ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 24 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1475/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีทางชนะโจทก์ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน โดยขอเสนอหลักประกันในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักประกันในชั้นฎีกาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 210) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 3259/2526 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 3258/2526 โดยเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และเรียกโจทก์ในคดีนี้ว่าจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฯลฯ ให้จำเลยทั้งสอง (ศาลให้เรียกว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2) ร่วมกันชดใช้เงินค้ำประกันซองประกวดราคาจำนวน10,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2521 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ (ศาลให้เรียกว่าจำเลย) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2(จำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีนี้) ร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ย นับแต่วันที่ 21กันยายน 2522 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1476/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา มีมูลที่จะชนะคดีและการที่ศาลอนุญาตให้ทุเลาการบังคับ ไม่ทำให้จำเลยเสียหายเพราะมีธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 210) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 3259/2526 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 3258/2526 โดยเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และเรียกโจทก์ในคดีนี้ว่าจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฯลฯ ให้จำเลยทั้งสอง (ศาลให้เรียกว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2) ร่วมกันชดใช้เงินค้ำประกันซองประกวดราคาจำนวน10,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2521 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ (ศาลให้เรียกว่าจำเลย) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2(จำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีนี้) ร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ย นับแต่วันที่ 21กันยายน 2522 นอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1477/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยที่ 2ไม่ประสงค์จะฎีกาอีกต่อไป ขอถอนฎีกา จึงขอศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาสั่ง หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง สมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี 4 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา (อันดับ 89) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 99) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาได้ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
- ฎีกาที่ 1478/2530
การร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องเป็นการแจ้งความในลักษณะของการกล่าวหาโดยมีเจตนาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี เมื่อบันทึกการแจ้งความมีข้อความแสดงชัดว่าในขณะที่แจ้งโจทก์ไม่มีเจตนาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย ซึ่งถือว่าไม่เป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมาย การที่โจทก์มาฟ้องคดีเองในภายหลัง ก็หามีผลให้คำร้องทุกข์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวกลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่ โจทก์แจ้งความว่า จึงมอบอำนาจให้ผู้แจ้งมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อประสงค์ให้จำเลยได้รับโทษตามกฎหมายและโจทก์ประสงค์ขอรับเช็คของกลางคืนไปเพื่อดำเนินการฟ้องร้องกับจำเลยและผู้เกี่ยวข้องในทางศาลเองต่อไป โดยไม่ขอมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแต่อย่างใด ดังนี้แม้แจ้งความดังกล่าวมีข้อความว่า มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อประสงค์ให้จำเลยรับโทษตามกฎหมาย แต่ก็มีข้อความต่อไปว่าโจทก์ขอรับเช็คคืนเพื่อดำเนินการฟ้องร้องเองจึงเห็นเจตนาของโจทก …
- ฎีกาที่ 1478/2530
การร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องเป็นการแจ้งความในลักษณะของการกล่าวหาโดยมีเจตนาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี เมื่อบันทึกการแจ้งความมีข้อความแสดงชัดว่าในขณะที่แจ้งโจทก์ไม่มีเจตนาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย ซึ่งถือว่าไม่เป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมาย การที่โจทก์มาฟ้องคดีเองในภายหลัง ก็หามีผลให้คำร้องทุกข์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวกลับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่ โจทก์แจ้งความว่า จึงมอบอำนาจให้ผู้แจ้งมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อประสงค์ให้จำเลยได้รับโทษตามกฎหมายและโจทก์ประสงค์ขอรับเช็คของกลางคืนไปเพื่อดำเนินการฟ้องร้องกับจำเลยและผู้เกี่ยวข้องในทางศาลเองต่อไป โดยไม่ขอมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแต่อย่างใด ดังนี้แม้แจ้งความดังกล่าวมีข้อความว่า มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อประสงค์ให้จำเลยรับโทษตามกฎหมาย แต่ก็มีข้อความต่อไปว่าโจทก์ขอรับเช็คคืนเพื่อดำเนินการฟ้องร้องเองจึงเห็นเจตนาของโจทก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1478/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(9) ประกอบด้วยมาตรา336 ทวิ,83 ฯลฯ จำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ซึ่งปรากฏรายละเอียดในการกระทำผิดเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุก 6 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยที่ 2จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 80 แผ่นที่ 2 และแผ่นที่ 1) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 63) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี ไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1479/2530
ความว่า คดีนี้ อยู่ระหว่างศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแต่เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายมรณบัตรแนบท้ายคำร้องนี้ จึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งเรียกนางมยุรีตรีไพศาลภักดี ในฐานะทายาทซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ด้วย หมายเหตุ นางมยุรีตรีไพศาลภักดี ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 96) โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทให้โจทก์และบริวารของโจทก์ผ่านเข้าออกที่ดินของจำเลยได้ตามปกติ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติก็ให้โจทก์มีอำนาจเปิดทางพิพาทได้ด้วยตนเอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2526 ถึงวันฟ้อง 1,200 บาทแก่โจทก์ และค่าเสียหายวันละ 60 บาท จากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยยอมเปิดทางให้โจทก์ผ่านตามเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ 2 ฎีกา (อันดับ 82) ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้อง …
- ฎีกาที่ 148/2530
พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 18 บัญญัติให้พนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายลักษณะอาญา เมื่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วเดินทางยักยอกเงินค่าตั๋วเดินทางที่จำเลยได้รับไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และโดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐพ.ศ. 2502 มาตรา 3 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมายไม่เป็น 'พนักงาน' ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา4 ด้วย ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้เสียให้ถูกต้องได้.
- ฎีกาที่ 148/2530
พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 18 บัญญัติให้พนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายลักษณะอาญา เมื่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วเดินทางยักยอกเงินค่าตั๋วเดินทางที่จำเลยได้รับไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และโดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตามกฎหมายไม่เป็น 'พนักงาน' ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ด้วย ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้เสียให้ถูกต้องได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:148/2530
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339,340 ตรี จำคุก 18 ปี ฯลฯ จำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 46) จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ โดยมีคำร้องประกอบของทนายจำเลย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง (อันดับ 48,47,52) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 54) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 18) คำสั่ง พิเคราะห์พยานหลักฐาน และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1480/2530
โจทก์เรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าโดยทำเป็นใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับใบแจ้งหนี้เป็นรายเดือนทุกเดือน แต่โจทก์ก็ไม่ได้กำหนดวันที่เรียกเก็บไว้แน่นอนว่าจะเรียกเก็บวันใดการส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าก็ไม่มีกำหนดเวลา สุดแล้วแต่โจทก์จะแจ้งให้ทราบกำหนดเวลาชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าจึงแล้วแต่โจทก์จะทวงถาม หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนเมื่อโจทก์ยอมผ่อนผันเวลาให้แก่ลูกหนี้ก็ไม่ทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700.
- ฎีกาที่ 1480/2530
แม้โจทก์จะเรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าเป็นรายเดือนทุกเดือน แต่ก็มิได้กำหนดวันที่เรียกเก็บไว้แน่นอนว่าโจทก์จะเรียกเก็บวันใดการเรียกเก็บโจทก์จะทำเป็นใบแจ้งหนี้ให้ทราบเพื่อให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าชำระภายใน 15 วัน การที่โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าทราบนั้นก็ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนว่าเป็นวันใด สุดแล้วแต่โจทก์จะแจ้งให้ทราบกำหนดเวลาชำระหนี้จึงแล้วแต่โจทก์จะทวงถามถือไม่ได้ว่าเป็นหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนตาม ป.พ.พ.มาตรา 700 แม้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ก็หาทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่.
- ฎีกาที่ 1480/2530
โจทก์เรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าโดยทำเป็นใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับใบแจ้งหนี้เป็นรายเดือนทุกเดือน แต่โจทก์ก็ไม่ได้กำหนดวันที่เรียกเก็บไว้แน่นอนว่าจะเรียกเก็บวันใดการส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ใช้กระแสไฟฟ้าก็ไม่มีกำหนดเวลา สุดแล้วแต่โจทก์จะแจ้งให้ทราบ กำหนดเวลาชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าจึงแล้วแต่โจทก์จะทวงถาม หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนเมื่อโจทก์ยอมผ่อนผันเวลาให้แก่ลูกหนี้ก็ไม่ทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1480/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 127) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 492,223.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงิน 393,359.40 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 393,359.40 บาทให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2523 จนกว่าจะชำระเสร็จ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน715,800.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลย โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 153,152) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าโจทก์หาประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1481/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 77) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน96,600 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2525 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75,74) จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยทนายจำเลยได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์สาขาตลาดน้อย มาวางเป็นประกันและธนาคารดังกล่าวได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 54,59,61) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1482-1495/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ บัดนี้โจทก์และจำเลยตกลงกันได้แล้ว โดยบรรดาโจทก์ยินดียอมรับเงินค่าแรงในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วัน ตามกฎหมาย และจำเลยยินดีชำระเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีในชั้นบังคับคดีอีกต่อไป จำเลยจึงขอถอนอุทธรณ์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้ลงชื่อในคำร้องขอถอนอุทธรณ์ด้วยแล้ว(อันดับ 27) คดีทั้ง 14 สำนวนนี้ จำเลยเป็นบุคคลรายเดียวกัน ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอื่นอีก 11 สำนวน ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 9 จำนวน 2,191.50 บาท,2,678.50 บาท,4,502 บาท,2,435 บาท,2,435 บาท,2,435 บาท,2,922 บาท และ 2,678.50 บาทตามลำดับ และให้ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 21 ถึงโจทก์ที่ 25 คนละ3,404 บาท ส่วนคำขออื่นและโจทก์คดีอื่นได้ถอนคำขอไปหมดแล้วให้จำหน่ายคดี จำเลยอุทธรณ์ และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 23,27) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ …
- ฎีกาที่ 1486/2530
โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า โจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองเครื่องโทรศัพท์ จำเลยซึ่งเป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยนำความเท็จไปแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยว่าโจทก์ค้างชำระค่าเช่าโทรศัพท์ขอให้ระงับการใช้โทรศัพท์ของโจทก์ ผู้บังคับบัญชาของจำเลยหลงเชื่อ อนุมัติให้ระงับการใช้โทรศัพท์ จนโจทก์ต้องนำเงินไปชำระให้แก่จำเลยดังนี้ตามคำบรรยายฟ้องหาเป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ศาลต้องยกฟ้อง.
- ฎีกาที่ 1486/2530
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองเครื่องโทรศัพท์จำเลยซึ่งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้นำความเท็จไปแจ้งผู้บังคับบัญชาจำเลยว่า โจทก์ค้างชำระค่าเช่าโทรศัพท์ขอให้ระงับการใช้โทรศัพท์ของโจทก์ ผู้บังคับบัญชาของจำเลยหลงเชื่อจึงอนุมัติให้ระงับการใช้โทรศัพท์จนโจทก์ต้องนำเงินไปชำระให้แก่จำเลยเช่นนี้คำบรรยายฟ้องดังกล่าวหาเข้าลักษณะเป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 309 ไม่ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำให้โจทก์กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของโจทก์ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ตามที่กฎหมายระบุไว้เลย ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้.
- ฎีกาที่ 1487/2530
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าอย่างไร และว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตนั้น มีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและตามทางไต่สวนมูลฟ้องที่โจทก์นำสืบ คำสั่งดังกล่าวจึงปรากฏข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(5)แล้ว คำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่แสดงถ้อยคำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการกองสารวัตรอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยละเอียด ย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า กระทรวงสาธารณสุขต้นสังกัดของจำเลยดำเนินการเกี่ยวแก่การโฆษณาขายรองเท้าสุขภาพของโจทก์ไปแล้วประการใดและมีความเห็นว่าการโฆษณาของโจทก์เกี่ยวแก่พระราชบัญญัติยาเป็นประการใดโดยฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งได้กระทำไปแล้ว ศาลชั้นต …
- ฎีกาที่ 1489/2530
ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรและผู้บัญชาการตำรวจภูธรต่างมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการทางวินัยต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ฉะนั้น หากข้อความในหนังสือที่จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ดังกล่าวเป็นเท็จ จำเลยย่อมมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137(อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2518) การที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173,174 ผู้แจ้งจะต้องมีเจตนาที่จะให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในทางอาญา แต่การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์นั้นเห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ มิได้เจตนาที่จะให้ดำเนินการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญาการกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173,174.