ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 3 จาก 173
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1037/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่จะชนะคดีโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 49) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 100,200.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีจากต้นเงิน 88,491 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 47,46) คำสั่ง ถ้าจำเลยที่ 2 หาหลักประกันมาให้เพียงพอกับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1038/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอื่นอีกหนึ่งสำนวนโดยเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 3 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี คืนเงินของกลางแก่เจ้าของ และให้จำเลยที่ 2คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนอีก 81,200 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนอีก 48,200 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 103,106) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 107แผ่นที่ 6 แ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:104/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา บริษัทที.ซี.ฟาร์มาซูติคอลอุตสาหกรรมจำกัดผู้เสียหาย โดยนายโกวิทศรีพงษ์พิจิตร ผู้รับมอบอำนาจ ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหารพ.ศ. 2522 มาตรา 4,6,25,27(5),48,59 แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 59ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 2 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาได้ (อันดับ 173,170) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 174) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 167) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 130) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาปร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1040/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 91) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายจำนงค์ สุขแจ่ม กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้เงิน 40,650 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เป็นเวลา 1 ปี จนถึงวันฟ้องและจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 87,86) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันฟ้อง มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1041/2531
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529มุ่งประสงค์จะให้ประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีอากร โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องมาทำการเสียภาษีอากรกับทางราชการเสียโดยจะไม่นำระบบการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรมาใช้กับผู้ต้องการเสียภาษีอากรตามวิธีการพิเศษนี้ ในขณะเดียวกันทางราชการก็กำหนดวิธีการคำนวณภาษีอากรไว้เป็นพิเศษต่างหากจากวิธีการปกติธรรมดา วิธีการคำนวณภาษีอากรดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้จำนวนภาษีอากรที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องเสียเท่านั้นหาใช่เป็นเงื่อนไขของผู้ยื่นคำขอว่าถ้ายื่นคำขอแจ้งมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือยอดรายได้ไม่ตรงตามความจริงแล้ว ผู้ยื่นคำขอจะหมดสิทธิที่จะได้รับยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 วรรคแรก เหตุที่ผู้ยื่นคำขอจะหมดสิทธิและไม่ได้รับผลจากการยกเว้นดังกล่าวคงมีเพียงกรณีตามที่บัญญัติไว้ มาตรา 30 วรรคห้า โ …
- ฎีกาที่ 1041/2531
พระราชกำหนด กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14)พ.ศ. 2529 มุ่งประสงค์จะให้ประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีอากร โดย มุ่งหวังให้ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องมาทำการ เสียภาษีอากรกับทางราชการเสียโดยจะไม่นำระบบการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรมาใช้กับผู้ต้องการเสียภาษีอากรตามวิธีการพิเศษนี้ ในขณะเดียวกันทางราชการก็กำหนดวิธีการคำนวณภาษีอากรไว้เป็นพิเศษต่างหากจากวิธีการปกติธรรมดาวิธีการคำนวณภาษีอากรดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้จำนวนภาษีอากรที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องเสียเท่านั้นหาใช่เป็นเงื่อนไขของผู้ยื่นคำขอว่าถ้ายื่นคำขอแจ้งมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ หรืยอดรายได้ไม่ตรงตามความจริงแล้ว ผู้ยื่นคำขอจะหมดสิทธิที่จะได้รับยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 วรรคแรก เหตุที่ผู้ยื่นคำขอจะหมดสิทธิและไม่ได้รับผลจากการยกเว้นดังกล่าว คงมีเพียงกรณีตามที่บัญญัติไว้ มาตรา 30 ว …
- ฎีกาที่ 1041/2531
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 มุ่งประสงค์จะให้ประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีอากร โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องมาทำการเสียภาษีอากรกับทางราชการเสียโดยจะไม่นำระบบการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรมาใช้กับผู้ต้องการเสียภาษีอากรตามวิธีการพิเศษนี้ ในขณะเดียวกันทางราชการก็กำหนดวิธีการคำนวณภาษีอากรไว้เป็นพิเศษต่างหากจากวิธีการปกติธรรมดา วิธีการคำนวณภาษีอากรดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้จำนวนภาษีอากรที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องเสียเท่านั้นหาใช่เป็นเงื่อนไขของผู้ยื่นคำขอว่าถ้ายื่นคำขอแจ้งมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่หรือยอดรายได้ไม่ตรงตามความจริงแล้ว ผู้ยื่นคำขอจะหมดสิทธิที่จะได้รับยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 วรรคแรก เหตุที่ผู้ยื่นคำขอจะหมดสิทธิและไม่ได้รับผลจากการยกเว้นดังกล่าวคงมีเพียงกรณีตามที่บัญญัติไว้ มาตรา 30 วรรคห้า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1041-1042/2531
ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา มีทางชนะคดีโจทก์ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 110) เฉพาะโจทก์ที่ 1 แถลงคัดค้าน (อันดับ 111) คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกบริษัทสยามกลการ จำกัด และบริษัทกลการ จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1และที่ 2 และเรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.พืชผลโคราชนายพวงจูมงคลและบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน110,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (23 ธันวาคม 2525) จนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์ที่ 1 เสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยตามคดีดำที่ 15166/2526 เสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน …
- ฎีกาที่ 1042/2531
จำเลยที่ 3 ทำสัญญาเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารเจ้าหนี้โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าหากธนาคารจ่ายเงินตามเช็คให้เกินจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีของจำเลยที่ 3 ไป จำเลยที่ 3ยอมใช้เงินส่วนที่ธนาคารจ่ายเกินบัญชีให้ธนาคารพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมาย แต่ไม่มีข้อตกลงให้มีการตัดทอนบัญชีหนี้สินระหว่างกันอันมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด และถือไม่ได้ว่าเป็นการค้าขายอย่างอื่นในทำนองเช่นว่านั้นอันจะคิดดอกเบี้ยทบต้นกันได้ ธนาคารเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันระบุว่า ผู้ฝากยอมให้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมาย มิได้กำหนดอัตราที่แน่นอนไว้โดยนิติกรรม และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเท่าใด กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7ที่ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1043/2531
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 หากโจทก์เห็นว่าการงดสืบพยานไม่ถูกต้อง โจทก์จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ เมื่อโต้แย้งแล้วจึงจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) เมื่อนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษานานประมาณ 45 วัน มีเวลาที่โจทก์จะโต้แย้งได้ ก็หาโต้แย้งไม่ และที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ไว้ซึ่งมีประเด็นที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์รวมอยู่ด้วยก็ไม่ทำให้ประเด็นที่ไม่มีสิทธิอุทธรณ์กลับเป็นมีสิทธิอุทธรณ์ขึ้นได้ โจทก์จึงฎีกาปัญหาข้อนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 242(1) และมาตรา 247 โจทก์เคยเบิกความเกี่ยวกับเรื่องทางพิพาทในคดีอื่นยอมรับว่าถ …
- ฎีกาที่ 1043/2531
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 หากโจทก์เห็นว่าการงดสืบพยานไม่ถูกต้อง โจทก์จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เมื่อโต้แย้งแล้วจึงจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามที่บัญญัติไว้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) เมื่อนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษานานประมาณ 45 วันเวลาที่โจทก์จะโต้แย้งได้ ก็หาโต้แย้งไม่ และที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ไว้ซึ่งมีประเด็นที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์รวมอยู่ด้วยก็ไม่ทำให้ประเด็นที่ไม่มีสิทธิอุทธรณ์กลับเป็นสิทธิอุทธรณ์ขึ้นได้ โจทก์จึงฎีกาปัญหาข้อนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) และมาตรา 247 โจทก์เคยเบิกความเกี่ยวกับเรื่องทางพิพาทในคดีอื่น ยอมรับว่าถ้าจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1043/2531
ความว่า จำเลยฎีกา มีเหตุผลพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องโจทก์โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 92) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 131580 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 85924 ต่อนายทะเบียน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพิกถอนและห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้า NICCO ไม่ว่าสินค้าใดต่อไป จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 89 แผ่นที่ 1และที่ 8) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 78 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1044/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา (อันดับ 102) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน (อันดับ 111,108) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว หากจำเลยที่ 1 ป่วยจริงตามคำร้อง ความจำเป็นในการรักษาพยาบาลมีมากน้อยเพียงไร ทางเรือนจำมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ได้ตามความเหมาะสมอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1045/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 83 ฯลฯ ให้จำคุก18 ปี ฯลฯ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ 117) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ123,122) จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง (อันดับ 120) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 73) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1046/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกา ข้อ 2.2.1และข้อ 2.2.2 ส่วนฎีกา ข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.5 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงแม้ว่าจะกล่าวเป็นข้อเท็จจริงไว้แต่ก็เป็นเรื่องที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน นอกจากนี้ยังเห็นว่าศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามคำเบิกความของพยานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนและตามข้อโต้แย้งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1จึงเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.5 ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 105) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7)(11),83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 คนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้กา …
- ฎีกาที่ 1047/2531
ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กำหนดวินัยของลูกจ้างไว้ว่า ต้องไม่ปฏิบัติงานล่าช้า ละทิ้งหน้าที่ ละเลย หรือหลีกเลี่ยงการทำงาน การที่โจทก์ทั้งสองกับพวกหยอกล้อและเล่นกันในระหว่างเวลาทำงานเป็นความผิดครั้งแรกและเล่นหมากฮอส ในระหว่าง เวลาทำงานเป็นความผิดครั้งหลัง ล้วนแต่เป็นการละทิ้งหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวทั้งสองครั้ง เมื่อจำเลยได้ลงโทษตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรในการที่โจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่อันเป็นความผิดครั้งแรกแล้วโจทก์ทั้งสองกลับละทิ้งหน้าที่โดยเล่นหมากฮอส ในระหว่างเวลาทำงานอันเป็นความผิดครั้งหลังอีก ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง และนายจ้าง ได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ตามข้อ 47(3) แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1047/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26,76 จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาภายในกำหนดต่อไป (อันดับ 64,63) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 120,000 บาท (อันดับ 32) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และขณะนี้จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ชั้นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1047-1048/2531
ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กำหนดวินัยของลูกจ้างไว้ว่า ต้องไม่ปฏิบัติงานล่าช้า ละทิ้งหน้าที่ละเลย หรือหลีกเลี่ยงการทำงานการที่โจทก์ทั้งสองกับพวกหยอกล้อและเล่นกันในระหว่างเวลาทำงานเป็นความผิดครั้งแรกและเล่นหมากฮอสในระหว่างเวลาทำงานเป็นความผิดครั้งหลังล้วนแต่เป็นการละทิ้งหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวทั้งสองครั้ง เมื่อจำเลยได้ลงโทษตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ในการที่โจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่อันเป็นความผิดครั้งแรกแล้ว โจทก์ทั้งสองกลับละทิ้งหน้าที่โดยเล่นหมากฮอสในระหว่างเวลาทำงานอันเป็นความผิดครั้งหลังอีก ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ตามข้อ 47(3) แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:105/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยในฐานะตัวแทนของนายจ้างต้องรับผิดในเงินค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ต่อโจทก์แทนนายจ้างตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 824 หรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 64) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 57) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 62) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เฉพาะประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นนายจ้างของโจทก์แล …
- ฎีกาที่ 1052/2531
ในชั้นบังคับคดี จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยื่นคำร้องคัดค้านว่า ศาลแรงงานกลางมิได้ออกหมายอายัดส่งไปยังจำเลยร่วม จำเลยร่วมได้ใช้สิทธิตามข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญารับจ้างเหมาที่จำเลยร่วมเป็นผู้ว่าจ้างและจำเลยเป็นผู้รับจ้างที่จะหักเงินค่าจ้างตามที่โจทก์ลูกจ้างขออายัดนำไปจ่ายให้แก่ลูกจ้างของจำเลยคือโจทก์แล้ว และจำเลยร่วมได้แจ้งการใช้สิทธิดังกล่าวให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิการเรียกร้องเงินค่าจ้างทราบด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้จากจำเลยร่วม เช่นนี้คำร้องคัดค้านของจำเลยร่วมดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยร่วมได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์ปฏิเสธโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องและต่อสู้กับโจทก์อันเป็นการโต้แย้งหนี้ที่เรียกเอาแก่ตน หาใช่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องเท่านั้นไม่ ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องคัดค้านของจำเลยร่วมโดยมิได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 ก่อน ถือได้ว่ามิได …