ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 22 จาก 173
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1391/2531
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน มายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 105) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 423,453.30 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2524 จนถึงวันฟ้องไม่เกินจำนวน 52,931.65 บาท และให้คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 99,98) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดคนหนึ่งหรือร่วมกันหาประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 ปี (หกปี) มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1392/2531
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และโทษจำคุกของจำเลยมีเพียงเล็กน้อย กระทงละ3-4 เดือนฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 กับเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอันไร้สาระ จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายที่ว่า จำเลยไม่ทราบวันเดือนปีที่ลงในเช็ค การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาไม่เป็นความผิดอาญานั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญควรขึ้นสู่ศาลสูงพิจารณา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 72 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3(1)(2)เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 3 เดือน 4 เดือนและ 3 เดือนตามลำดับ รวมจำคุก 10 เดือน ฯลฯ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อ …
- ฎีกาที่ 1393/2531
จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ส.ยอมรับผิดไม่เกิน 50,000 บาทไว้ต่อโจทก์ ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันระบุว่าความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันจะเป็นอันระงับลงต่อเมื่อโจทก์ได้หักค่าจ้างของ ส.ไว้จนครบมามอบให้โจทก์ยึดถือไว้แทน การที่โจทก์จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้แก่พนักงานของโจทก์รวมทั้ง ส.เป็นรายเดือนตามอัตราและวิธีการที่โจทก์กำหนดไว้ และพนักงานยังมีสิทธิจะได้รับ เมื่อทำงานครบ 5 ปีและ 10 ปีแล้วนั้น เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ ทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าโจทก์หักค่าจ้างของ ส.ไว้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันก็มิได้บังคับว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างของ ส.เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์หักค่าจ้างของส.ไว้จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอยู่
- ฎีกาที่ 1393/2531
จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ส. ยอมรับผิดไม่เกิน 50,000 บาทไว้ต่อโจทก์ ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันระบุว่าความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันจะเป็นอันระงับลงต่อเมื่อโจทก์ได้หักค่าจ้างของ ส. ไว้จนครบมามอบให้โจทก์ยึดถือไว้แทน การที่โจทก์จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพให้แก่พนักงานของโจทก์รวมทั้ง ส. เป็นรายเดือนตามอัตราและวิธีการที่โจทก์กำหนดไว้ และพนักงานยังมีสิทธิจะได้รับเมื่อทำงานครบ 5 ปีและ 10 ปีแล้วนั้น เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าโจทก์หักค่าจ้างของ ส. ไว้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันก็มิได้บังคับว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างของส. เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์หักค่าจ้างของ ส. ไว้จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอยู่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1393/2531
ความว่า คดีนี้ โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันได้โจทก์จำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ต่อกันอีก โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องว่าไม่คัดค้าน (อันดับ 74) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3(1)(2)เรียงกระทงลงโทษ จำคุก กระทงละ 3 เดือน 4 เดือนและ 3 เดือนตามลำดับ รวมจำคุก 10 เดือน ฯลฯ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (อันดับ 69,71) ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 74) คำสั่ง อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ
- ฎีกาที่ 1394/2531
ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่กำหนดให้จำเลยนำสืบก่อนว่า ไม่ถูกต้องนั้น เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลเป็นอย่างอื่นแล้ว ฎีกาข้อกฎหมายข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการพิจารณา เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าการต่อเติมดัดแปลงอาคารของจำเลยได้กระทำไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายและยื่นล้ำออกไปเหนือทางสาธารณะเช่นนี้แล้วจำเลยย่อมไม่มีอำนาจอันชอบธรรมใด ๆ ที่จะให้ตัวอาคารดังกล่าวคงสภาพที่เป็นการล่วงละเมิดต่อสิทธิ ของสาธารณชนโดยทั่วไปได้ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ยื่นล้ำออกไปเหนือทางสาธารณะนั้นเสีย
- ฎีกาที่ 1394/2531
ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลที่กำหนดให้จำเลยนำสืบก่อนว่าไม่ถูกต้องนั้น เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลเป็นอย่างอื่นแล้วฎีกาข้อกฎหมายข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการพิจารณา เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าการต่อเติมดัดแปลงอาคารของจำเลยได้กระทำไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายและยื่นล้ำออกไปเหนือทางสาธารณะเช่นนี้แล้วจำเลยย่อมไม่มีอำนาจอันชอบธรรมใด ๆ ที่จะให้ตัวอาคารดังกล่าวคงสภาพที่เป็นการล่วงละเมิดต่อสิทธิของสาธารณะชนโดยทั่วไปได้ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ยื่นล้ำออกไปเหนือทางสาธารณะนั้นเสีย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1394/2531
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 87) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 198,286.86 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 166,070.66 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 84,83) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยนำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกัน(อันดับ 68,73) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปีมาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้น ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1395/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 จำคุก 2 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 128แผ่นที่ 2 และแผ่นที่ 1) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 106) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาค่าประกันสี่แสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1396/2531
ฟ้องอุทธรณ์ที่มิได้ลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์เป็นฟ้องที่ ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) และ เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีไปโดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
- ฎีกาที่ 1396/2531
ฟ้องอุทธรณ์ที่มิได้ลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์เป็นฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) และเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีไปโดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1396/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 7242/2528 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันอีกคดีหนึ่ง โดยเรียกนายมงคล ยอดวิเชียร ว่า จำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา นายชาญธนะหล่อเสรี ผู้เสียหาย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีฯลฯ กระทงหนึ่งจำคุก 18 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,337 วรรคสอง(2) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก20 ปี ฯลฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฎีกา (อันดับ 169,165,166) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของภรรยาจำเลยที่ 2(อันดับ 185,184) จำเลยที่ 2 เคยยื่นคำร้องขอให้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1397/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 142) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์2,023,333.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2523 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2526 และอัตราร้อยละ 17.5 ในยอดเงินที่ค้างในวันที่กล่าว โดยไม่ทบต้นจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 2,023,333.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ14 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2523 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2526โดยหักหนี้ให้จำเลยแต่ละครั้งตามจำนวนเงินและกำหนดเวลาที่จำเลยนำเงินเข้าฝากดังกล่าวข้างต้น และให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1398/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 105) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 99,061.29 บาทพร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2525 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องมิให้เกิน 10,525.27 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 103,102) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด ได้นำหนังสือค้ำประกันมาวางเป็นประกันและได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 87,93) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1399/2531
ความว่า คดีนี้ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ผู้ประกันเชื่อว่าศาลฎีกาจะให้ความปราณีต่อผู้ประกันโดยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกคำสั่งศาลอุทธรณ์เสียอย่างแน่นอนโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ พนักงานอัยการยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง กรณีสืบเนื่องมาจากนางสุมาลีมณีไทย ยื่นคำร้องพร้อมบัญชีทรัพย์ขอประกันตัวจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยตีราคาค่าประกัน300,000 บาท และนางสุมาลี ผู้ประกันได้ทำสัญญาประกันยอมรับผิดชอบใช้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่ศาลจนครบหากจำเลยหรือผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2528 จำเลยที่ 2 ไม่มาศาลตามนัด ผู้ประกันยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยที่ 2 ป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์ประกอบ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ยกคำร้องและถือว่าผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ให้ปรับผู้ประกันตามสัญญา โดยให้ชำระค่าปร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1400/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน และมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อห้ามมิให้จำเลยโอนขาย หรือจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันในที่ดินพิพาทด้วย หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 172) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบที่ดิน 60 ตารางวา คืนโจทก์ให้จำเลยรื้อถอนต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดิน หากจำเลยไม่รื้อถอนขอให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รื้อถอน โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไปและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายต่อจากวันฟ้องเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำตามแผนที่พิพาทฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2526 คืนแก่โจทก์ ให้รื้อถอนสิ่งปล …
- ฎีกาที่ 1401/2531
โจทก์ฟ้องคดีก็เพื่อต้องการที่ดินในส่วนที่ฝ่ายจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กลับคืน เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยฝ่ายจำเลยยอมให้โจทก์ได้รับที่ดิน เพิ่มขึ้น 7 ตารางวา และฝ่ายจำเลยเป็นผู้เสียสละที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าวให้โจทก์ ย่อมถือว่าเป็นการสมประโยชน์ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าที่ดินของโจทก์หรือที่ดินของฝ่ายจำเลยจะมีอยู่เดิมเท่าไร แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินฝ่ายจำเลยให้เหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 45 วาก็เป็นเพียงประมาณการของที่ดินฝ่ายจำเลยไว้เท่านั้น
- ฎีกาที่ 1401/2531
โจทก์ฟ้องคดีก็เพื่อต้องการที่ดินในส่วนที่ฝ่ายจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กลับคืน เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยฝ่ายจำเลยยอมให้โจทก์ได้รับที่ดินเพิ่มขึ้น 7 ตารางวา และฝ่ายจำเลยเป็นผู้เสียสละที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าวให้โจทก์ ย่อมถือว่าเป็นการสมประโยชน์ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าที่ดินของโจทก์หรือที่ดินของฝ่ายจำเลยจะมีอยู่เดิมเท่าไร แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินฝ่ายจำเลยให้เหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 45 วา ก็เป็นเพียงประมาณการของที่ดินฝ่ายจำเลยไว้เท่านั้น
- ฎีกาที่ 1402/2531
โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำให้การว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของร้านจ. กับร้านร.รวมกัน โดยร้านจ.โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 90 ส่วนร้านร.โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงเป็นการขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้โจทก์ชนะคดี ดังนี้จำเลยจะฎีกาว่าโจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับร้านร.มากกว่าค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาคืออัตราร้อยละ 90 โจทก์จึง ไม่มีสิทธิขอหักค่าใช้จ่ายอัตราร้อยละ 96 ตามที่ขอหักไว้ และ ไม่มีสิทธิจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมกัน โดยขอหักค่าใช้จ่ายเป็น 2 ทาง แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายทางเดียว โดยการเหมาในอัตราร้อยละ 90 ตามมาตรา 8(32 …
- ฎีกาที่ 1402/2531
โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำให้การว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของร้าน จ. กับร้าน ร. รวมกันโดยร้าน จ. โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 90 ส่วนร้าน ร. โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง เป็นการขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ชนะคดี ดังนี้ จำเลยจะฎีกาว่าโจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับร้าน ร. มากกว่าค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาคืออัตราร้อยละ 90 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอหักค่าใช้จ่ายอัตราร้อยละ 96 ตามที่ขอหักไว้ และไม่มีสิทธิจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมกันโดยขอหักค่าใช้จ่ายเป็น 2 ทาง แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายทางเดียวโดยการเหมาในอัตราร้อยละ 90 ตามมาต …