ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 13 จาก 173
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1221/2531
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีเหตุผลพอที่จะชนะโจทก์ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 576) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างเดือนละหนึ่งพันบาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2515 ไปจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาเช่าคือวันที่ 31 ธันวาคม 2518 หลังจากนี้แล้วสิทธิและหน้าที่ของโจทก์จำเลยจะมีต่อกันอย่างไรให้ไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,068,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินเดือนละ 11,600 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าถึงวันที่โจทก์เข้าเก็บผลประโยชน์ในตลาดสดเองกับห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับตลาดสดของโจทก์ต่อไป ให้โจทก์รับเงินที่วางศาลคืนได้ โดยไม่ต้องนำเงินมาวางต่อศาลอีก ฯลฯ จำเลยฎีกา และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 528,570) คำส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1222/2531
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา บัดนี้จำเลยทั้งสองไม่ประสงค์จะฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนฎีกาของจำเลยทั้งสองเสีย โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 71) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยทั้งสองและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจำกัดฟาร์มโคนมสุขสำราญจำเลยที่1และนายสถาพร สุขสำราญ จำเลยที่ 2 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 66) คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 71) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ ค่าขึ้นศาลไม่เกินสองร้อยบาทจึงไม่สั่งคืน ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1223/2531
ความว่า คดีนี้ เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว บัดนี้ นายสมพงษ์รวยฟูพันธ์และนายวสันต์ภมรบุตร ซึ่งเป็นผู้เสียหายร่วมกับโจทก์ ได้ยอมความกับจำเลยโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ดังปรากฏตามหนังสือยอมความท้ายคำร้องนี้ ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,353ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 134) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 141) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายยั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1224/2531
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ แต่ฎีกาของจำเลยยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะจำเลยได้พิมพ์ผิดพลาด ตกหล่นในบางถ้อยคำสำนวน จึงขอแก้ไขให้ถูกต้องดังรายละเอียดปรากฏตามคำร้องนี้นอกจากที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วนั้น จำเลยขอไว้คงเดิมทุกประการโปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,353ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 134) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 140 แผ่นที่ 7) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นการขอแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดตกหล่นเล็กน้อยจึงอนุญาต
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1225/2531
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 77) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านหรือโรงเรือนพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเสร็จ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 70,72) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยได้วางเงินสดจำนวน 3,600 บาท ต่อศาลชั้นต้นไว้เป็นประกัน(อันดับ 56,59) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ในส่วนที่ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านหรือโรงเรือนพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างออกไปนั้น ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ ส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนั้น ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นเวลา 4 ปี ม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1226/2531
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 90) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 274,269.57 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ในต้นเงิน200,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 88,87) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน และได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 57,61) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ17.5 ต่อปี ในต้นเงิน 200,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1227-1230/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ 1,3,4 และ 5เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เอกสารหมาย ล.3 เป็นเอกสารที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ จำเลยมีสิทธิตามกฎหมายเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่หรือไม่การทดลองปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 4 ต้องมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 4ทราบหรือไม่ และโจทก์ที่ 4 มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพียงไร เงินค่าน้ำมันที่จ่ายให้โจทก์ที่ 4เป็นค่าจ้างหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 51) คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 แ …
- ฎีกาที่ 123/2531
แม้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินสองแปลงให้จำเลยในสัญญาฉบับเดียวกัน แปลงแรกโฉนดเลขที่ 89385 เป็นชื่อโจทก์ที่ 1 แปลงที่สองโฉนดเลขที่ 89384 เป็นชื่อโจทก์ที่ 2 ในราคา 2,000,000 บาทและ 600,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89385 ให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยยังชำระราคาไม่ครบ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกราคาที่ดินแปลงของโจทก์ที่ 1เช่นนี้ โจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 2 หามีส่วนได้เสียไม่ และไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระราคาที่ดิน โจทก์ที่ 2 จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:123/2531
ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 100) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 รับเงิน 1,200 บาทจากโจทก์ แล้วคืนที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 124 ให้โจทก์ หรือให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 โอนที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 293 จำนวนเนื้อที่1 ไร่ 8 ตารางวา ตาม ส.ค.1 เลขที่ 124 ให้โจทก์ จำเลยที่ 4 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 96,95) จำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 86) คำสั่ง อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา แต่ห้ามทำนิติกรรมใด ๆเกี่ยวกับที่พิพาท ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1231/2531
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 114) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน80,861 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนในต้นเงิน 74,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 108,107) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสองไม่วางหลักประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 93,96) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดคนหนึ่งหรือร่วมกันหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันทราบคำสั่งนี้และนับต่อไปอีกเป็นเวลา1 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1232/2531
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคท้ายฎีกาไม่ได้ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ประการแรกจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีแล้วทำการไต่สวนมูลฟ้องไป การไต่สวนมูลฟ้องมิใช่การพิจารณาเป็นคนละขั้นตอนกัน ฉะนั้นคำสั่งของศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น ถ้าหากศาลล่างยอมรับฟังคำคัดค้านของจำเลยก็จะมีผลทำให้การไต่สวนมูลฟ้องที่ได้ดำเนินมาแล้วภายหลังการคัดค้านเป็นอันใช้ไม่ได้ต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องใหม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นที่คัดค้านว่าศาลไม่มีอำนาจทำการไต่สวนมูลฟ้องได้ประการที่สอง คำสั่งของศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยอ้างว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิ …
- ฎีกาที่ 1233/2531
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคสอง เป็นข้อยกเว้นให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีการค้าได้เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำเลยจะยกความในมาตรานี้เป็นข้ออ้างเพื่อคิดดอกเบี้ยเกินอัตราหาได้ไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระเงินค่าข้าวโพดส่วนหนึ่งที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำเลยให้การว่าเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยมีสิทธิหักได้ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทว่า 'จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด' ดังนี้การวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวต้องวินิจฉัยด้วยว่าจำเลยมีสิทธิหักดอกเบี้ยไว้หรือไม่ปัญหาดอกเบี้ยเกินอัตราจึงเป็นเรื่องที่ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น นอกจากนี้ปัญหาเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้มิได้ว่ากล่าวในศาลชั้นต้น คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1233/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยที่ 1ไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่รับอนุญาต ให้จำคุก 4 เดือน และปรับ2,000 บาท และลงโทษฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่รับอนุญาต ให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 3 เดือนและปรับ 3,000 บาท กับให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ให้จำคุก 15 ปี ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ม …
- ฎีกาที่ 1234/2531
เดิม อ.และพ. เป็นหนี้โจทก์ตามเช็คและสัญญากู้ยืมเงินการที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในหนี้ดังกล่าวโดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้ยืมต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เพื่อปฏิเสธไม่ยอมรับผิดตามสัญญากู้ไม่ได้ เดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา ถือได้ว่าจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยไม่อาจฎีกาในข้อนี้อีกได้.
- ฎีกาที่ 1234/2531
เดิม อ.และพ. เป็นหนี้โจทก์ตามเช็คและสัญญากู้ยืมเงินการที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในหนี้ดังกล่าวโดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้ยืมต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เพื่อปฏิเสธไม่ยอมรับผิดตามสัญญากู้ไม่ได้ เดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกาถือได้ว่าจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่อาจฎีกาในข้อนี้อีกได้
- ฎีกาที่ 1234/2531
เดิม อ. และ พ. เป็นหนี้โจทก์ตามเช็คและสัญญากู้ยืมเงินการที่จำเลยทั้งสองยอมรับผิดในหนี้ดังกล่าวโดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้ยืมต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เพื่อปฏิเสธไม่ยอมรับผิดตามสัญญากู้ไม่ได้ เดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ จำเลยฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะจำเลยไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา ถือได้ว่าจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยไม่อาจฎีกาในข้อนี้อีกได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1234/2531
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยไม่ติดใจที่จะฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกระทง จำคุกกระทงละ3 ปี รวมเป็นจำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 29) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 33) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2531ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องจำหน่ายคดีจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1235/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยที่ 1 เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย และคดีของจำเลยที่ 1 มีทางชนะ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 164) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511มาตรา 27ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341,343,83 เรียงกระทงลงโทษข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 เดือน ข้อหาฉ้อโกงประชาชนลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บทหนัก แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1ได้ชดใช้เงินคืนผู้เสียหายทั้ง 15 คน ๆ ละ 10,000 บาทและผู้เสียหายต่างแถลงไม่ติดใจเอาความกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี1 เดือน ฯลฯ จำเลย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1236/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อเป็นปัญหาข้อกฎหมายเพราะจำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน วินิจฉัยพยานไม่ครบถ้วนในข้อสาระสำคัญและวินิจฉัยพยานโดยผิดกฎหมาย อันเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ ทนายโจทก์ที่ 1-8 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ สำหรับโจทก์ที่ 9 แถลงคัดค้าน (อันดับ 97,100) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 1512/2531 ศาลแรงงานกลางสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ โดยให้เรียกโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1512/2531 ว่าโจทก์ที่ 9 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 139, …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1237/2531
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ ขณะนี้จำเลยได้สำนึกผิดในการกระทำของจำเลยขอรับโทษตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา จำเลยไม่ติดใจที่จะฎีกาอีกต่อไปจึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,80 จำคุก 10 ปี จำเลยเบิกความรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยฎีกา (อันดับ 86) คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 109) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2531 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จำหน่ายคดีจากสารบบความ