ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 6 จาก 169
- ฎีกาที่ 1223/2530
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ข้อ 1บัญญัติไว้ว่าให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น (3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ปรากฏว่าโจทก์เกิดในประเทศไทยและเป็นบุตรของนาง ต.คนสัญชาติไทยกับนายค. คนสัญชาติญวนบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เช่นนี้โจทก์ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตาม พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(3) และเป็นผู้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวที่จะถูกถอนสัญชาติไทยเนื่องจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้นเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำว่า 'บิดาเป็นคนต่างด้าว' ตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวหมายความถึงบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่ …
- ฎีกาที่ 1225-1235/2530
โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานจังหวัดเพื่อขอให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยขอให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชย ต่อมาโจทก์จำเลยทำบันทึกตกลงว่าโจทก์จะขอรับเพียงเงินค่าจ้างที่ตกค้าง และจะไม่ติดใจเอาความแต่อย่างใดอีกนั้น บันทึกข้อตกลงนี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลบังคับเพียงว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าล่วงเวลาเท่านั้น ส่วนค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันไม่อาจตกลงแก้ไขให้ผิดแผกแตกต่างเป็นประการอื่นได้ ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กำหนดว่าโจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจากจำเลยได้นั้น จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งแ …
- ฎีกาที่ 123/2530
ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติฝิ่น พุทธศักราช 2472 โดยบัญญติให้ฝิ่นหรือมูลฝิ่นเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และมาตรา 17 บัญญัติห้ามมิให้มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครอง หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 69 ซึ่งมีโทษเบากว่าโทษฐานมีมูลฝิ่นไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติฝิ่น พุทธศักราช 2472 อันเป็นกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำผิด แตกต่างกับกฎหมายซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำผิดเป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3.
- ฎีกาที่ 123/2530
ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ. ฝิ่นพุทธศักราช 2472 โดยบัญญัติให้ฝิ่นหรือมูลฝิ่นเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และมาตรา 17บัญญัติห้ามมิให้มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครอง หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 69 ซึ่งมีโทษเบากว่าโทษฐานมีมูลฝิ่นไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ. ฝิ่น พุทธศักราช 2472 อันเป็นกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำผิด แตก ต่างกับกฎหมายซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำผิดเป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 69 ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3.
- ฎีกาที่ 123/2530
ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติฝิ่น พุทธศักราช 2472 โดยบัญญัติให้ฝิ่นหรือมูลฝิ่นเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และมาตรา 17 บัญญัติห้ามมิให้มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครอง หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 69 ซึ่งมีโทษเบากว่าโทษฐานมีมูลฝิ่นไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติฝิ่น พุทธศักราช 2472 อันเป็นกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำผิด แตกต่างกับกฎหมายซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำผิดเป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
- ฎีกาที่ 124/2530
จำเลยเพียงแต่รับเฮโรอีนจาก ส. แล้วมาจำหน่ายต่อให้สายลับทันที มิได้ยึดถือเฮโรอีนไว้โดยเจตนายึดถือเพื่อตน จึงไม่ผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง.
- ฎีกาที่ 124/2530
จำเลยเพียงแต่รับเฮโรอีนจาก ส. แล้วมาจำหน่ายต่อให้สายลับทันที มิได้ยึดถือเฮโรอีนไว้โดยเจตนายึดถือเพื่อตน จึงไม่ผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง
- ฎีกาที่ 1241/2530
อำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่าพยานที่นำมาสืบแล้วเป็น อันเพียงพอยุติได้หรือไม่เป็นอำนาจของศาล เมื่อศาลวินิจฉัย ว่าพยานที่นำสืบมาเพียงพอยุติได้แล้ว การที่จำเลยฎีกาว่า ยังไม่ควรยุติเพราะหากศาลเปิดโอกาสให้จำเลยสืบพยานอีก ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ก็จะกระจ่ายชัดขึ้น ทำให้การวินิจฉัยคดี จะได้รับความยุติธรรม จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
- ฎีกาที่ 1241/2530
อำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่าพยานที่นำมาสืบแล้วเป็น อันเพียงพอยุติได้หรือไม่เป็นอำนาจของศาล เมื่อศาลวินิจฉัย ว่าพยานที่นำสืบมาเพียงพอยุติได้แล้ว การที่จำเลยฎีกาว่า ยังไม่ควรยุติเพราะหากศาลเปิดโอกาสให้จำเลยสืบพยานอีก ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ก็จะกระจ่ายชัดขึ้น ทำให้การวินิจฉัยคดี จะได้รับความยุติธรรม จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1242/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 คงยกฟ้องเช่นเดิมและโจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 2 และ 3 รับผิดมาแต่ปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ตามมาตรา 248 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์เห็นว่า แม้คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเพียง 26,952.51 บาทแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์เป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248อีกทั้งปัญหาว่า โจทก์จะต้องนำสืบถึงเงื่อนไขในการรับผิดของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ด้วย หมายเหตุ จำเลยที่ 2 ที่ 3 แถลงคัดค้าน (อันดับ 140,141) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1243/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 170) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 236,269.80 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2523 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนแต่ไม่เกินจำนวน200,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 161,164) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยนางฮั่วจูแซ่ฮ้อ นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)1 ฉบับ และสลากออมสินพิเศษของตน รวมมูลค่า 307,000 บาทและนายไพฑูรย์จึงสมานุกูล นำสลากออมสินพิเศษของตนจำนวน10,000 บาท วางไว้เป็นหลักประกันและร่วมกันทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 136,141) คำสั่ง พิเคราะห์แล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1244/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 116) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามฟ้องให้โจทก์โดยแบ่งจากจุดกึ่งกลางด้านติดกับถนนสาธารณะด้านทิศใต้ไปจนจดทางด้านทิศเหนือ โดยให้ได้คนละครึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันคนละครึ่งหากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 108,107) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 75) คำสั่ง อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ แต่ห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1245/2530
ความว่า จำเลยฎีกา แต่เนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของจำเลย ไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างมีอยู่ และไม่สามารถยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นได้เนื่องจากพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบเพิ่มเติม เพราะศาลชั้นต้นได้พิจารณาหรือวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็น จำเลยจึงขออ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามบัญชีพยานเพิ่มเติมท้ายคำร้อง และขอนำพยานตามบัญชีพยานดังกล่าวมาสืบเพิ่มเติมเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามฟ้องให้โจทก์โดยแบ่งจากจุดกึ่งกลางด้านติดกับถนนสาธารณะด้านทิศใต้ไปจนจดทางด้านทิศเหนือ โดยให้ได้คนละครึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินตามฟ้องออกขายทอดต …
- ฎีกาที่ 1246/2530
การจัดบริการนำเที่ยวโดยวิธีขายบัตรนำเที่ยว ไม่ว่าโจทก์ขายบัตรนำเที่ยวให้แก่สำนักงานท่องเที่ยวหรือเป็นเรื่องสำนักงานท่องเที่ยวทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนโจทก์ในการขายบัตรนำเที่ยว โจทก์ก็จะต้องจ่ายผลประโยชน์ให้แก่สำนักงานท่องเที่ยวผลประโยชน์ซึ่งได้แก่ผลต่างของราคาในบัตรนำเที่ยวกับราคาที่โจทก์คิดกับสำนักงานท่องเที่ยวก็คือค่าใช้จ่ายในการขายบัตรนำเที่ยวของโจทก์ ราคาตามบัตรนำเที่ยวจึงเป็นส่วนที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับต้องถือว่าเป็นรายรับของโจทก์ทั้งหมดตามความในมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องคำนวณรายรับของโจทก์ตามความเป็นจริงที่ปรากฏราคาในบัตรนำเที่ยว จะคำนวณรายรับจากราคาที่คิดจากสำนักงานท่องเที่ยวไม่ได้.
- ฎีกาที่ 1246/2530
การจัดบริการนำเที่ยวโดยวิธีขายบัตรนำเที่ยว ไม่ว่าโจทก์ขายบัตรนำเที่ยวให้แก่สำนักงานท่องเที่ยวหรือเป็นเรื่องสำนักงานท่องเที่ยวทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนโจทก์ในการขายบัตรนำเที่ยว โจทก์ก็จะต้องจ่ายผลประโยชน์ให้แก่สำนักงานท่องเที่ยวผลประโยชน์ซึ่งได้แก่ผลต่างของราคาในบัตรนำเที่ยวกับราคาที่โจทก์คิดกับสำนักงานท่องเที่ยวก็คือค่าใช้จ่ายในการขายบัตรนำเที่ยวของโจทก์ ราคาตามบัตรนำเที่ยวจึงเป็นส่วนที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับต้องถือว่าเป็นรายรับของโจทก์ทั้งหมดตามความใน มาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องคำนวณรายรับของโจทก์ตามความเป็นจริงที่ปรากฏราคาในบัตรนำเที่ยว จะคำนวณรายรับจากราคาที่คิดจากสำนักงานท่องเที่ยวไม่ได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1246/2530
ความว่า คดีนี้ นายประวิทย์เตียสุวรรณ์ ร้องขอคืนของกลางและศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ปรากฏว่านายประวิทย์เตียสุวรรณ์ได้ถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2529ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงแจ้งให้ศาลทราบในฐานะที่เป็นทายาท หมายเหตุ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 64) สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ได้ร่วมกันเล่นการพนันสนุกเกอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจำเลยที่ 1เป็นเจ้าสำนัก ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4,5,6,10,12,15 ฯลฯ และขอให้สั่งริบโต๊ะบิลเลียด 3 โต๊ะ ลูกบิลเลียดสีต่าง ๆ 36 ลูก ไม้คิวสำหรับแทง8 อัน ชอล์กฝนหัวคิว3อันเงินสด200บาทกระดานดำพร้อมชอล์ก3 ชุด ซึ่งเป็นของกลาง ฯลฯ และศาลชั้นต้นพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 600 บาท ฐานเป็นเจ้าของสำนักส่วนจำเลยนอกนั้น …
- ฎีกาที่ 1247/2530
จำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 ปี โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายลอบยิงบิดาของแต่ละฝ่าย แต่ก็เป็นเวลาล่วงเลยมานานแล้ว เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยได้วางแผนตระเตรียมการหรือหาโอกาสฆ่าผู้ตาย มาก่อน กรณีอาจเป็นได้ว่าในเวลาเกิดเหตุจำเลยพบผู้ตายแล้วเกิดความเคียดแค้นขึ้นในขณะนั้นจึงได้ยิงผู้ตายยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- ฎีกาที่ 1247/2530
จำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 ปี โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายลอบยิงบิดาของแต่ละฝ่าย แต่ก็เป็นเวลาล่วงเลยมานานแล้ว เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยได้วางแผนตระเตรียมการหรือหาโอกาสฆ่าผู้ตาย มาก่อน กรณีอาจเป็นได้ว่าในเวลาเกิดเหตุจำเลยพบผู้ตายแล้วเกิดความเคียดแค้นขึ้นในขณะนั้นจึงได้ยิงผู้ตายยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1247/2530
ความว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฎีกา มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 148 แผ่นที่ 2,147) โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 255,594.20 บาทแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ในต้นเงิน 200,000 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ 4356,4360 ตำบลแจระแม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ 1และที่ 2 ต่างยื่นคำให้การ และเฉพาะจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนวน 652,264.59 บาท พร้อ …
- ฎีกาที่ 1248/2530
ผู้ร้องเป็นภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แต่เป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์มรดก ส่วนผู้คัดค้านเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วแต่มิได้ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกับผู้ร้อง ถ้าให้ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแล้วมีปัญหาขัดแย้งก็จะไม่อาจถือเอาเสียงข้างมากในการทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกได้ ดังนั้น การให้ผู้ร้องซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงฝ่ายเดียวจึงเหมาะสมกว่า.(ที่มา-เนติ)