ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 25 จาก 169
- ฎีกาที่ 1489/2530
ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรและผู้บัญชาการตำรวจภูธรต่างมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการทางวินัยต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้ บังคับบัญชา ฉะนั้นหากข้อความในหนังสือที่จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ดังกล่าวเป็นเท็จจำเลยย่อมมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ.มาตรา 137 การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173,174 ผู้แจ้งจะต้องมีเจตนาที่จะให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทางอาญา แต่การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์นั้นเห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ มิได้เจตนาที่จะให้ดำเนินการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 173,174.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:149/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธปืนยิงจริงเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลย 10 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 108,107) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 83) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน500,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1491/2530
จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิง และจำเลยที่ 2 ใช้มีดฟัน ม.ผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วเอาเงินสดจากตัวผู้ตายพากันหลบหนีไป แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำไปโดยประสงค์จะชิงทรัพย์ของผู้ตายก็ตามแต่ในขณะเดียวกันจำเลยทั้งสองก็มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยทั้งสองได้กระทำการชิงทรัพย์ เพื่อปกปิดความผิดฐานชิงทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(7) อีกบทหนึ่งและต้องใช้กฎหมายบทนี้ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตามมาตรา 90.
- ฎีกาที่ 1491/2530
จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ผู้ตาย และในการชิงทรัพย์นี้จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิง จำเลยที่ 2 ใช้มีดฟันผู้ตาย แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำไปโดยประสงค์จะชิงทรัพย์ของผู้ตายก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันจำเลยทั้งสองก็มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตาย เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยทั้งสองได้กระทำการชิงทรัพย์เพื่อปกปิดความผิดฐานชิงทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไว้ตาม ป.อ. มาตรา 289(7)อีกบทหนึ่งด้วย.
- ฎีกาที่ 1491/2530
จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิง และจำเลยที่ 2 ใช้มีดฟัน ม.ผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วเอาเงินสดจากตัวผู้ตายพากันหลบหนีไป แม้จำเลยทั้งสองจะกระทำไปโดยประสงค์จะชิงทรัพย์ของผู้ตายก็ตามแต่ในขณะเดียวกันจำเลยทั้งสองก็มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยทั้งสองได้กระทำการชิงทรัพย์ เพื่อปกปิดความผิดฐานชิงทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) อีกบทหนึ่งและต้องใช้กฎหมายบทนี้ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตามมาตรา 90.
- ฎีกาที่ 1496/2530
การขนส่งทางทะเลซึ่งมีลักษณะการส่งของเป็นตู้คอนเทนเนอร์และภายในบรรจุสินค้าไว้และใบตราส่งระบุข้อความว่า 'ผู้ส่งเป็นผู้บรรจุและนับ'(SHIPPER'SLOADANDCOUNT)นั้น หากว่าตู้คอนเทนเนอร์มาถึงจุดหมายปลายทางในสภาพเรียบร้อยโดยไม่ปรากฏว่ามีการเปิดในระหว่างทางมาก่อน แม้สินค้าจะขาดหายไปผู้ขนส่งก็ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากสินค้ามิได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งของผู้ขนส่ง(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1496/2530
ความว่า เนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงกันได้และโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องว่า จำเลยได้รับคำร้องขอถอนฟ้องแล้วไม่ค้าน (อันดับ 114) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล มีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ระหว่างพิจารณา จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและนัดฟังคำพิพากษา ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้คำให้การที่รับสารภาพ เป็นให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำคุก5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก2 เดือน 15 วัน จำเลยอุทธรณ์คำพิพ …
- ฎีกาที่ 1497/2530
ในการสั่งซื้อสินค้าบริษัทผู้ซื้อที่นิวยอร์คได้ใช้วิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 1 ผู้ขายปฏิบัติผิดเงื่อนไขจึงรับเงินไม่ได้ การไม่ได้รับชำระราคาสินค้าจึงเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์ซึ่งเป็นนายหน้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วน และส่งหลักฐานการขอรับเงินค่านายหน้าต่อจำเลยที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 ออกเช็คให้ เมื่อไม่มีข้อตกลงกันว่าจะไม่จ่ายค่านายหน้าถ้ายังไม่ได้รับชำระราคาสินค้า จำเลยที่ 1ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1497/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,288 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 จำคุก 20 ปี จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 165,164) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 120) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสามแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1498/2530
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และให้โจทก์ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยใน 7 วันโจทก์เพียงมายื่นคำร้องว่าเสมียนทนายไม่ดำเนินการเสียค่าพาหนะและนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายหลังยื่นอุทธรณ์ถึง 2 เดือนเศษทั้งรับว่าได้มอบหมายให้เสมียนทนายดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ แสดงว่า โจทก์ทราบคำสั่งศาลดีแล้วว่าต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยภายใน 7 วันนับแต่วันยื่นอุทธรณ์การที่เสมียนทนายซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ไม่ดำเนินการให้เป็นความบกพร่องของโจทก์เองไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะฟังว่าโจทก์มิได้มีเจตนาทิ้งอุทธรณ์.(ที่มา-เนติ)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1498/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีโอกาสชนะคดีโจทก์ หากโจทก์บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในขณะนี้จะทำให้เกิดความยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกทั้งทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับคดีนั้นต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่อาจทำได้โดยง่าย โจทก์จึงไม่เสียหายหรือเสียเปรียบและหากโจทก์ชนะคดีจำเลยอีกก็ไม่เป็นการยากที่จะบังคับคดีแก่จำเลยโปรดสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของจำเลยไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 53) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 11878ตำบลบางข่า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์ทั้งสองเพื่อไปดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยเท่ากับส่วนของนายสินผู้ตาย คือจำนวน 272.5 ตารางวาตามฟ้องและให้จำเลยแบ่งส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสองให้แก่โจทก์ทั้งสองถ้าแบ่งกันเองไม่ได้ให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1499/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 97) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 16 พระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490 มาตรา 3 พระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ลงโทษปรับรวม 3,529,216 บาท ฯลฯ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 95) จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 97) ไม่ปรากฏใบแต่งท …
- ฎีกาที่ 15/2530
ในวันที่ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ และกำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ศาลได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ไปกรมบังคับคดีเพื่อรอการนำส่งแล้ว ผู้อุทธรณ์ไม่นำส่ง จึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ข้อที่อ้างว่าในทางปฏิบัติอีกฝ่ายจะมารับสำเนาอุทธรณ์จากเจ้าหน้าที่เอง ฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์สั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว.(ที่มา-เนติ)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:15/2530
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ก. ฟ้องโจทก์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ กับฎีกาข้อ 2 ข.ข้อความในการร้องทุกข์เป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายหรือไม่ ฎีกาทั้ง 2ข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงให้รับฎีกา 2 ข้อนี้ไว้พิจารณา ส่วนฎีกาข้อ 2 ค. เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา ไม่รับฎีกาในส่วนนี้ จำเลยที่ 3 เห็นว่าฎีกาข้อ 2 ค. เป็นประเด็นเกี่ยวกับมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 อันจะทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจำเลยที่ 3 ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้วแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญและเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงเท่ากับว่าข้อเท็จจริงในสำนวนยังฟังมาไม่พอ ทำให้จำเลยที่ 3เสียเปรียบในการต่อสู้คดีจำเลยที่ 3 จึงฎีกาตามข้อ 2 ค. เพื่อให้ศาลฎีกาหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นพิจารณ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:150/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15,66,103ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 98,97) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 250,000 บาท (อันดับ 74) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงประกอบกับจำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา เป็นเหตุให้ไม่อาจนำมาประกอบในการใช้ดุลพินิจว่ามีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาหรือไม่จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1500/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ซึ่งฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อกฎหมายประกอบกับฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 39) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ฯลฯ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นเห็นว่า ต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1501/2530
ความว่า จำเลยฎีกา แต่เนื่องจากจำเลยครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์พิพาทตลอดมา หากมีการบังคับตามคำพิพากษาในขณะคดียังไม่ถึงที่สุด จำเลยจะได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่งโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน (อันดับ 79) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ที่ดินอาศัยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 758 เล่ม 8 ข. หน้า 8 เลขที่ดิน 111 ตำบลเปิดอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เรือน 1 หลัง เลขที่ 66 และยุ้งข้าว 1 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นมรดกของนายเต่งมีศรี และตกทอดได้แก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยและบริวารออกจากทรัพย์สินดังกล่าวและห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 71,70) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 62) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้โดยห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1502/2530
ความว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่เนื่องจากโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2530 ผู้ร้องซึ่งเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ (ปรากฏตามเอกสารต่างๆ ที่แนบมาท้ายคำร้องนี้) มีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีต่างโจทก์ผู้ตายต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 4 แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 189) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148,149,157,172,173,174,181,83,84 ฯลฯ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,83 ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไว้พิจารณา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำ …
- ฎีกาที่ 1503/2530
จำเลยทั้งสามและผู้ตายร่วมดื่มสุราจนเมา แล้วผู้ตายพูดท้าทายและไม่ยอมใช้เงินยืมแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่3 จึงเตะและชกผู้ตายล้มลง จำเลยที่ 2 ใช้ไม้กระดานตีที่ตะโพกผู้ตายเพียงทีเดียว หลังจากผู้ตายล้มลงที่พื้นดินแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้จอบฟันผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ดังนี้เป็นเหตุเกิดขึ้นเฉพาะหน้าโดยมิได้คบคิดนัดหมายกันมาก่อนเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดและต่างคนต่างทำ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้จอบฟันผู้ตายนั้น จำเลยที่ 2 ก็มิได้เกี่ยวข้องหรือพูดสนับสนุนซ้ำเติมให้ฆ่าผู้ตาย จำเลยที่2 จึงไม่เป็นตัวการในการฆ่าผู้ตาย ที่จำเลยที่ 2 ใช้ไม้กระดานตีตะโพกผู้เสียหายเพียงทีเดียวเป็นเพียงมีเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1503/2530
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกาไว้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรมและผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปแล้วตามคำร้องฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2530 แต่เนื่องจากคดีนี้มีการตกลงกันได้แล้ว จึงไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 4 แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 189) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148,149,157,172,173,174,181,83,84 ฯลฯ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,83 ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไว้พิจารณาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไว้พิจารณา และให้ศาลชั้นต้ …