ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 20 จาก 169
- ฎีกาที่ 1422/2530
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตกัญชาโดยปลูกกัญชาจำนวน 32 ต้นเพื่อจำหน่ายกับมีกัญชาจำนวนดังกล่าวและกัญชาแห้งอีก 1 ถุง ใหญ่และ 2 ถุง เล็กไว้ในครอบครอง ดังนี้ต้องถือว่ากัญชาแห้งดังกล่าวเป็นกัญชาอีกส่วนหนึ่งที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปลูกกัญชา 32 ต้น แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยในส่วนนี้เป็นความผิดอีกกรรมหรือต่างหาก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1422/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบมาตรา 340 ตรี ฯลฯ จำคุกคนละ 15 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 100,99) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราว โดยตีราคาประกัน250,000 บาท (อันดับ 73) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1423/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 จำคุก 10 ปี จำเลยเบิกความรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 72) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 249,000 บาท (อันดับ 65 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1424/2530
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก,279 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนัก ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 80 ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 4 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง กรณีเป็นการแก้บทลงโทษและกำหนดโทษแม้จะเป็นการแก้ไขมากแต่การที่ศาลทั้งสองเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง มิใช่การลงโทษ ถือมิได้ว่าศาลทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 1 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเ …
- ฎีกาที่ 1424/2530
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษ แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กมิใช่การลงโทษจึงถือมิได้ว่าศาลทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 1 ปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219.
- ฎีกาที่ 1424/2530
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนัก ลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบกับมาตรา 80 ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 4 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง กรณีเป็นการแก้บทลงโทษและกำหนดโทษแม้จะเป็นการแก้ไขมากแต่การที่ศาลทั้งสองเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง มิใช่การลงโทษ ถือมิได้ว่าศาลทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 1 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กแล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1424/2530
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาในข้อ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ซึ่งประเด็นนี้จำเลยอุทธรณ์ไว้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยฎีกาในข้อ 3 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกัน จำเลยต่อสู้มาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ฎีกาในข้อ 4เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า บันทึกประจำวันเอกสารหมาย จ.3ไม่ถูกต้องสมบูรณ์เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จำเลยลงชื่อโดยไม่อ่านให้ฟัง และหลอกลวงจำเลยว่าเป็นเรื่องถอนคำร้องทุกข์ซึ่งจำเลยนำสืบปฏิเสธความสมบูรณ์ของเอกสาร แต่โจทก์ผู้กล่าวอ้างไม่นำสืบให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของเอกสาร ไม่นำผู้ทำเอกสารม …
- ฎีกาที่ 1425/2530
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติเปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรสำหรับเงินได้รายรับที่มีอยู่ก่อนปีภาษี 2527 หรือในปีภาษี 2527หรือในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม2527 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2529จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2529เป็นระยะเวลา 6 เดือน หากผู้ใดยื่นคำขอเสียภาษีภายในเวลาดังกล่าวและได้ชำระภาษีอากรภายในระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดนั้นแล้ว ก็เป็นอันได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบไต่สวน การประเมินหรือคำสั่งให้เสียภาษีอากร ตลอดจนได้รับยกเว้นความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากรความตอนท้ายของบทบัญญัติมาตรานี้บัญญัติยกเว้นไว้ว่าถ้าผู้ใดที่ยังไม่ได้เสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูร …
- ฎีกาที่ 1425/2530
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติเปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรสำหรับเงินได้ รายรับที่มีอยู่ก่อนปีภาษี 2527 หรือในปีภาษี 2527 หรือในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม 2527 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2529 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2529 เป็นระยะเวลา 6 เดือน หากผู้ใดยื่นคำขอเสียภาษีภายในเวลาดังกล่าวและได้ชำระภาษีอากรภายในระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดนั้นแล้ว ก็เป็นอันได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบไต่สวน การประเมินหรือคำสั่งให้เสียภาษีอากร ตลอดจนได้รับยกเว้นความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากรความตอนท้ายของบทบัญญัติมาตรานี้บัญญัติยกเว้นไว้ว่าถ้าผู้ใดที่ยังไม่ได้เสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1425/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล มีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 127แผ่นที่ 3,127) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 60,000 บาท (อันดับ 84 แผ่นที่ 2) คำสั่ง ศาลฎีกาสั่งไม่รับฎีกาจำเลยแล้วตามค …
- ฎีกาที่ 1426/2530
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 10 บัญญัติว่าบรรดาค่าภาษีนั้นให้เก็บตามบทพระราชบัญญัติและตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร นั่นก็คือ เก็บภาษีอากรตามราคาตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 มาตรา 8(2) และราคาหรือราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ตามวิเคราะห์ศัพท์ในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2468 มาตรา 2 หมายถึง ราคาขายส่งหรือราคาที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ การที่จำเลยสั่งชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงราคาในใบขนตามราคาที่สั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งจะต่ำกว่าราคาอะไหล่ประมาณร้อยละ 75 ราคาที่จำเลยแสดงในใบขนจึงเป็นราคาส่งหรือราคาสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ จึงถูกต้องตรงตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่เป็นการสำแดงราคาอันเป็นเท็จ เมื่อจำเลยผู้นำเข้าได้สำแดงราคาหรือแสดงราคาอันแท้จริงในท้องตลาด คณะกรรมการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับราคาทางศุลกากรหามีอำนาจที่จะกำหนดให้จำเลยเพิ่มราคาสินค้าที่นำเข …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1427/2530
ความว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาไว้บัดนี้จำเลยไม่ติดใจที่จะขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกา และไม่ติดใจที่จะฎีกาด้วย โปรดออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264,265,268,83,91,33 ฯลฯ พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 4,11,12,18,62,81 ฯลฯ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 จำคุก 1 ปี ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง มาตรา 62 จำคุก 3 เดือน ตามมาตรา 81 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก9 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 24 แผ่นที่ 2,24) ศาลฎีกาทำคำสั่งคำร้องเสร็จ และส่งไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2530 ปรากฏว่าก่อนศาลฎีกาส่งคำสั่งคำร้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1428/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341,343,83 จำคุก 5 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 140 แผ่นที่ 2,140) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยตีราคาประกัน 150,000 บาท (อันดับ 132) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ตีราคาค่าประกันสามแสนบาทให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1429/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง,340 ตรี จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 48,47) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 150,000 บาท (อันดับ 67) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:143/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 95) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงิน 747,892.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือนของเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ 17 มีนาคม 2526 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะอนุมัติให้จ่ายเงินคืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 93,92) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 85) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1430/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิ ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,91 ฯลฯ ลงโทษฐานมีอาวุธปืน จำคุก2 ปี ปรับ 8,000 บาท ฐานพกพาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี ปรับ 12,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือนปรับ 6,000 บาท ฯลฯ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 3 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปีฐานพา จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ไม่ปรับ ไม่คุมประพฤติและไม่รอการลงโทษ ฯลฯ จำเลยฎีกา (อันดับ 41) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1431/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยมีความประสงค์ขอถอนฎีกาเพื่อขอรับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสุราพ.ศ. 2493 มาตรา 4,5,12,30,31,44,45,23 ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฯลฯ จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ฐานมีสุรากลั่นปรับ 500 บาท ฐานทำสุรากลั่นจำคุก 1 เดือนฐานทำการเปลี่ยนแปลงน้ำสุราตามมาตรา 23 โจทก์บรรยายฟ้องรวมกับฐานทำสุราในข้อ (ก) เป็นความผิดกรรมเดียว ศาลได้ลงโทษฐานทำสุรากลั่นตามมาตรา 30 ซึ่งเป็นบทหนักไปแล้วเช่นกันกับความผิดตามมาตรา 12 ที่โจทก์อ้างมาในคำขอให้ลงโทษอันเป็นความผิดฐานใช้สุราทำของสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เป็นกรรมเดียวกับฐานทำสุรากลั่นตามฟ้องข้อ (ก) กับลงโทษตามมาตรา 30 บทหนักแล้วจึงไม่ลงให้อีกความผิดฐานนำออกแสดงเพื่อขายสุราที่ทำขึ้น ปรับ 2,500 บาท ฐานนำแสตมป์สุราที่ใช้แ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1432/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวไว้บัดนี้จำเลยไม่ประสงค์จะขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาและไม่ฎีกา โดยให้คดีถึงที่สุดชั้นศาลอุทธรณ์ เพื่อจำเลยจะได้รับประโยชน์เกี่ยวกับการอภัยโทษที่จะมีขึ้น จึงขอถอนคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนั้นเสีย โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 จำนวน 95 กรรม เรียงกรรมลงโทษ จำคุกกรรมละ 1 เดือนรวมจำคุก 95 เดือน จำเลยให้การรับว่าได้รับเงินจากผู้ป่วย เขียนและออกใบเสร็จรับเงินเอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในห้าคงจำคุก 76 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 120 แผ่นที่ 2,119,120) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 122 แผ่นที่ 2) คำสั่ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์จะขอให้ปล่อยชั่วคราวตามที่ได้ยื่นไว้แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่ …
- ฎีกาที่ 1433/2530
ความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ตามลักษณะของความผิดจะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น และโดยปกติฟ้องย่อมต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ แต่กฎหมายก็มิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไปเช่นในกรณีที่ไม่อาจทราบตัวเจ้าของทรัพย์ที่แน่นอนได้ คำฟ้องเพียงแต่กล่าวไว้พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์ โดยลักเอากระเป๋าสตางค์1 ใบ ราคา 50 บาท เงินสด 370 บาท .....ของหญิงไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 35 ปี ผู้เสียหายไปโดยทุจริต.....เป็นการบรรยายฟ้องที่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วคงขาดแต่ชื่อเจ้าของทรัพย์เท่านั้นแต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจว่าทรัพย์ที่จำเลยลักเอาไปเป็นของผู้อื่น มิใช่เป็นทรัพย์ของจำเลยหรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ ดังนี้ ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ระบุข้อเท …
- ฎีกาที่ 1433/2530
ความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ตามลักษณะของความผิดจะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น และโดยปกติฟ้องย่อมต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ แต่กฎหมายก็มิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไปเช่นในกรณีที่ไม่อาจทราบตัวเจ้าของทรัพย์ที่แน่นอนได้ คำฟ้องเพียงแต่กล่าวไว้พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์ โดยลักเอากระเป๋าสตางค์1 ใบ ราคา 50 บาท เงินสด 370 บาท .....ของหญิงไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 35 ปี ผู้เสียหายไปโดยทุจริต.....เป็นการบรรยายฟ้องที่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วคงขาดแต่ชื่อเจ้าของทรัพย์เท่านั้นแต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจว่าทรัพย์ที่จำเลยลักเอาไปเป็นของผู้อื่น มิใช่เป็นทรัพย์ของจำเลยหรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ ดังนี้ ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ระบุข้อเท …