มาตราที่อ้างถึง: พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31
1,131 รายการ · หน้า 40 จาก 57
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:476/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากสำนวนโดยควรวินิจฉัยว่า โจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยนั้นเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์มิได้ป่วยติดต่อกัน 3 วันนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การว่า โจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยในเรื่องการลาป่วยและลากิจข้ออุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ของจำเลยยังเป็นปัญหาว่า โจทก์หยุดงาน 3 วัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:477/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คดีมีทางชนะโจทก์ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 58) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 197 บาท และค่าชดเชยจำนวน 17,790 บาทแก่โจทก์ ฯลฯจำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับ (อันดับ 47) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 52,49) คำสั่ง ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:51/2532
ความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ได้ลาออกจากงานไปแล้วกรณีจึงไม่มีเหตุจำเป็นให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 กลับเข้าทำงานอีก โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 แถลงไม่คัดค้าน(อันดับ 81) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 และลูกจ้างของโจทก์ที่นัดหยุดงาน ยกเลิกการนัดหยุดงานและเข้าทำงานตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 อุทธรณ์ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์บางข้อ(อันดับ 66,67,82) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 81) คำสั่ง การถอนคำฟ้องเดิมจะต้องกระทำก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาจะมายื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องหลังจากศาลแรงงานกลางพิพากษาแล้วไม่ได้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:511-517/2532
ความว่า เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ได้รับเงินจากจำเลยเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้อีกต่อไปและขอถอนฟ้องคดีนี้ โปรดอนุญาตและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 29,30) คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์สำนวนถัดไปเรียงตามลำดับจนถึงโจทก์ที่ 7 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างแก่โจทก์ที่ 1เป็นเงิน 45,162 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 34,235.33 บาท โจทก์ที่ 3เป็นเงิน 47,644.76 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 45,162 บาท โจทก์ที่ 5เป็นเงิน 45,162 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 48,172.80 บาท โจทก์ที่ 7เป็นเงิน 34,624 บาท จำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 22) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 29,30) คำสั่ง ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว ให้ศาลแรงงานกลางอ่านค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:521/2532
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ คดีมีเหตุผลและข้อกฎหมายชัดเจนที่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 58)ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 19,800 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 19,800 บาท ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 4,620 บาท และค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี 1,320 บาทให้จำเลยลงวันที่และประทับตราสำคัญการเลิกจ้างลงในหนังสือคนประจำเรือ เอกสารหมาย จ.3 คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอ้างว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 49) จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 54,55) คำสั่ง ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ขอให้รับอุทธรณ์เสียแล้วจึงไม่ต้องสั่งคำร้องนี้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:528/2532
ความว่า จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ คดีมีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่จะชนะได้ในที่สุด โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 139) คดีของศาลแรงงานกลางหมายเลขแดงที่ 6743/2531 นี้ศาลแรงงานกลางสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีอื่นอีก 1 สำนวนโดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3ตามลำดับ ศาลแรงงานกลางพิพากษา ฯลฯ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 427,200 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง76,779.78 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน927,200 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 127,130) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 3 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟังคำสั่งนี้และต่อไปอีกมีกำหนด 1 ปี มาให้เป็นที่พอ …
- ฎีกาที่ 629-630/2532
การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาในคดีแรงงานต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานวินิจฉัยมาในปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องเอาเงินบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลยแล้วหรือยังนั้นศาลแรงงานกลางไม่ได้สืบพยานให้ได้ข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จหรือไม่มีข้อความเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้างเงินเดือนและระยะเวลาในการเรียกร้องเงินบำเหน็จว่าอย่างไรศาลฎีกาจึงไม่มีข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยกรณีเป็นเรื่องศาลแรงงานกลางปฏิบัติไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา243(3)(ข)ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา31ต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง.
- ฎีกาที่ 629-630/2532
การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาในคดีแรงงาน ต้องถือตาม ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานวินิจฉัยมา ในปัญหาตาม อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องเอาเงินบำเหน็จตาม ข้อบังคับของจำเลยแล้วหรือยังนั้น ศาลแรงงานกลางไม่ได้สืบพยานให้ได้ ข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จหรือไม่มีข้อความเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้างเงินเดือน และระยะเวลาในการเรียกร้องเงินบำเหน็จว่าอย่างไรศาลฎีกาจึงไม่มีข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย กรณีเป็นเรื่องศาลแรงงานกลางปฏิบัติไม่ชอบด้วย กระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243(3)(ข) ประกอบด้วยพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522มาตรา 31 ต้อง ย้อน สำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนิน กระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง.
- ฎีกาที่ 629-630/2532
การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาในคดีแรงงาน ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานวินิจฉัยมา ในปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่ โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องเอาเงินบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลยแล้วหรือยังนั้น ศาลแรงงานกลางไม่ได้สืบพยานให้ได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จหรือไม่มีข้อความเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้าง เงินเดือน และระยะเวลาในการเรียกร้องเงินบำเหน็จว่าอย่างไร ศาลฎีกาจึงไม่มีข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย กรณีเป็นเรื่องศาลแรงงานกลางปฏิบัติไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(3)(ข) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง
- ฎีกาที่ 803-807/2532
จำเลยได้ จ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์รับไปแล้วบางส่วน ซึ่ง เป็นการจ่ายตาม ข้อบังคับของจำเลยที่มีอยู่ และจำเลยทราบถึง ข้อบังคับดังกล่าวดี แล้ว เพียงแต่ จำเลยไม่นำค่าครองชีพมารวมคำนวณบำเหน็จให้โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยจ่ายบำเหน็จ เฉพาะ ส่วนที่ขาดโดย ตาม ฟ้องได้ ระบุจำนวนค่าครองชีพที่โจทก์ได้รับในแต่ละเดือนและจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายขาดไป เป็นการบรรยายโดย แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับในส่วนนี้พอที่จำเลยจะเข้าใจได้แล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่เคลือบคลุม ในสำนวนไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณบำเหน็จที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างต้อง นำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณบำเหน็จ เมื่อจำเลยไม่นำมารวมคำนวณจำเลยจึงจ่ายบำเหน็จให้โจทก์ขาดไปเท่ากับค่าครองชีพที่โจทก์ได้รับแต่ละเดือน คูณด้วย จำนวนปีที่โจทก์ทำงาน จึงเป็นการวินิจฉัยคดีโดย อาศั …
- ฎีกาที่ 803-807/2532
จำเลยได้จ่ายบำเหน็จให้แก่โจทก์รับไปแล้วบางส่วน ซึ่งเป็นการจ่ายตามข้อบังคับของจำเลยที่มีอยู่ และจำเลยทราบถึงข้อบังคับดังกล่าวดีแล้ว เพียงแต่จำเลยไม่นำค่าครองชีพมารวมคำนวณบำเหน็จให้โจทก์เท่านั้น โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยจ่ายบำเหน็จเฉพาะส่วนที่ขาดโดยตามฟ้องได้ระบุจำนวนค่าครองชีพที่โจทก์ได้รับในแต่ละเดือน และจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายขาดไป เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับในส่วนนี้พอที่จำเลยจะเข้าใจได้แล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่เคลือบคลุม ในสำนวนไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณบำเหน็จที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณบำเหน็จ เมื่อจำเลยไม่นำมารวมคำนวณจำเลยจึงจ่ายบำเหน็จให้โจทก์ขาดไปเท่ากับค่าครองชีพที่โจทก์ได้รับแต่ละเดือนคูณด้วยจำนวนปีที่โจทก์ทำงาน จึงเป็นการวินิจฉัยคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที …
- ฎีกาที่ 803-807/2532
โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายบำเหน็จเฉพาะส่วนที่ขาดว่าจำเลยจ่ายบำเหน็จให้โจทก์ไม่ครบเพราะไม่นำค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้มารวมเป็นฐานคำนวณบำเหน็จด้วย ขอให้จ่ายบำเหน็จส่วนที่ขาดตามจำนวนที่เรียกร้องดังนี้ เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับพอที่จำเลยจะเข้าใจได้แล้วจึงไม่เคลือบคลุม ในสำนวนไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณบำเหน็จ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณบำเหน็จเมื่อจำเลยไม่นำมารวมคำนวณจำเลยจึงจ่ายบำเหน็จให้โจทก์ขาดไปเท่ากับค่าครองชีพที่โจทก์ได้รับแต่ละเดือนคูณด้วยจำนวนปีที่โจทก์ทำงาน จึงเป็นการวินิจฉัยคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่มีในสำนวน ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 243(2)ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 ศาลฎีกาต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่ …
- ฎีกาที่ 972/2532
โจทก์ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยบรรทุกสินค้าไปตกเขา จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ฐานประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงเนื่องจากโจทก์ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง(ศาลจังหวัดนครสวรรค์) เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2531 เรียกค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลนัดพิจารณาวันที่ 23มิถุนายน 2531 ไว้แล้ว ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2531 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ เรียกค่าเสียหายกับเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าบำเหน็จค่าเล่าเรียนบุตรที่ค้างชำระเข้ามาด้วย จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2531ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีเดิมโจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีแต่เมื่อมูลคดีของคดีเดิมและคดีนี้เนื่องมาจากโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกสินค …
- ฎีกาที่ 972/2532
โจทก์ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยบรรทุกสินค้าไปตกเขา จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ฐานประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงเนื่องจากโจทก์ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางศาลจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2531 เรียกค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลนัดพิจารณาวันที่ 23 มิถุนายน 2531ไว้แล้ว ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2531 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ เรียกค่าเสียหายกับเรียกค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า บำเหน็จ ค่าเล่าเรียนบุตรที่ค้างชำระเข้ามาด้วย จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2531 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีเดิมโจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนด ศาลแรงงานกลาง ศาลจังหวัดนครสวรรค์จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่เมื่อมูลคดีของคดีเดิมและคดีนี้เนื่องจากโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าขอ …
- ฎีกาที่ 972/2532
โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์)เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2531 เรียกค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลนัดพิจารณาวันที่ 23 มิถุนายน 2531 ไว้แล้ว ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2531 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้เรียกค่าเสียหายกับเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า บำเหน็จ ค่าเล่าเรียนบุตร จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่ค้างชำระเข้ามาด้วย ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2531 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีเดิม โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนด ศาลแรงงานกลาง(ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี เมื่อมูลคดีของคดีเดิมและคดีนี้เนื่องมาจากโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าของจำเลยตกเขา อันเป็นมูลคดีเดียวกัน โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ จัดตั้ง …
- ฎีกาที่ 1010/2531
ตามคำฟ้องและคำให้การคดีมีประเด็นหลักที่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า คู่ความแถลงรับกันว่าข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นมีอยู่เป็นไปตามคำฟ้องคำให้การ เอกสารท้ายฟ้องท้ายคำให้การ......แล้วสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาคดีไปนั้น เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงย่อมจะเป็นไปตามข้ออ้างข้อหาในคำฟ้องและขณะเดียวกันก็เป็นไปตามคำให้การด้วยไม่ได้ ลำพังเอกสารที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกขึ้นอ้าง ยังไม่เพียงพอแก่การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นในคดี จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยการพิจารณา ต้องย้อนสำนวนไปให้พิจารณาพิพากษาใหม่.
- ฎีกาที่ 1010/2531
ตามคำฟ้องและคำให้การคดีมีประเด็นหลักที่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า คู่ความแถลงรับกันว่าข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นมีอยู่เป็นไปตามคำฟ้อง คำให้การเอกสารท้ายฟ้องท้ายคำให้การ...แล้วสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาคดีไปนั้น เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงย่อมจะเป็นไปตามข้ออ้างข้อหาในคำฟ้องและขณะเดียวกันก็เป็นไปตามคำให้การด้วยไม่ได้ลำพังเอกสารที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกขึ้นอ้าง ยังไม่เพียงพอแก่การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นในคดี จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยการพิจารณา ต้องย้อนสำนวนไปให้พิจารณาพิพากษาใหม่
- ฎีกาที่ 1052/2531
ในชั้นบังคับคดี จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยื่นคำร้องคัดค้านว่า ศาลแรงงานกลางมิได้ออกหมายอายัดส่งไปยังจำเลยร่วม จำเลยร่วมได้ใช้สิทธิตามข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญารับจ้างเหมาที่จำเลยร่วมเป็นผู้ว่าจ้างและจำเลยเป็นผู้รับจ้างที่จะหักเงินค่าจ้างตามที่โจทก์ลูกจ้างขออายัดนำไปจ่ายให้แก่ลูกจ้างของจำเลยคือโจทก์แล้ว และจำเลยร่วมได้แจ้งการใช้สิทธิดังกล่าวให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิการเรียกร้องเงินค่าจ้างทราบด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้จากจำเลยร่วม เช่นนี้คำร้องคัดค้านของจำเลยร่วมดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยร่วมได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์ปฏิเสธโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องและต่อสู้กับโจทก์อันเป็นการโต้แย้งหนี้ที่เรียกเอาแก่ตน หาใช่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องเท่านั้นไม่ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องคัดค้านของจำเลยร่วมโดยมิได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 ก่อน ถือได้ว่ามิได …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:118/2531
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลแรงงานกลางสั่งว่าให้ผู้อุทธรณ์คำสั่งวางเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เสียก่อนภายในระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่ง แล้วจะสั่งคำร้องนี้ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินศาลแรงงานกลางสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะขยายเวลาให้ได้ ให้ยกคำร้องและสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยว่า จำเลยไม่วางเงินในกำหนดเวลาจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยเห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้วางเงินตามกำหนด ศาลแรงงานกลางก็มีหน้าที่ต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 เกี่ยวกับคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่ยอมขยายเวลาให้จำเลยวางเงินนั้น เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 26แล้ว ดุลพินิจดังกล่าว หาใช่ดุลพินิจเฉพาะศาลช …
- ฎีกาที่ 127/2531
โจทก์รู้ถึงการละเมิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2527 และได้ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดรายนี้ต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2528 ภายในอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2529เพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง จึงเป็นกรณีอายุความฟ้องร้องดังกล่าวได้สิ้นไปในระหว่างพิจารณาของศาลแพ่งต้องขยายอายุความนั้นออกไปถึงหกเดือน ภายหลังคำพิพากษาของศาลแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2529 จึงไม่ขาดอายุความ