้รับสินค้ายามาแล้ว แต่ไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ร่วม กลับนำไปขายต่อให้ลูกค้ารายอื่น อันเป็นการเบียดบังเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริตย่อมมีความผิดฐานยักยอก ว.ตรวจร้านขายยาต่าง ๆ ทำให้ทราบว่าจำเลยรับสินค้ายาคืนมาแล้วไม่นำส่งโจทก์ร่วม จึงแจ้งให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของโจทก์ร่วมทราบเมื่อเดือนธันวาคม 2526 แสดงว่าโจทก์ร่วมเพิ่งทราบถึงการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนับแต่บัดนั้น โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนมกราคม 2527 คดีจึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาว่า ความผิดอาญาระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยระงับลงโดยการยอมความแล้วหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องคดีอาญา อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นฎีกาได้ …
- ฎีกาที่ 298/2535
ปัญหาที่ว่า ความผิดอาญาระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยระงับลงโดยการยอมความแล้วนั้น แม้จำเลยมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องคดีอาญา อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นฎีกาได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:3788-3789/2535
ความว่า คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาผู้ร้องเป็นโจทก์และเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้องและขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 2941/2534 กับคดีนี้เป็นคดีอาญาเรื่องเดียวกันซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้รวมพิจารณา คดีเข้าด้วยกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 61) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 62) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์และเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องนี้ คำสั่ง คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึ …
- ฎีกาที่ 3981/2535
คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,300,91 ศาลจังหวัดสงขลาไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส คงมีมูลความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 300 ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่รับไว้พิจารณาได้หากโจทก์ยังติดใจจะดำเนินคดีกับจำเลยก็ให้นำไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษายกฟ้อง ศาลจังหวัดสงขลามิได้ยกฟ้องของโจทก์ร่วมเพราะเหตุต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185กล่าวคือยังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลยตามข้อกล่าวหาของโจทก์ร่วม ดังนั้นในคดีดังกล่าวจึงยังไม่มีคำพิพากษ …
- ฎีกาที่ 4034/2535
ภายหลังจากจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมได้ฟ้องขับไล่จำเลยต่อศาลชั้นต้นแล้วจำเลยยังตัดฟันต้นฝรั่งในที่ดินของโจทก์ร่วมอีก โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนเรียกจำเลยมาที่สถานีตำรวจโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันโดยโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย แต่ต้องการให้จำเลยย้ายออกไปจากที่ดินซึ่งจำเลยก็รับว่าจะออกจากที่ดินภายในกำหนด 2 เดือน และรับว่าจะไม่เรียกร้องค่ารื้อถอนจากโจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยก็โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยต้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมภายในกำหนด2 เดือน แต่จำเลยยังไม่ออกจากที่ดินของโจทก์ กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายเพราะโจทก์ร่วมมิได้ตกลงว่าจะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยตลอดไป แต่จะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยต่อเมื่อจำเลยออกไปจากที่ดินข …
- ฎีกาที่ 4034/2535
การที่โจทก์ร่วมตกลงว่าไม่ประสงค์ที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมภายในกำหนด 2 เดือน ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายเพราะมิได้ตกลงว่าจะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยตลอดไป แต่จะไม่ดำเนินคดีต่อเมื่อจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วมภายในกำหนด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับตามป.วิ.อ. มาตรา 39(2).