ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 30 จาก 173
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:160/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง คดีจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้เกี่ยวเนื่องถึงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้โจทก์จะเคยแถลงแล้วว่าหากพยานไม่มาก็ไม่ติดใจสืบพยานก็ตาม แต่การที่นายธีรเวทย์ ภัทรสิทธิเดชา ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดีนี้ได้รับหมายเรียกพยานตามที่โจทก์พอไว้โดยชอบแล้วแต่ไม่ไปศาลตามนัดนั้น กรณีเป็นเหตุการณ์นอกวิสัยที่อยู่ในบังคับของโจทก์ เมื่อโจทก์ขอเลื่อนคดีไปเพื่อสืบนายธีรเวทย์ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้เลื่อนคดีต่อไป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อให้โจทก์จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ฎีกาของโจทก์จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้เพื่อพิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง (อันดับ …
- ฎีกาที่ 1603/2531
จำเลยห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คพิพาท เนื่องจากโจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในเรื่องหนี้สินที่ให้ไว้กับจำเลยยังถือไม่ได้ว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3
- ฎีกาที่ 1604/2531
แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายแต่จำเลยที่ 1 รับต่อเจ้าพนักงานตำรวจในคืนเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 2ร่วมปล้นทรัพย์ด้วย ขณะเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 2 ในคืนนั้นจำเลยที่ 2 ก็พยายามหลบหนีอันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อพิรุธ ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในคืนถูกจับและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้ถ่ายภาพไว้หลังถูกจับเพียง 3 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับวันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้เช่ารถแท็กซี่ที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี พยานแวดล้อมของโจทก์สอดคล้องกันดีมีน้ำหนัก พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1และพวก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:161/2531
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยของศาลล่างได้ โปรดกันเงินส่วนของผู้ร้องไว้ครึ่งหนึ่งโดยสั่งให้งดการจ่ายเงินไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 64) สืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สิน 4 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุรชัยปรีชาอนันตกุล ลูกหนี้ (จำเลย) ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องเป็นภรรยานายสุรชัยปรีชาอนันตกุล เจ้ามรดกทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับเจ้ามรดกผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง และหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้มิใช่หนี้ร่วม กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนที่เป็นของผู้ร้องจึงไม่ถูกกระทบกระทั่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งกันเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่งและสั่งจ่ายแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 57,56 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:162/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ มีคำสั่งไม่รับเป็นอุทธรณ์โจทก์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่ายังฟังไม่ได้ชัดว่า สุราขาดจำนวนไปในระหว่างที่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าหน่วยขาย จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลแรงงานรับฟังแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสุราที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนให้แก่จำเลยที่ 3 รับไปเรียบร้อยแล้วโดยสมุห์บัญชีและพนักงานบัญชีของโจทก์ได้ไปตรวจรับและรับมอบสุราคงเหลือที่มีอยู่ถูกต้องตามเอกสารหมาย จ.3 แล้ว และสุราหายไปหลังการรับมอบ 14 วัน ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญที่ว่า ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย หัวหน้าหน่วยขายจะต้องมีหน …
- ฎีกาที่ 1621/2531
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คอ้างเหตุผลว่า ผู้สั่งจ่ายสั่งระงับการจ่ายการกระทำของจำเลยเป็นความผิดโดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับเงินตามเช็คและบังอาจออกเช็คให้ใช้เงินที่มีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงจ่ายให้ได้ และออกเช็คในขณะที่ออกจำเลยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีพอจ่ายตามเช็ค เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3(1)(2) และ (3)มิใช่เป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยห้ามมิให้ใช้เงินตามเช็ค โดยมีเจตนาทุจริต ตามมาตรา 3(5) แม้คำฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ฟ้องของโจทก์ก็เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยยังมิได้วินิจฉัยว่าคดีมีมูลหรือไม่ เมื่อศา …
- ฎีกาที่ 1623/2531
วันที่จะถือว่าโจทก์ทราบถึงการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ คือวันที่ผู้ว่าการโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์แต่เพียงผู้เดียวได้รับรายงานเรื่องละเมิด ผู้ว่าการโจทก์ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2524 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2525 จึงไม่ขาดอายุความ.
- ฎีกาที่ 1623/2531
วันที่จะถือว่าโจทก์ทราบถึงการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ คือวันที่ผู้ว่าการโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์แต่เพียง ผู้เดียวได้รับรายงานเรื่องละเมิด ผู้ว่าการโจทก์ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2524 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2525จึงไม่ขาดอายุความ
- ฎีกาที่ 1623/2531
วันที่จะถือว่าโจทก์ทราบถึงการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ คือวันที่ผู้ว่าการโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์แต่เพียงผู้เดียวได้รับรายงานเรื่องละเมิด ผู้ว่าการโจทก์ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2524 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2525 จึงไม่ขาดอายุความ
- ฎีกาที่ 1625/2531
จำเลยที่ 1 นำยึดบ้านและทรัพย์สินโดยอ้างว่าเป็นของมารดาโจทก์ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ โจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 นำยึดเป็นของโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด โดยศาลยังมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
- ฎีกาที่ 1626/2531
ผู้เสียหายตกลงขายข้าวเปลือกจำนวนมากแก่จำเลยโดยยินยอมให้จำเลยนำข้าวเปลือกที่ตกลงซื้อขายกันนั้นไปก่อน แล้วมีข้อสัญญาว่าจำเลยจะชำระราคาให้ภายหลังตามวันที่กำหนดไว้ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการซื้อขายกัน เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาให้ตามวันที่ให้สัญญา จึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ก็เป็นเรื่องที่บรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง ไม่ทำให้คดีผิดสัญญาทางแพ่งกลับกลายเป็นคดีอาญา.
- ฎีกาที่ 1626/2531
ผู้เสียหายตกลงขายข้าวเปลือกจำนวนมากแก่จำเลยโดยยินยอม ให้จำเลยนำข้าวเปลือกที่ตกลงซื้อขายกันนั้นไปก่อน แล้วมีข้อสัญญาว่าจำเลยจะชำระราคาให้ภายหลังตามวันที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการซื้อขายกัน เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาให้ตามวันที่ให้สัญญาจึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ก็เป็นเรื่องที่บรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงไม่ทำให้คดีผิดสัญญาทางแพ่งกลับกลายเป็นคดีอาญา
- ฎีกาที่ 1628/2531
การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนำสัญญาค้ำประกันมาสืบประกอบในการฟ้องไล่เบี้ยจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ มิใช่เป็นการนำสืบบังคับตามสัญญาค้ำประกันโดยตรง แม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:163/2531
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงขอถอนฟ้องฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน(อันดับ 135) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายปรีชาจำเลยที่2และนางสมรจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร 4 คน (ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง) ซึ่งเป็นทายาทของนายปรีดีเจียรสวัสดิ์วัฒนาผู้ตายและนางศรีเรือนมณีรัตน์ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรสองคน (ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง) ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายร่วมกันชำระหนี้กองมรดกของนายปรีดีเจียรสวัสดิ์วัฒนา ผู้ตายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 85,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2523(ถัดจากวันตาย) เป็นต้นมา จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ถ้าไม่ชำระให้เอาทรัพย์สินจำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ก็ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นอันเป็นกอ …
- ฎีกาที่ 1631/2531
การที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันว่า ให้จำเลยเก็บเพชรไว้ดูก่อน จำเลยจะซื้อเพชรที่เข้ากับตัวเรือนได้และจะคืนเพชรที่ใช้ไม่ได้แก่ผู้เสียหายใน 1 สัปดาห์ เป็นการเสนอขายเผื่อชอบ เมื่อเพชรรายการหนึ่งหายไปและจำเลยไม่ชำระราคาเพชรรายการนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปฟ้องร้องกันในทางแพ่ง จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอก.
- ฎีกาที่ 1631/2531
การที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันว่า ให้จำเลยเก็บเพชรไว้ดูก่อน จำเลยจะซื้อเพชรที่เข้ากับตัวเรือนได้และจะคืนเพชรที่ใช้ไม่ได้ แก่ผู้เสียหายใน 1 สัปดาห์ เป็นการเสนอขายเผื่อชอบ เมื่อเพชรรายการหนึ่งหายไปและจำเลยไม่ชำระราคาเพชรรายการนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปฟ้องร้องกันในทางแพ่ง จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอก
- ฎีกาที่ 1631/2531
การที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันว่า ให้จำเลยเก็บเพชรไว้ดูก่อน จำเลยจะซื้อเพชรที่เข้ากับตัวเรือนได้และจะคืนเพชรที่ใช้ไม่ได้แก่ผู้เสียหายใน 1 สัปดาห์ เป็นการเสนอขายเผื่อชอบ เมื่อเพชรรายการหนึ่งหายไปและจำเลยไม่ชำระราคาเพชรรายการนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปฟ้องร้องกันในทางแพ่ง จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอก
- ฎีกาที่ 1637/2531
คดีความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า ภาพยนตร์ตามฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย แต่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องเลยว่ากฎหมายของประเทศนั้นให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อความสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ตามฟ้องมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการฟ้องคดีอาญาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158
- ฎีกาที่ 1637/2531
คดีความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า ภาพยนตร์ตามฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย แต่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องเลยว่ากฎหมายของประเทศนั้นให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อความสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ตามฟ้องมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการฟ้องคดีอาญา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:164/2531
ความว่า จำเลยที่ 4 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ฯลฯ จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง,310,83 และพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 8 การกระทำของจำเลยที่ 4เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา 283 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 4 รับสารภาพชั้นจับกุมเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ฯลฯ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 111แผ่นที่ 6, ที่ 1 และที่ 2) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 ชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 86) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 4 ชั่วคราว ยกคำร้อง