ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 7 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1248-1251/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้จะพิจารณาได้ความตามที่โจทก์ฎีกาก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ไร้สาระ จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งมีข้อเท็จจริงอันเดียวกันศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีหลังน่าจะต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีก่อนมาประกอบการพิจารณาคดีหลังด้วยจึงจะชอบด้วยวิธีพิจารณาเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญควรจะได้รับการวินิจฉัยโดยศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องโดยวิธีปิดหมาย (อันดับ 116แผ่นที่ 3) คดีทั้งสี่สำนวนนี้ โจทก์จำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลชั้นต …
- ฎีกาที่ 1250/2530
จำเลยเอาน้ำมันดีเซลไปจากโจทก์ 4 ครั้งรวมจำนวน 5,026.45 ลิตรคิดราคาเป็นเงิน 35,738.06 บาท โดยสัญญาว่าจะนำมาคืนให้ภายในเวลาที่กำหนด เป็นเรื่องการยืมใช้สิ้นเปลืองในทางแพ่งกรรมสิทธิ์ในน้ำมันเป็นของจำเลยแล้ว แม้จำเลยไม่คืนให้ตามกำหนด การกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1252/2530
แม้หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้จะขาดอายุความแต่ลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพความรับผิด โดยเจ้าหนี้มอบอำนาจให้ น. เป็นตัวแทนทำขึ้นกับลูกหนี้และลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วน หนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ฟ้องบังคับกันได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ขาดอายุความหาได้ไม่.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 1252/2530
แม้หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้จะขาดอายุความแต่ลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพความรับผิด โดยเจ้าหนี้มอบอำนาจให้ น. เป็นตัวแทนทำขึ้นกับลูกหนี้และลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้บางส่วนหนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ฟ้องบังคับกันได้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอ้างว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ขาดอายุความหาได้ไม่.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1252/2530
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 2.1 เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้าม รับอุทธรณ์เฉพาะข้อ 2.2 จำเลยเห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบ เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนต่อกฎหมายขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลแรงงานกลางและให้รับอุทธรณ์ ข้อ 2.1 ของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 69) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างค้างจ่าย รวม 80,000 บาทให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (12 กุมภาพันธ์2530) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ คำขอของโจทก์นอกนั้นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว(อันดับ 56) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 62) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว จำเลยอุทธ …
- ฎีกาที่ 1253/2530
ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยเลื่อนสืบ ส. พยานจำเลยมา 2 นัดแล้ว นัดแรกที่ขอเลื่อนจำเลยแถลงรับรองว่าถ้า ไม่ได้พยานปากนี้มาสืบก็ให้ศาลตัดพยานปากนี้ได้ ในนัดที่สามจำเลยควรนำ ส. มาสืบให้ได้ จำเลยกลับบอก ส. ให้ระงับไม่ต้องมาศาล ที่จำเลยอ้างว่ากำลังเจรจาขอลดดอกเบี้ยกับโจทก์อยู่นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องให้กรรมการของโจทก์พิจารณาเสียก่อนและมีผลเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พฤติการณ์จำเลยส่อไปในทางที่จะประวิงคดีให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีไปสืบ ส. และถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป จึงชอบแล้ว จำเลยมีหนังสือนัดหมายโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ แต่หนี้ที่ระบุในหนังสือดังกล่าวไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่จะต้องชำระให้โจทก์โจทก์ย่อมปฏิเสธที่จะไม่รับชำระหนี้ได้และไม่ถือว่าโจทก์ตก เป็นผู้ผิดนัด จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องส่วนที่เป็นดอกเบี้ย จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตาม …
- ฎีกาที่ 1253/2530
ศาลให้โอกาสจำเลยเลื่อนสืบ ส. พยานจำเลยปากสุดท้ายมา 2 นัด นัดแรกที่ขอเลื่อนจำเลยแถลงรับรองว่าถ้าไม่ได้พยานปากนี้มาสืบก็ให้ศาลตัดพยานปากนี้ได้ ถึงวันนัด ส.ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยเลื่อนสืบพยานปากนี้ต่อไปอีกในนัดที่สามจำเลยบอก ส.ว่าไม่ต้องมาเบิกความที่ศาลโดยอ้างว่ากำลังเจรจาขอลดดอกเบี้ยกับโจทก์ ก็ปรากฏว่า การลดดอกเบี้ยนี้ต้องให้กรรมการของโจทก์พิจารณาเสียก่อน และมีผลเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะไม่นำพยานมาสืบ และมีพฤติการณ์ส่อไปในทางที่จะประวิงคดี ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไปได้ จำเลยมีหนังสือนัดหมายโจทก์ไปทำการไถ่ถอนจำนองและรับชำระหนี้จากจำเลยที่สำนักงานที่ดิน โดยจำเลยจะขอชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่จะต้องชำระให้โจทก์ โจทก์ย่อมปฏิเสธที่จะไม่รับชำระหนี้ดังกล่าวได้ การที่โจทก์ไม่รับชำระหนี้และไปไถ่ถอนจำนองให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1253/2530
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 63) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างค้างจ่าย รวม 80,000 บาทให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (12 กุมภาพันธ์ 2530)เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จคำขอของโจทก์นอกนั้นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 56,57) คำสั่ง ศาลฎีกาได้พิพากษาคดีนี้แล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้อง
- ฎีกาที่ 1254/2530
คำว่า 'ที่ดินรกร้างว่างเปล่า' ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1304(1) ตรงกับคำว่า 'ที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน' ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 การดำเนินการจัดหาที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทำเป็นที่สาธารณะประจำตำบลและหมู่บ้านตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทยถึงคณะกรรมการจังหวัดทุกจังหวัดนั้น จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อไม่ปรากฏว่า ได้มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งมีผลบังคับอยู่ในขณะนั้นแม้จะได้มีการขึ้นทะเบียนที่พิพาทเป็นที่สาธารณะประจำหมู่บ้าน ก็ไม่มีผลให้ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะประจำหมู่บ้านไปได้ โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมา …
- ฎีกาที่ 1254/2530
คำว่า "ที่ดินรกร้างว่างเปล่า" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304(1)ตรงกับคำว่า "ที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน"ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 การดำเนินการจัดหาที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทำเป็นที่สาธารณะประจำตำบล และหมู่บ้านตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทยถึงคณะกรรมการจังหวัดทุกจังหวัดนั้น จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวกล่าวคือต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไม่ปรากฏว่า ได้มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ซึ่งมีผลบังคับอยู่ในขณะนั้นแม้จะได้มีการขึ้นทะเบียนที่พิพาทเป็นที่สาธารณะประจำหมู่บ้าน ก็ไม่มีผลให้ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะประจำหมู่บ้านไปได้ โจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางราชการได้ออกใบเหยียบย่ำใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1254/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา มีหวังชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 69) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงิน 57,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 57,000 บาทนับแต่วันกู้ (วันที่ 29 กรกฎาคม 2525) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ61,60) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันฟังคำสั่งนี้มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1255/2530
ข้อบังคับของจำเลยกำหนดว่า ในกรณีที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานผู้ใดตามกฎหมายแรงงานก็ให้จ่ายเงินค่าชดเชยจากกองทุนบำเหน็จ และผู้ปฏิบัติงานไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้อีก เว้นแต่เงินบำเหน็จที่คำนวณตามข้อบังคับนี้มากกว่าเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ก็ให้จ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่มากกว่านั้นให้แก่ผู้ปฏิบัติงานผู้นั้น ข้อบังคับดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายและใช้บังคับได้แม้จะเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ปฏิบัติงานอยู่บ้าง แต่ความในมาตรา 28 แห่ง พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2520 ก็หาได้บัญญัติห้ามจำเลยที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ แม้โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยมาก่อนวันที่ประกาศใช้ข้อบังคับดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ก่อนวันใช้ข้อบังคับดังกล่าวจำเลยได้เคยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จไว้อันพึงนำมาวินิจฉัยว่าโจทก์เคยมีสิทธิอย่างไร และข้อบังคับ …
- ฎีกาที่ 1255/2530
ข้อบังคับของจำเลยกำหนดว่า ในกรณีที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานผู้ใดตามกฎหมายแรงงานก็ให้จ่ายเงินค่าชดเชยจากกองทุนบำเหน็จ และผู้ปฏิบัติงานไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้อีก เว้นแต่เงินบำเหน็จที่คำนวณตามข้อบังคับนี้มากกว่าเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ก็ให้จ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่มากกว่านั้นให้แก่ผู้ปฏิบัติงานผู้นั้น ข้อบังคับดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายและใช้บังคับได้แม้จะเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ปฏิบัติงานอยู่บ้าง แต่ความในมาตรา 28 แห่ง พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2520 ก็หาได้บัญญัติห้ามจำเลยที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ แม้โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยมาก่อนวันที่ประกาศใช้ข้อบังคับดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ก่อนวันใช้ข้อบังคับดังกล่าวจำเลยได้เคยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จไว้อันพึงนำมาวินิจฉัยว่าโจทก์เคยมีสิทธิอย่างไร และข้อบังคับของจำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1255/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสำหรับค่าเสียหายที่จะต้องนำมาวางเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นยังคลาดเคลื่อนอยู่เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นคนยากจนและได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถามาโดยตลอด จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่จะนำมาวางเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีญาติพี่น้องที่จะให้ความช่วยเหลือได้ ประกอบกับคดีของจำเลยที่ 1 มีทางที่จะชนะ หากจำเลยที่ 1 ต้องออกไปจากทรัพย์ที่พิพาทในระหว่างฎีกา ก็จะทำให้ได้รับความเสียหายมากเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสำหรับค่าเสียหายที่จะต้องนำมาวางเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาด้วย หมา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1256/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ไม่มีเหตุให้ขยายเวลาการวางเงินหรือหลักประกันตามคำร้อง ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นยังคลาดเคลื่อนอยู่เนื่องจากระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 นำหลักประกันมาวางต่อศาลภายใน 15 วันนั้นน้อยเกินไปยากที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนยากจนอนาถาจะจัดหามาได้ทัน จึงขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้น และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกันออกไปในระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสำหรับค่าเสียหายที่จะต้องนำมาวางเป็นหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 189 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากทรัพย์สินพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้องต่อไป และให้จำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1257/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับเป็นอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 1 อ้างว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินหรือหลักประกันในการทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาจึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 195) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากทรัพย์สินพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้องต่อไป และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 8,000 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายนับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2525 เป็นต้นไป ในอัตราเดือนละ 3,500 บาทจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากทรัพย์สินพิพาท จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1258/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฯลฯ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาข้อกฎหมายว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดหรือไม่โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยวิธีปิดหมาย(อันดับ 83 แผ่นที่ 3) โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 80) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 82) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1259/2530
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 77) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน7,130 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2525 อันเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 68,69) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าหากจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินและดอกเบี้ยกำหนด 7 ปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางจนเป็นที่พอใจและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1260/2530
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 66 แผ่นที่ 4) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงิน 166,196.50 บาทแก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยวันละ 8 บาท ของต้นเงิน 40,000 บาทและดอกเบี้ยวันละ 6 บาทของต้นเงิน 30,000 บาท และดอกเบี้ยวันละ 4 บาท ของต้นเงิน 20,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14.6 ต่อปี ของต้นเงิน 35,112.50 บาท ตามลำดับ นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 65,64) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยได้นำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน และได้ทำหนังสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 49,54) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีกเป็นเวลาสองปี มาวางศาลจนเป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1261/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีทางชนะคดีของโจทก์ได้โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 257) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ใหม่ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ถึงแก่มรณะ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่18 กันยายน 2524 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ เงินดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 72,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 5และที่ 6 ร่วมกันคืนเงิน 150,000 บาท ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 4 และจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ต่างฎีกา(อันดับ 245,249) เฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 4 ยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 246) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 ที่ 4 หรือร่วมกับจำ …