ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 18 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:14/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วได้ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าที่ดิน โจทก์ค้างชำระภาษีอากรจึงถูกกรมสรรพากรมีคำสั่งอายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนได้ความว่า โจทก์มีทุนจดทะเบียน10,000,000 บาทตามเอกสาร ร.1 โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1064 ตำบลบางซื่อฝั่งเหนือ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 4 ห้อง เลขที่ 1032/146-149 แขวงลาดยาวเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้กับบริษัทอิทธิชัย จำกัดในราคา 4,000,000 บาท ผู้จะซื้อชำระในวันทำสัญญา เมื่อวันที่14 มีนาคม 2523 จำนวน 500,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 3,500,000 บาทผู้จะซื้อจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 8 ปีตามเอกสาร ล.8 และโจทก์ยังก่อสร้างอาคารประมาณ 134 คูหา เพื่อจำหน่ายแต่ยังจำหน่ายไม่หมด ตามเอกสาร ล.5 จึงแสดงว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:140/2530
ความว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขออายัดการขายที่ดินของ จำเลยที่ 6จำนวน 6 แปลงก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษา เนื่องจากเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง จำเป็นที่โจทก์จะต้องได้รับความคุ้มครองโดยด่วน เพราะพฤติการณ์ของจำเลยที่ 6 แสดงเจตนาไม่สุจริตต่อโจทก์โดยจะทำนิติกรรมโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นในเร็ววันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ซึ่งเป็นความเสียหายต่อโจทก์เป็นอันมากโปรดมีคำสั่งนัดไต่สวนโดยด่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 266-267 หมายเหตุ จำเลยที่ 6 ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 11 ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของพันตำรวจเอกสุชาติภาณุจรัส ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,806,117.90 บาท ให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 11ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของพันตำรวจเอกสุชาติภาณุจรัส กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,390,111 บาท ให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 11 ในฐา …
- ฎีกาที่ 1400/2530
ผู้ประกันไม่นำตัวจำเลยมาส่งศาลตามกำหนด โดยอ้างว่าตัวจำเลยป่วยถึงสองนัดติดต่อกัน ถึงแม้จะมีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาลแต่ความเห็นของแพทย์ก็มิได้ระบุว่าอาการป่วยของจำเลยรุนแรงจนถึงขนาดไม่สามารถมาศาลได้ และเมื่อศาลให้ทนายจำเลยนำแพทย์ที่ออกใบรับรองมาศาลเพื่อไต่สวน ทนายจำเลยก็ไม่สามารถนำแพทย์มาให้ศาลไต่สวนได้ โดยอ้างลอย ๆ ว่าติดราชการพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยประวิงคดี และถือได้ว่าผู้ประกันผิดสัญญาประกัน แต่เมื่อศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกันและออกหมายจับจำเลย ผู้ประกันก็ได้พยายามติดตามนำตัวจำเลยมามอบต่อศาลภายในเวลาเพียง 2 วันนับแต่วันที่ศาลสั่งปรับผู้ประกัน และในวันที่ศาลสั่งปรับตามสัญญาประกันผู้ประกันก็มาศาล แสดงให้เห็นว่าผู้ประกันเอาใจใส่ในหน้าที่ ทั้งช่วยติดตามนำตัวจำเลยมามอบต่อศาลโดยไม่ชักช้า เป็นการให้ความสะดวกรวดเร็วแก่ศาล มีเหตุที่ศาลจะลดค่าปรับให้ตามสมควร.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1401/2530
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 10 วรรคห้า มีความหมายว่าสิทธิในการเรียกร้องหรือในการฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียนั้น จะต้องฟ้องเสียภายในสองปีนับแต่วันที่นำของเข้า และถ้าเป็นการเรียกร้องหรือฟ้องคดีเพื่อขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักหรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นอกจากจะต้องเรียกร้องหรือฟ้องคดีภายในสองปีแล้ว กฎหมายยังบัญญัติไว้อีกว่าจะต้องแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบว่าจะยื่นคำเรียกร้องด้วย โจทก์นำของเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2521อ้างว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรสั่งเพิ่มราคาของให้สูงขึ้น เพื่อประเมินเรียกเก็บภาษีอากรแต่โจทก์ฟ้องคดีเรียกคืนภาษีอากรที่เสียเพิ่มขึ้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2529 ดังนี้ แม้โจทก์จะได้แจ้งความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบขอ …
- ฎีกาที่ 1401/2530
สิทธิในการเรียกร้องหรือฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียนั้น พ.ร.บ. ศุลกากรพุทธศักราช 2469 มาตรา 10 วรรคห้า บัญญัติว่า จะต้องฟ้องภายใน 2 ปีนับแต่วันที่นำของเข้า และถ้า เป็นการเรียกร้องหรือฟ้องคดีเพื่อขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณน้ำหนักหรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นอกจากจะต้องเรียกร้องหรือฟ้องคดีภายใน 2 ปีแล้ว ยังจะต้องแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบว่าจะยื่นคำเรียกร้องด้วย บทบัญญัติมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พุทธศักราช 2469หาได้หมายความว่าเมื่อโจทก์ทวงถามค่าอากรที่เสียเกินภายในสองปีแล้วโจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกคืนได้ภายใน 10 ปีไม่.
- ฎีกาที่ 1401/2530
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 10 วรรคห้า มีความหมายว่าสิทธิในการเรียกร้องหรือในการฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียนั้น จะต้องฟ้องเสียภายในสองปีนับแต่วันที่นำของเข้า และถ้าเป็นการเรียกร้องหรือฟ้องคดีเพื่อขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักหรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นอกจากจะต้องเรียกร้องหรือฟ้องคดีภายในสองปีแล้ว กฎหมายยังบัญญัติไว้อีกว่าจะต้องแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบว่าจะยื่นคำเรียกร้องด้วย โจทก์นำของเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2521 อ้างว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรสั่งเพิ่มราคาของให้สูงขึ้น เพื่อประเมินเรียกเก็บภาษีอากรแต่โจทก์ฟ้องคดีเรียกคืนภาษีอากรที่เสียเพิ่มขึ้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2529 ดังนี้ แม้โจทก์จะได้แจ้งความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบข …
- ฎีกาที่ 1402/2530
จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้และจำเลยก็มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นในชั้นฎีกาจึงเป็นปัญหาที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 สัญญาจะซื้อขายระบุชัดว่าโจทก์วางมัดจำเป็นเงิน 400,000บาทจำเลยจะนำสืบโต้เถียงเพื่อให้ศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ปรากฏในเอกสารหาได้ไม่ ต้องห้ามตามป.วิ.พ. มาตรา 94.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 1402/2530
จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้และจำเลยก็มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นในชั้นฎีกาจึงเป็นปัญหาที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 สัญญาจะซื้อขายระบุชัด ว่าโจทก์วางมัดจำเป็นเงิน 400,000 บาทจำเลยจะนำสืบโต้เถียง เพื่อให้ศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ปรากฏในเอกสารหาได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1402/2530
ความว่า จำเลยทั้งสามยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยทั้งสามไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 74) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83จำคุกคนละ 20 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา (อันดับ 68) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 72) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยทั้งสามถอนฎีกาได้ จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1403/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา บริษัทอีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด ผู้เสียหายขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ 2 ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยที่ 2 ไว้ระหว่างพิจารณา (อันดับ166) จำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ 175) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ ศาลชั้นต้นสั่งว่าส่งศาลฎีกาพิจารณาสั่ง (อันดับ 183,182) คำสั่ง ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ไม่มีคดีสำหรับจำเลยที่ 2อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจขอให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาต่อศาลฎีกาได้ แต่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่งยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1403-1404/2530
คดีสำนวนแรกโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่านาพิพาทจากจำเลยที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 2 ขายนาพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ขายนาพิพาทโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 คดีสำนวนหลังโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เข้าทำนาไม่ได้จากจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองสำนวนให้การต่อสู้ว่าโจทก์มิใช่ผู้เช่านาจากจำเลยที่ 2 มาก่อน ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขายนาพิพาทแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมา ดังนี้คดีสำนวนหลังเป็นการฟ้องในมูลละเมิดทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 20,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 จำเลยที่2 อุทธรณ์ประเด็นที่ว่า โจทก์มิใช่ผู้เช่านาพิพาท จึงไม่มี …
- ฎีกาที่ 1403-1404/2530
คดีสำนวนแรกโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่านาพิพาทจากจำเลยที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 2 ขายนาพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ขายนาพิพาทโดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 คดีสำนวนหลังโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เข้าทำนาไม่ได้จากจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองสำนวนให้การต่อสู้ว่าโจทก์มิใช่ผู้เช่านาจากจำเลยที่ 2 มาก่อน ศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ขายนาพิพาทแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมา ดังนี้คดีสำนวนหลังเป็นการฟ้องในมูลละเมิดทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 20,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ประเด็นที่ว่า โจทก์มิใช่ผู้เช่านาพิพาท จึงไม่ม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1404/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในฐานใช้เอกสารปลอมในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 100,99) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 150,000 บาท (อันดับ 83) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยจำเลยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1405/2530
เมื่อโจทก์ซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจาก ช.โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยได้ซื้อที่ดินและตึกแถวนั้นจาก ช. ไว้ก่อนแล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้เพราะเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างโจทก์กับ ช.นิติกรรมดังกล่าวย่อมสมบูรณ์อยู่ตลอดไปโจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยได้นั้น ก็ฟังไม่ขึ้นเพราะ ช. มิได้เป็นโจทก์ในคดีนี้อันจำเลยจะฟ้องแย้งได้.
- ฎีกาที่ 1405/2530
โจทก์ซื้อและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทจาก ช. โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยได้ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทไว้ก่อนเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทไม่ได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1405/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26,76 วรรคสอง จำคุก 8 ปีคำรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์ฎีกา (อันดับ 68) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของทนายจำเลย(อันดับ 75,74) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง (อันดับ 73) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ยังไม่มีเหตุสมควรจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1406/2530
โจทก์มีสัญญากู้มาแสดงต่อศาล โดยสัญญากู้ดังกล่าวกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญของศาลทำการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อและรายงานว่าลายมือชื่อในสัญญากู้กับลายมือชื่อของจำเลยน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันการที่จำเลยอ้างว่าเป็นลายมือปลอม และมีแต่พยานบุคคลมาสืบว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างการพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ลายมือตามหลักวิชาการได้.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1406/2530
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวหรือไม่ และเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องป้องกันตัวไว้แต่ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาสิทธิของมนุษยชน ซึ่งทุกคนต่างมีสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และยังเกี่ยวพันถึงอิสระภาพของจำเลยด้วย ดังนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเห็นควรที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่งโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 54) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 จำคุก 3 ปี จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 52) จำเลยจ …
- ฎีกาที่ 1407/2530
บัญชีเครือญาติและมรณบัตร ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำฟ้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดก บัญชีทรัพย์มรดกในคดีที่จำเลยร้องขอให้เป็นผู้จัดการมรดกไม่ถือเป็นบัญชีทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำหลังจากรับหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1728และ 1729 จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก โดยมิได้ให้การต่อสู้แต่ในศาลชั้นต้นว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นบุคคลที่ต้องห้ามตามกฎหมาย มิให้เป็นผู้จัดการมรดก และไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ข้อฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.(ที่มา-เนติ)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1407/2530
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เป็นการวินิจฉัยไปในทางที่เป็นโทษแก่จำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227วรรคสอง มิใช่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงมิต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 152) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษปรับด้วยเป็นเงิน 1,000 บาทแต่โทษจำคุกให้ …