ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 18 จาก 173
- ฎีกาที่ 1305/2531
จำเลยและ ย. บรรจุพระเครื่องพิพาทไว้ในเจดีย์บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระอุโบสถวัดโจทก์ เพื่อให้ ลูกหลานเซ่นไหว้เมื่อย. ตาย จำเลยก็ยังไปเคารพกราบไหว้ ตามประเพณีชาวจีนตลอดมาไม่เคยสละละทิ้ง ดังนี้ พระเครื่องพิพาท ซึ่งบรรจุไว้ในเจดีย์ดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโจทก์เจาะ เจดีย์เอาพระเครื่องพิพาทไป จำเลยติดตามเอาคืนจากโจทก์ได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์
- ฎีกาที่ 1305/2531
จำเลยและ ย. บรรจุพระเครื่องพิพาทไว้ในเจดีย์บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระอุโบสถวัดโจทก์ เพื่อให้ลูกหลานเซ่นไหว้ เมื่อ ย. ตาย จำเลยก็ยังไปเคารพกราบไหว้ตามประเพณีขาวจีนตลอดมาไม่เคยสละละทิ้งดังนี้ พระเครื่องพิพาทซึ่งบรรจุไว้ในเจดีย์ดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์เจาะเจดีย์เอาพระเครื่องพิพาทไป จำเลยติดตามเอาคืนจากโจทก์ได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2531)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1305/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 209) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 728/2527 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอื่นอีก 3 สำนวน โดยเรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำนวน ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่กรรม ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ นายอร่าม ทิพย์สำราญ ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้ตามคำร้อง (อันดับ 191) ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารพร้อมกับให้จำเลยทั้งสี่และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินไร่ละ150 บาทต่อปี ตามจำนวนเนื้อที่ที่จำเลยแต่ละคนเข้าครอบครองที่พิพาทตามฟ้อง นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1306/2531
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 211) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 729/2531 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอื่นอีก 3 สำนวน โดยเรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำนวน ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่กรรม ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ นายอร่าม ทิพย์สำราญ ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้ตามคำร้อง (อันดับ 191) ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารพร้อมกับให้จำเลยทั้งสี่และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินไร่ละ150 บาทต่อปี ตามจำนวนเนื้อที่ที่จำเลยแต่ละคนเข้าครอบครองที่พิพาทตามฟ้อง นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอ …
- ฎีกาที่ 1307/2531
อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272ต้องนับแต่วันจดทะเบียนเลิกการชำระบัญชี หาได้นับแต่วันจดทะเบียน เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ เงินค่าภาษีอากรรายการใดที่โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินในรายการนั้นแล้ว ดังนี้ โจทก์จะยกมาต่อสู้ในชั้นศาลว่าการประเมินรายการนั้นไม่ถูกต้องหาได้ไม่ ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1307/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์ฎีกา (อันดับ 58) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 62) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ระหว่างฎีกา ตีราคาประกันสองแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1307-1308/2531
การนับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272ต้องนับแต่วันจดทะเบียนเลิกการชำระบัญชี หาได้นับแต่วันจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ เงินค่าภาษีอากรรายการที่โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินในรายการนั้นแล้วดังนี้ โจทก์จะยกมาต่อสู้ในชั้นศาลว่าการประเมินรายการนั้นไม่ถูกต้องหาได้ไม่ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
- ฎีกาที่ 1307-1308/2531
การนับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ต้องนับแต่วันจดทะเบียนเลิกการชำระบัญชี หาได้นับแต่วันจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ เงินค่าภาษีอากรรายการที่โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจการประเมินในรายการนั้นแล้วดังนี้ โจทก์จะยกมาต่อสู้ในชั้นศาลว่าการประเมินรายการนั้นไม่ถูกต้องหาได้ไม่ปัญหานี้แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1308/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง,340 ตรี ฯลฯ จำคุกคนละ 15 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน (อันดับ 77,76) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยตีราคาประกัน 180,000 บาท (อันดับ 40) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสามแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1309/2531
เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยไม่ได้ทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา และมีบุคคลภายนอกเข้าสู้ราคาโดยชอบ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่ามีผู้สู้ราคาสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้ก็รายงานต่อศาลเพื่อพิจารณาว่าสมควรตกลงขายให้ผู้สู้ราคาสูงสุดหรือไม่เมื่อไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าการประมูลซื้อทรัพย์เป็นการสมรู้กันกดราคาซื้อ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแก่ผู้สู้ราคาสูงสุด ต้องถือว่าการขายทอดตลาดสมบูรณ์แล้วจำเลยจะขอให้งดการขายหรือยกเลิกการขายหรือรื้อฟื้นให้ศาลสั่งขายทอดตลาดใหม่ โดยแสดงราคาประเมินทรัพย์ที่ขายทอดตลาดของทางราชการว่ามีราคาสูงกว่าราคาที่ขายทอดตลาด หรือแสดงบันทึกคำมั่นของผู้มีชื่อว่าจะซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายทอดตลาดไม่ได้.
- ฎีกาที่ 1309/2531
เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยไม่ได้ทำการ ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา และมีบุคคลภายนอก เข้าสู้ราคาโดยชอบ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่ามีผู้สู้ราคาสูงกว่า ราคาที่ประเมินไว้ก็รายงานต่อศาลเพื่อพิจารณาว่าสมควรตกลงขายให้ ผู้สู้ราคาสูงสุดหรือไม่ เมื่อไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าการประมูล ซื้อทรัพย์เป็นการสมรู้กันกดราคาต่อ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแก่ ผู้สู้ราคาสูงสุด ต้องถือว่าการขายทอดตลาดสมบูรณ์แล้วจำเลยจะขอให้งด การขายหรือยกเลิกการขายหรือรื้อฟื้นให้ศาลสั่งขายทอดตลาดใหม่ โดยแสดงราคาประเมินทรัพย์ที่ขายทอดตลาดของทางราชการว่ามีราคาสูงกว่า ราคาที่ขายทอดตลาดหรือแสดงบันทึกคำมั่นของผู้มีชื่อว่าจะซื้อในราคา ที่สูงกว่าราคาที่ขายทอดตลาดไม่ได้
- ฎีกาที่ 1309/2531
เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยไม่ได้ทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา และมีบุคคลภายนอกเข้าสู้ราคาโดยชอบ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่ามีผู้สู้ราคาสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้ก็รายงานต่อศาลเพื่อพิจารณาว่าสมควรตกลงขายให้ผู้สู้ราคาสูงสุดหรือไม่ เมื่อไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าการประมูลซื้อทรัพย์เป็นการสมรู้กันกดราคาซื้อ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแก่ผู้สู้ราคาสูงสุด ต้องถือว่าการขายทอดตลาดสมบูรณ์แล้ว จำเลยจะขอให้งดการขายหรือยกเลิกการขายหรือรื้อฟื้นให้ศาลสั่งขายทอดตลาดใหม่ โดยแสดงราคาประเมินทรัพย์ที่ขายทอดตลาดของทางราชการว่ามีราคาสูงกว่าราคาที่ขายทอดตลาด หรือแสดงบันทึกคำมั่นของผู้มีชื่อว่าจะซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายทอดตลาดไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1309/2531
ความว่า โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงไม่รับฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองเห็นว่า ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคนร้ายยิงผู้เสียหายเพียงนัดเดียว ขัดกับรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสำนวน จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งโจทก์ร่วมมีสิทธิหยิบยกขึ้นฎีกาได้ และการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,288,289,339,340 ตรี ฯลฯ ระหว่างพิจารณา นางบุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:131/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364,365,392,83 ฐานบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานทำให้ผู้อื่นดลใจกลัวจำคุก 15 วัน รวมจำคุก 2 ปี 15 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365,392 ประกอบด้วยมาตรา 83เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 2 ปี โจทก์ฎีกา (อันดับ 89) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 91) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 80,000 บาท (อันดับ 65) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดียังไม่ถึงที่สุด อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาประกันแปดหมื่นห้าพันบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักทรัพย์แล้วดำเนิน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1310/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยที่ 2มีความประสงค์ขอถอนฎีกาและได้โปรดสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องหรือวันที่ศาลฎีการับคำร้องนี้ด้วยทั้งนี้เพื่อที่จำเลยจะได้มีสิทธิรับพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 65) ระหว่างพิจารณา นายชาญยุทธสวัสดิพรพัลลภ ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 3 เดือน ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 319/2529 ของศาลนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน20,000 บาท จำเลยที่ 1 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1311/2531
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีมูลที่จะชนะคดีโจทก์ได้โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 82) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน240,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 80,79) จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยได้นำหลักทรัพย์ของผู้มีชื่อมาวางเป็นหลักประกันและได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 61,67) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสองหรือคนหนึ่งคนใดหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งนี้ มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1312-1313/2531
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 แถลงคัดค้าน (อันดับ 234) โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยวิธีปิดหมาย (อันดับ 330) คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2ที่ 3 ที่ 4 ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 238,485 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 236,600 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 12,816.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 11,922.75 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระเงินแก่โจ …
- ฎีกาที่ 1313/2531
สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะแล้วนั้น มีผลเท่ากับสัญญาไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะร่วมกันเติมข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้ในสัญญาผิดไปจากข้อตกลงและเบิกความยืนยันข้อความนั้นต่อศาลก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใดโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานปลอมเอกสารและเบิกความเท็จ การที่จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลว่า เจ้ามรดกกู้เงินผู้อื่นและจำเลยเป็นผู้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแทนเจ้ามรดกนั้นหาใช่เป็นข้อสาระสำคัญในการฟ้องขอแบ่งมรดกแต่ประการใดไม่.
- ฎีกาที่ 1313/2531
สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะแล้วนั้น มีผลเท่ากับสัญญาไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะร่วมกันเติมข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้ในสัญญาผิดไปจากข้อตกลงและเบิกความยืนยันข้อความนั้นต่อศาลก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหายแต่ประการใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานปลอมเอกสารและเบิกความเท็จ การที่จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลว่า เจ้ามรดกกู้เงินผู้อื่นและจำเลยเป็นผู้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแทนเจ้ามรดกนั้น หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญในการฟ้องขอแบ่งมรดกแต่ประการใดไม่
- ฎีกาที่ 1313/2531
สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะแล้วนั้น มีผลเท่ากับสัญญาไม่มีผลมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะร่วมกันเติมข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้ในสัญญาผิดไปจากข้อตกลงและเบิกความยืนยันข้อความนั้นต่อศาลก็ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานปลอมเอกสารและเบิกความเท็จ การที่จำเลยเบิกความเท็จต่อศาลว่า เจ้ามรดกกู้เงินผู้อื่นและจำเลยเป็นผู้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแทนเจ้ามรดกนั้น หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญในการฟ้องขอแบ่งมรดกแต่ประการใดไม่