ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 21 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1433/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ แต่เนื่องจากจำเลยไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายอุดมศักดิ์พิลาวัลย์กับพวกรวม 7 คน ผู้เสียหาย โดยนายบัวกัน เดชม้วน ผู้รับมอบอำนาจเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนละ25,000 บาท และคืนหนังสือเดินทางของกลางแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คืนหนังสือเดินทางให้แก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 120) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 106) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความส่วนหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1434/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นายสมบุญ นนทชัย และนายบุญชู คงคล้าย ผู้เสียหาย ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83,80 จำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3มีกำหนดคนละ 10 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา (อันดับ 111) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 128,127) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง(อันดับ 120) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกันคนละ 300,000 บาท(อันดับ 85) คำสั่ง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1435/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 108 แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินทั้งหมดตามฟ้องครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของนายสำเรียงกระมูลศิล ตกทอดแก่บรรดาทายาท ให้แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องให้โจทก์ครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้แบ่งกันในบรรดาทายาทของนายสำเรียงกระมูลศิล หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้นำทรัพย์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 106,105) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 88) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาโดยมีเงื่อนไขว่าห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทหากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขเมื่อใด ก็ไม่อนุญาตและให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที
- ฎีกาที่ 1436/2530
จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ติดกับอาคารของโจทก์ ได้จ้างเหมาให้บุคคลอื่นเป็นผู้ก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยโดยจำเลยมิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้างแต่อย่างใดเมื่อปรากฏว่าอาคารโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะผลจากการก่อสร้าง ผู้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ในมูลละเมิดจึงมิใช่จำเลย ที่โจทก์มาฟ้องจำเลยจึงเป็นการสำคัญผิดในตัวบุคคลผู้ทำละเมิด การที่จำเลยปลูกอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการและถูกเจ้าหน้าที่ลงโทษปรับไปแล้วนั้น เป็นเรื่องของความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างไปจากความรับผิดในมูลละเมิดอันมีต่อบุคคลภายนอกที่เนื่องมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แต่มีบุคคลภายนอกเป็นผู้ว่าจ้างผู้อื่นทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆจากจำเลย.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 1436/2530
จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ติดกับอาคารของโจทก์ ได้จ้างเหมาให้บุคคลอื่นเป็นผู้ก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลย โดยจำเลยมิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อสร้างแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าอาคารโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะผลจากการก่อสร้าง ผู้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ในมูลละเมิดจึงมิใช่จำเลย ที่โจทก์มาฟ้องจำเลยจึงเป็นการสำคัญผิดในตัวบุคคลผู้ทำละเมิด การที่จำเลยปลูกอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการและถูกเจ้าหน้าที่ลงโทษปรับไปแล้วนั้น เป็นเรื่องของความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างไปจากความรับผิดในมูลละเมิดอันมีต่อบุคคลภายนอกที่เนื่องมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แต่มีบุคคลภายนอกเป็นผู้ว่าจ้างผู้อื่นทำการก่อสร้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1436/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะฎีกาจึงขอถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาดังกล่าวโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 306) แต่โจทก์ร่วมทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นางพินภู่พานิชนางรัชนีโน๊ตศิริผู้เสียหาย ต่างขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และเรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43,157 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี 6 เดือนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,291พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43,78,160 วรรคสอง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี 6 เดือนลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจ …
- ฎีกาที่ 1437/2530
โจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ศาลในคดีอาญาฟังว่าจำเลยไม่ได้บุกรุกและพิพากษายกฟ้อง คดีอาญาถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งฐานละเมิดซึ่งข้อเท็จจริงที่จะต้องวินิจฉัยเป็นมูลกรณีเดียวกันคือ จำเลยได้บุกรุกที่ดินโจทก์หรือไม่ ศาลในคดีแพ่งจึงจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ว่าจำเลยมิได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ ตามบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งป.วิ.อ..(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 1437/2530
โจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ศาลในคดีอาญาฟังว่าจำเลยไม่ได้บุกรุกและพิพากษายกฟ้อง คดีอาญาถึงที่สุด โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งฐานละเมิดซึ่งข้อเท็จจริงที่จะต้องวินิจฉัยเป็นมูลกรณีเดียวกันคือ จำเลยได้บุกรุกที่ดินโจทก์หรือไม่ ศาลในคดีแพ่งจึงจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ว่าจำเลยมิได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ ตามบทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง ป.วิ.อ..
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1437/2530
ความว่า ด้วยปรากฏว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่6 ตุลาคม 2530 ของโจทก์พิมพ์ข้อความบางตอนผิดพลาดและบกพร่องโจทก์จึงขอแก้ไขคำร้องฉบับดังกล่าวดังรายละเอียดปรากฏในคำร้อง หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 235) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ใหม่ตามรูปคดี ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ใหม่เฉพาะในข้อหาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสำหรับจำเลยทั้งสี่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่2 กันยายน 2530 โจทก์ยื่นฎีกาวันที่ 5 ตุลาคม 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในวันเดียวกันนั้น (อันดับ 230) โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ฯลฯ (อันดับ 231) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1438/2530
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา แต่บัดนี้จำเลยไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไปจึงขอถอนฎีกาเพื่อจะได้รับการอภัยโทษ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นางทัศนีวิบูลย์ธนภัณฑ์ ผู้เสียหายขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ลงโทษจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต ฯลฯ คืนอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางให้ทายาทของผู้ตาย ของกลางนอกจากนั้นให้ริบเสียตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยไว้ 20 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 131) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 133) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ จำหน่ายคดี
- ฎีกาที่ 1439/2530
จำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่ต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลแล้วฎีกา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาโดยโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลว่า โจทก์ยอมรับชำระเงินตามคำพิพากษาเพียง51,000 บาท นอกจากเงินดังกล่าวนี้แล้วโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องและบังคับคดีเอาจากเงินจำนวนอื่น ๆ ตามคำพิพากษาอีก ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ถอนฎีกาได้ ดังนี้ โจทก์ย่อมจะต้องถูกผูกพันตามคำแถลงของตน จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่จำเลยวางศาลใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีก.
- ฎีกาที่ 1439/2530
จำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่ต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลแล้วฎีกา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอถอน ฎีกาโดยโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลว่า โจทก์ยอมรับชำระเงินตามคำพิพากษาเพียง 51,000 บาท นอกจากเงินดังกล่าวนี้แล้วโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องและบังคับคดีเอาจากเงินจำนวนอื่น ๆ ตามคำพิพากษาอีก ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ถอน ฎีกาได้ ดังนี้ โจทก์ย่อมจะต้องถูกผูกพันตามคำแถลงของตน จึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่จำเลยวางศาลใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีก.
- ฎีกาที่ 144/2530
กรณีจำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนและไม่มีเหตุผลให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น ศาลจะต้องสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 แล้วจึงจะทำการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบตามข้ออ้างและข้อต่อสู้ ให้นัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ชี้ลงไปว่าเป็นเรื่องขาดนัดพิจารณา จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้แม้จะไม่ได้โต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไว้ และศาลฎีกาย่อมให้มีการพิจารณาใหม่.
- ฎีกาที่ 144/2530
กรณีจำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนและไม่มีเหตุผลให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น ศาลจะต้องสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 แล้วจึงจะทำการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบตามข้ออ้างและข้อต่อสู้ ให้นัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ชี้ลงไปว่าเป็นเรื่องขาดนัดพิจารณา จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาได้แม้จะไม่ได้โต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไว้ และศาลฎีกาย่อมให้มีการพิจารณาใหม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:144/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรา ชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31,38 ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270,32,33 ฯลฯ เรียงกระทงลงโทษ ปรับกระทงละ 1,000 บาท รวมปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,000 บาท ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักฐานใช้เครื่องชั่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ประกอบมาตรา 90 จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 เดือน 15 วัน โดยไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 16) คำสั่ง คดีนี้ ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรจะได้พิจารณาฎีกาของจำเลยประกอบเสียก่อน แต่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีเหตุจะพิจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1440/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,15,66,102ฯลฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างฎีกา (อันดับ 92,91 แผ่นที่ 2) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของทนายจำเลยที่ 1(อันดับ 98,97) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1441/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา และเพิ่งทราบว่าจำเลยได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2528 โดยนายละมูล เกิดบ้านไทร บุตรของจำเลยได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลได้มีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยแล้ว จึงขอศาลได้โปรดหมายเรียกนายละมูลเกิดบ้านไทร ในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลย (น่าจะเป็นทนายของนายละมูล เกิดบ้านไทร)แถลงว่า นายละมูล เกิดบ้านไทร เต็มใจเข้าดำเนินคดีแทน (อันดับ 76)โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 327,304.96 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 230,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 68 แผ่นที่ 2) ทนายโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 73 แผ่นที่ 2) โดยศาลชั้นต้นได้นัดสอบถามแล้วจึงให้รวบรวมสำนวนส่งศาลฎีกา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1442/2530
ความว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าผู้ร้องตกลงกับจำเลยได้โดยฝ่ายจำเลยยอมชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้ร้องเป็นจำนวน 20,000 บาท ผู้ร้องได้รับเงินครบถ้วนแล้ว และไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีนี้ หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 63) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,341และขอให้สั่งให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 20,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80,341 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 20,000 บาทแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 53,55) ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษา(อันดับ 61) ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 63) …
- ฎีกาที่ 1444/2530
ครั้งแรกผู้เสียหายถูกพวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในสวนปาล์มโดยจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย หลังจากผู้เสียหายนุ่งกางเกงและเดินมาถึงถนนข้างสวนปาล์มจึงพบกับจำเลย จำเลยได้กอดและลากพาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราที่ข้างจอมปลวกใหญ่ในป่าหญ้าคา ดังนี้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่างสถานที่ ต่างเวลาและขาดตอนจากการที่พวกของจำเลยกระทำในครั้งแรก จึงหาใช่เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตาม ป.อ.มาตรา 276 วรรคสองไม่ คงเป็นความผิดตามมาตรา276 วรรคหนึ่งและ มาตรา 278 เท่านั้น จำเลยกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุด เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ. …
- ฎีกาที่ 1444/2530
ครั้งแรกผู้เสียหายถูกพวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในสวนปาล์มโดยจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย หลังจากผู้เสียหายนุ่งกางเกง และเดินมาถึงถนนข้างสวนปาล์มจึงพบกับจำเลย จำเลยได้กอดและลากพาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราที่ข้างจอมปลวกใหญ่ในป่าหญ้าคาดังนี้ จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่างสถานที่ ต่างเวลาและขาดตอนจากการที่พวกของจำเลยกระทำในครั้งแรก จึงหาใช่เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสองไม่ คงเป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่งและมาตรา 278 เท่านั้น จำเลยกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุใด เหตุหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ผู้เสียหายมีสิทธิถอน คำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุด เมื่อผู้เสียหายถอน คำร้องทุกข์ในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป. …