มาตราที่อ้างถึง: พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31
1,131 รายการ · หน้า 42 จาก 57
- ฎีกาที่ 2075/2531
จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนวันที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ใช้บังคับ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม และเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่รับบัญชีระบุพยานโจทก์ โดยให้ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษา เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหากโจทก์ไม่เห็นด้วยและจะอุทธรณ์คำสั่งนั้น ก็จะต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ในคดีนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาหลังจากมีคำสั่งดังกล่าวถึง 3 วัน จึงมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งได้ เมื่อไม่โต้แย้งคัดค้าน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:210/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์โจทก์ในข้อ 4 แม้จะเป็นข้อกฎหมาย แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวมิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นนอกนั้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 4 ปรากฏหลักฐานในคำฟ้องคำให้การการแถลงในศาลและในการแถลงการณ์ปิดคดี อีกทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง จึงเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและอุทธรณ์ข้อ 1 ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลังจากงานสิ้นสุดลงแล้ว จึงมีปัญหาว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง และข้อ 3 ว่า จำเลยใช้สิทธิหรืออำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต ซึ่งอุทธรณ์ทั้งสองข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 66) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมแรงงานคำสั่งที่ 1 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2160/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลแรงงานกลางสั่งอุทธรณ์ว่าอุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย และสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับว่า ศาลไม่รับอุทธรณ์แล้วจึงไม่รับคำร้องขอทุเลา จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้นกล่าวคือ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า จำเลยกำหนดให้พนักงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมงนั้น ยังคลาดเคลื่อนอยู่เป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานนอกสำนวน หาใช่เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลไม่และลักษณะการจ้างนี้เป็นการจ้างเหมาโดยได้กำหนดค่าล่วงเวลารวมไปกับอัตราเงินเดือนด้วยแล้วซึ่งกรณีไม่มีกฎหมายระบุห้ามไว้ นอกจากนี้ภารการพิสูจน์ประเด็นที่ว่าโจทก์ ทำงานล่วงเวลา วันละ 4 ชั่วโมง ต้องตกอย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2161-2165/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าอุทธรณ์จำเลยเกี่ยวกับเงินโบนัสจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลแรงงาน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 จึงไม่รับอุทธรณ์เรื่องนี้ นอกจากเรื่องดังกล่าวให้รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยข้อ 5 จำเลยได้กล่าวไว้แล้ว โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ทุกคนไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินโบนัสเพราะโจทก์ทุกคนถูกเลิกจ้างโดยมีความผิด และถูกเลิกจ้างก่อนถึงกำหนดวันจ่ายเงินโบนัสหรือไม่เข้าหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสตามข้อตกลงที่ทำไว้ และในวันนัดพิจารณาศาลก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและเงินโบนัสหรือไม่เพียงใดอีกทั้งตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยอ้างเป็นพยานส่งต่อศาลก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:217/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่อุทธรณ์ของโจทก์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่ามิได้ทุจริตเป็นเบื้องต้น ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างประการอื่นมาให้เห็นเป็นข้อกฎหมายก็สืบเนื่องมาจากการโต้แย้งข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าโจทก์ทุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่สอบสวนเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบพนักงานจำเลย พ.ศ. 2522 โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ด้วย หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 36) โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษายกเลิกคำสั่งจำเลยเลขที่ 106/2529บังคับให้จำเล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2181/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้ผู้พิพากษาสมทบซึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลแรงงานกลางสั่งอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการคัดค้านการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลแรงงาน ไม่มีการคัดค้านข้อกฎหมาย จึงไม่รับอุทธรณ์ และสั่งคำร้อง ของโจทก์ว่าเนื่องจากไม่มีการรับรองให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีแรงงาน ไม่มีเหตุที่จะส่งอุทธรณ์ให้องค์คณะพิจารณา จึงให้ยกคำร้อง โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางได้ แม้ว่าจะเป็นอุทธรณ์คัดค้านการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องขอให้องค์คณะผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อีกทั้งปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกา โปรดมีคำส …
- ฎีกาที่ 2485/2531
ฟ้องโจทก์คดีนี้ และคดีก่อนมีมูลมาจากการเลิกจ้างตามคำสั่งเลิกจ้างฉบับเดียวกัน เป็นแต่เพียงโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องคดีก่อนว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการเลิกจ้างที่ถูกปรักปรำและถูกบีบคั้นของจำเลย ซึ่งไม่ว่าโจทก์จะกล่าวอ้างถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างอย่างในคดีก่อนหรือคดีนี้ก็ตาม คดีทั้งสองก็มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างได้หรือไม่เมื่อคดีก่อนคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ.
- ฎีกาที่ 2485/2531
ฟ้องโจทก์คดีนี้ และคดีก่อนมีมูลมาจากการเลิกจ้างตามคำสั่งเลิกจ้างฉบับเดียวกัน เป็นแต่เพียงโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องคดีก่อนว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการเลิกจ้างที่ถูกปรักปรำและถูกบีบคั้นของจำเลย ซึ่งไม่ว่าโจทก์จะกล่าวอ้างถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างอย่างในคดีก่อนหรือคดีนี้ก็ตาม คดีทั้งสองก็มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างได้หรือไม่เมื่อคดีก่อนคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ
- ฎีกาที่ 2522/2531
ในคดีก่อนโจทก์แถลงถึงเหตุผลของการถอนฟ้องว่า ตอนออกจากงานโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยเป็นค่าชดเชยตามระเบียบแล้ว เมื่อทราบจากคำให้การจำเลยว่า จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวเป็นค่าชดเชย จึงไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป ขอถอนฟ้อง คำแถลงดังกล่าวมีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือแปลได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลกรณีเดียวกันนั้นกับจำเลยอีกในภายหลัง เป็นแต่เพียงโจทก์เชื่อตามคำให้การของจำเลยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย จึงขอถอนฟ้องเท่านั้นโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้ใหม่ จำเลยวางระเบียบการจ่ายเงินทดแทนให้พนักงานและคนงานประจำที่ลาออกจากหน้าที่การงาน หรือถูกเลิกจ้าง ต่อมาได้เปลี่ยนคำว่าเงินทดแทนเป็นค่าชดเชย แม้จะเปลี่ยนคำให้ตรงกับคำในกฎหมายแต่หลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยของจำเลยก็ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ไปตามระเบียบของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นเงินสงเคราะห์เพื่อตอนแทนการทำงานของพนักงานห …
- ฎีกาที่ 259/2531
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ยังขาดอยู่แก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลยมีข้อบังคับให้จ่ายเงินบำเหน็จ แต่อุทธรณ์ว่าเดิมจำเลยมีข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2528โดยไม่ระบุว่าเงินบำเหน็จสูงกว่าค่าชดเชยจะเป็นอย่างไร ต่อมาจำเลยออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2529ยกเลิกฉบับปี พ.ศ. 2528 เพื่อประโยชน์แก่จำเลยข้อบังคับฉบับหลังนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ ทั้งกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ หากโจทก์ตกลงด้วยก็มีผลใช้บังคับได้อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ตา …
- ฎีกาที่ 259/2531
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ยังขาดอยู่แก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลยมีข้อบังคับให้จ่ายเงินบำเหน็จ แต่อุทธรณ์ว่าเดิมจำเลยมีข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2528โดยไม่ระบุว่าเงินบำเหน็จสูงกว่าค่าชดเชยจะเป็นอย่างไร ต่อมาจำเลยออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2529ยกเลิกฉบับปี พ.ศ. 2528 เพื่อประโยชน์แก่จำเลย ข้อบังคับฉบับหลังนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ ทั้งกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ หากโจทก์ตกลงด้วยก็มีผลใช้บังคับได้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ตา …
- ฎีกาที่ 259/2531
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ยังขาดอยู่แก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลยมีข้อบังคับให้จ่ายเงินบำเหน็จ แต่อุทธรณ์ว่าเดิมจำเลยมีข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2528 โดยไม่ระบุว่าเงินบำเหน็จสูงกว่าค่าชดเชยจะเป็นอย่างไร ต่อมาจำเลยออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2529 ยกเลิกฉบับปี พ.ศ. 2528 เพื่อประโยชน์แก่จำเลยข้อบังคับฉบับหลังนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ ทั้งกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ หากโจทก์ตกลงด้วยก็มีผลใช้บังคับได้อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 …
- ฎีกาที่ 2973/2531
ก่อนอ่านคำพิพากษา ทนายโจทก์ที่ 4 แถลงว่าโจทก์ที่ 4 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 2,730 บาท ขอแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ซึ่งโจทก์ที่ 4 ชอบที่จะได้รับค่าชดเชยจำนวน 16,380 บาท แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาให้เพียง 13,380 บาท จึงเป็นการผิดพลาดไป ศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้.
- ฎีกาที่ 2973/2531
ก่อนอ่านคำพิพากษา ทนายโจทก์ที่ 4 แถลงว่าโจทก์ที่ 4 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 2,730 บาท ขอแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ซึ่งโจทก์ที่ 4ชอบที่จะได้รับค่าชดเชยจำนวน 16,380 บาท แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาให้เพียง 13,380 บาท จึงเป็นการผิดพลาดไป ศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 143 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้
- ฎีกาที่ 2973/2531
ก่อนอ่านคำพิพากษา ทนายโจทก์ที่ 4 แถลงว่าโจทก์ที่ 4 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 2,730 บาท ขอแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ซึ่งโจทก์ที่ 4 ชอบที่จะได้รับค่าชดเชยจำนวน 16,380 บาท แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาให้เพียง 13,380 บาท จึงเป็นการผิดพลาดไป ศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้.
- ฎีกาที่ 3000/2531
ค่าจ้างเนื่องจากการที่ลูกจ้างไม่ได้ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีมิใช่เงินที่กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายแก่ลูกจ้างเป็นจำนวนแน่นอนเมื่อมีการเลิกจ้าง แต่เป็นเงินที่กฎหมายยอมให้ลูกจ้างเรียกร้องจากนายจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนตามวันที่นายจ้างกำหนดให้ หรือยังหยุดพักผ่อนไม่ครบ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างเนื่องจากการที่โจทก์ไม่ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยบรรยายฟ้องเพียงว่า '4.4 ค่าจ้างเนื่องจากการที่โจทก์ไม่ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 70 วัน เป็นเงิน 54,117 บาท'มิได้บรรยายมาให้เห็นว่าวันหยุดประจำปี 70 วัน เป็นวันหยุดพักผ่อนสำหรับปีใดบ้าง ในแต่ละปีมีจำนวนกี่วันจำเลยผู้เป็นนายจ้างได้ตกลงกับโจทก์ล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปได้ เพื่อให้จำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้ว่าจำนวนวันที่โจทก์ยังไม่ได้ใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีตรงตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:321/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้กล่าวอ้างถึงว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด ทั้งมิได้อุทธรณ์โต้แย้งให้เห็นว่าเหตุที่ศาลแรงงานกลางฟังมานั้นไม่ใช่เหตุสมควรที่จะเลิกจ้างได้ คงอุทธรณ์มีความสรุปสองประการคือ คำสั่งของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบ ข้อที่อ้างว่าไม่ชอบนั้นก็กล่าวถึงเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริง มิได้กล่าวอ้างว่าไม่ชอบด้วยระเบียบหรือกฎข้อบังคับในข้อใดอีกข้อหนึ่งก็อุทธรณ์ว่ามิได้ขัดคำสั่ง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังว่าโจทก์ขัดคำสั่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในสองประการนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 ส่วนข้อที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องการรับฟังเอกสารไม่ชอบนั้นศาลแรงงานกลางก็มิได้รับฟังเอกสารดังกล่าวจึงเป็นการคัดค้านการวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ขอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:322/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ปรากฏให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาว่าไม่ถูกต้องในข้อใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ถึงแม้จะแปลไปในทางว่า โจทก์อุทธรณ์มาให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตตามที่ศาลวินิจฉัย ก็เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 36) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 30,600 บาทให้แก่โจทก์เพิกถอนคำสั่งของจำเลย รับโจทก์กลับเข้าทำงานในต …
- ฎีกาที่ 3596/2531
โจทก์กำหนดระเบียบว่าด้วยการแข่งขันกีฬาว่าเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของพนักงานจากการปฏิบัติงานประจำวันอันจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภายในและภายนอกของธนาคารโจทก์ ดังนั้นการเล่นกีฬาของพนักงานของโจทก์จึงเป็นการกระทำไปเพื่อสนับสนุนให้กิจการธนาคารซึ่งเป็นกิจการหลักของโจทก์ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เมื่อโจทก์สั่งให้ ผ. ลงแข่งกีฬาในนามของโจทก์แม้การแข่งขันกีฬาจะกระทำนอกสำนักงานและนอกเวลาปฏิบัติงานก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่าตามระเบียบของกองทุนเงินทดแทนเกี่ยวกับค่าห้องและค่าอาหาร โจทก์มีสิทธิขอเบิกค่าห้องได้ไม่เกินวันละ180 บาท และเป็นค่าอาหารได้ไม่เกินวันละ 70 บาท หากโจทก์นำใบเสร็จรับเงินมาเบิกค่าห้อง ค่าอาหารรวม 10 วัน ย่อมไม่เกิน2,500 บาท ที่โจทก์อนุญาตให้ ผ. เบิกค่าห้องและค่าอาหารเกินสิทธิ เป็นการมิ …
- ฎีกาที่ 3745/2531
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดออกมาร่วมนัดหยุดงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปแล้วย่อมเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบ เมื่อจำเลยที่ 15 เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 121 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 15 รับโจทก์กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายหรือให้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายเนื่องจากถูกเลิกจ้างซึ่งเป็นดุลพินิจอันเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัย เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ซึ …