ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 38 จาก 173
- ฎีกาที่ 1766/2531
เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นนายกเทศมนตรีและเทศมนตรีก็โดยความเห็นชอบของสมาชิกสภาเทศบาลส่วนใหญ่ในที่ประชุมสภาเทศบาล จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งของโจทก์ที่ 3 ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาเทศบาล ทั้งตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 หาได้มีบทบัญญัติให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลขอให้บังคับผู้ว่าราชการจังหวัดเพิกถอนการแต่งตั้งนายกเทศมนตรีและเทศมนตรีไว้แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นโจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1766/2531
ความว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยจึงไม่ใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอันที่จะต้องพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอีกต่อไป ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจจะอายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ได้ขออายัดไว้ต่อไปได้ ทั้งนี้หากจำเลยได้รับทรัพย์สินคืนไป จำเลยอาจยักย้ายทรัพย์สินไปให้พ้นเสียจากอำนาจศาล เพื่อมิให้โจทก์หรือเจ้าหนี้อื่นได้รับชำระหนี้ หากโจทก์ชนะคดีในที่สุดแล้วก็ไม่อาจที่จะทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยได้อีก โจทก์ได้ยื่นฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้คุ้มครองทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษา หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 84) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 74,73) คำสั่ง คำร้องของโจทก์พอแปลได้ว่า โจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจา …
- ฎีกาที่ 1767/2531
โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ช่วยตรวจรางวัลแล้วสลากกินแบ่งของโจทก์ซึ่งถูกรางวัลได้หายไป ปรากฏภายหลังว่าจำเลยที่ 3 นำสลากกินแบ่งดังกล่าวไปขายให้แก่จำเลยที่ 5ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่สี่แยกคอกวัวซึ่งเป็นที่ชุมนุมแห่งการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ปัจจุบันนี้เป็นทั้งที่ซื้อขายสลากกินแบ่งและรับซื้อสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลโดยทั่วไป และจำเลยที่ 5 ได้รับซื้อไว้โดยเปิดเผย ทั้งไม่ทราบว่าเป็นสลากกินแบ่งของโจทก์ที่หายไปและนำไปขึ้นเงินต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยตนเองแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 5 ซื้อสลากกินแบ่งโดยสุจริตในท้องตลาด จำเลยที่ 5 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่จำต้องคืนเงินที่รับมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332
- ฎีกาที่ 1767/2531
โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ช่วยตรวจรางวัล แล้วสลากกินแบ่งของโจทก์ซึ่งถูกรางวัลได้หายไป ปรากฏภายหลังว่า จำเลยที่ 3 นำสลากกินแบ่งดังกล่าวไปขายให้แก่จำเลยที่ 5 ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่สี่แยกคอกวัวซึ่งเป็นที่ชุมนุมแห่งการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ปัจจุบันนี้เป็นทั้งที่ซื้อขายสลากกินแบ่งและรับซื้อสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลโดยทั่วไป และจำเลยที่ 5 ได้รับซื้อไว้โดยเปิดเผย ทั้งไม่ทราบว่าสลากกินแบ่งของโจทก์ที่หายไปและนำไปขึ้นเงินต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยตนเองแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 5 ซื้อสลากกินแบ่งโดยสุจริตในท้องตลาด จำเลยที่ 5 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่จำต้องคืนเงินที่รับมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1767/2531
ความว่า ผู้ร้องทั้งสองฎีกา หากศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จะทำให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับความเสียหาย ไม่อาจกลับสู่ฐานะเดิมได้ และมีปัญหายุ่งยากในทางทะเบียน โปรดมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสองต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว เฉพาะโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 103,98,106) กรณีเป็นชั้นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่มที่ 3 หน้า 151 ทะเบียนเลขที่ 3 หมู่ที่ 4 ตำบลนบปริง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงาเนื้อที่ 1 ไร่ 53.75 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 8 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 2 เพื่อนำขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้ร้องที่ 1 โจทก์นำยึดเฉพาะส่วนอ้างว่าเป็นของ …
- ฎีกาที่ 1768/2531
โจทก์ทำสัญญาใบจองระวางเรือกับจำเลยเพื่อขนข้าวสารของโจทก์ ไปต่างประเทศ โจทก์ขนข้าวสารบางส่วนขึ้นเรือแล้วต่อมาจำเลย สั่งระงับและสั่งให้ขนลงจากเรือทั้งหมด ในสัญญาใบจองระวางเรือ มีข้อความว่าใบตราส่งซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ใช้อยู่ตามปกติของผู้ขนส่ง จะถูกนำมาใช้ ข้อกำหนดเงื่อนไขและข้อยกเว้นทั้งปวงของใบตราส่ง จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์เฉพาะในระหว่างช่วงเวลานี้จนกว่าจะออกใบตราส่ง แสดงว่าสัญญาใบจอง ระวางเรือผูกพันโจทก์จำเลยจนกว่าจะมีการออกใบตราส่ง ดังนั้นเมื่อยังไม่มีการออกใบตราส่งให้โจทก์ผู้ส่งจึงอยู่ในระยะเวลาที่สัญญาใบจองระวางเรือใช้บังคับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว
- ฎีกาที่ 1768/2531
โจทก์ทำสัญญาใบจองระวางเรือกับจำเลยเพื่อขนข้าวสารของโจทก์ไปต่างประเทศ โจทก์ขนข้าวสารบางส่วนขึ้นเรือแล้วต่อมาจำเลยสั่งระงับและสั่งให้ขนลงจากเรือทั้งหมด ในสัญญาใบจองระวางเรือมีข้อความว่าใบตราส่งซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ใช้อยู่ตามปกติของผู้ขนส่งจะถูกนำมาใช้ ข้อกำหนดเงื่อนไขและข้อยกเว้นทั้งปวงของใบตราส่งจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์เฉพาะในระหว่างช่วงเวลานี้จนกว่าจะออกใบตราส่ง แสดงว่าสัญญาใบจองระวางเรือผูกพันโจทก์จำเลยจนกว่าจะมีการออกใบตราส่งดังนั้น เมื่อยังไม่มีการออกใบตราส่งให้โจทก์ผู้ส่งจึงอยู่ในระยะเวลาที่สัญญาใบจองระวางเรือใช้บังคับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1768/2531
ความว่า โจทก์ฟ้อง พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า นายชูกิจตันติวิรมานนท์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว สิทธิต่าง ๆในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน รวมทั้งสิทธิในการฟ้องร้องและต่อสู้คดี ย่อมอยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย นายชูกิจ ตันติวิรมานนท์จึงไม่มีอำนาจในการที่จะมอบอำนาจให้ นายอัมพรตันติวิรมานนท์มาดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล โดยร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในคดีนี้ได้ และคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์เห็นว่า แม้นายชูกิจ ตันติวิรมานนท์ ถูกฟ้องให้ล้มละลาย ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของนายชูกิจเองเท่านั้น แต่นายชูกิจก็ยังมิได้ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย จึงยังมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของห้างโจทก์ รวมทั้งฟ้องร้องคดีแทนห้างโจท …
- ฎีกาที่ 1769/2531
วัดจำเลยที่ 1 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วจึงเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 72 เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด ขณะที่วัดจำเลยที่ 1ยังไม่มีเจ้าอาวาส จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระลูกวัดเป็นผู้ติดต่อ ให้โจทก์มาช่วยสร้างโบสถ์ บอกบุญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคเงินสร้างโบสถ์และคิดบัญชีกับโจทก์ เมื่อคิดบัญชีแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยระบุฐานะว่าเป็นตัวแทน คณะกรรมการจัดงานฝังลูกนิมิต วัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ระบุว่า เป็นกรรมการของวัดจำเลยที่ 1 พฤติการณ์เหล่านี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เจ้าคณะตำบลอาศัยอำนาจตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 6(พ.ศ. 2506) ข้อ 4 วรรคหนึ่ง แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทน เจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย …
- ฎีกาที่ 1769/2531
วัดจำเลยที่ 1 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วจึงเป็นนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 72 เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด ขณะที่วัดจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจ้าอาวาส จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระลูกวัดเป็นผู้ติดต่อให้โจทก์มาช่วยสร้างโบสถ์ บอกบุญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคเงินสร้างโบสถ์และคิดบัญชีกับโจทก์ เมื่อคิดบัญชีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยจำเลยที่ 1 ระบุฐานะว่าเป็นตัวแทนคณะกรรมการจัดงานฝังลูกนิมิตวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ระบุว่าเป็นกรรมการของวัดจำเลยที่ 1 พฤติการณ์เหล่านี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เจ้าคณะตำบลอาศัยอำนาจตามกฎหมายมหาเถระสมาคม ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2506) ข้อ 4 วรรคหนึ่ง แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1769/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 อ้างเหตุว่าการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร และข้อ 2.2 อ้างเหตุว่าจำเลยจัดวันหยุดแล้วเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่อ้างเหตุว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ ไม่เป็นข้อที่ว่ากล่าวมาแล้วในศาลแรงงานกลางอุทธรณ์จำเลยต้องห้ามทุกข้อ จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ข้อ 2.1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ และอุทธรณ์ข้อ 2.2ที่ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ แม้ไม่เป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 69) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน22,630 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 4 …
- ฎีกาที่ 177/2531
หนี้ตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ถือได้ว่าเป็นหนี้ซึ่งอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน อันโจทก์อาจนำมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ แต่หนี้ดังกล่าวอาจถูกกลับหรือแก้โดยศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ข้อเท็จจริงยังไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึงยังไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483มาตรา 14.
- ฎีกาที่ 177/2531
หนี้ตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ถือได้ว่าเป็นหนี้ซึ่งอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน อันโจทก์อาจนำมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ แต่หนี้ดังกล่าวอาจถูกกลับหรือแก้โดยศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ ข้อเท็จจริงยังไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึงยังไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 14
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1770/2531
ความว่า จำเลยที่ 3 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66,102 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นภัยต่อประชาชนอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แต่ให้ขังจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไว้ในระหว่างฎีกา ฯลฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ 125,119 แผ่นที่ 2) จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน (อันดับ 146 แผ่นที่ 4 และแผ่นที่ 1) จำเลยที่ 3 เคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วสามครั้ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสามครั้ง(อันดับ 111 ก.แผ่นที่ 2,142,145 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เหต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1771/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 83) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงิน980,511.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงิน 620,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (7 มิถุนายน 2528) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 81,80) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำหลักประกันมาวางตามที่ศาลกำหนด(อันดับ 64,69) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงิน 620,000 บาท เป็นเวลา 4 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1772/2531
จำเลยผู้อาศัยอยู่กับโจทก์ได้ปลูกบ้านบนที่ดินของโจทก์โดยโจทก์รู้เห็นยินยอม บ้านพิพาทย่อมเป็นของจำเลยและไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1772/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย ฉะนั้นการวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นลูกจ้างประจำหรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 27) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน37,800 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 23) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 24) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยในการขนถ่ายสินค้า และเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ โจทก์จึงเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1773/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ผู้ร้องทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 56) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20721 เลขที่ดิน 597 ตำบลฉิมพลี(บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่าเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว มีคำสั่งให้ปล่อยที่พิพาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 54,53) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้งดการปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ในระหว่างอุทธรณ์ (อันดับ 43) คำสั่ง อนุญาตตามคำร้อง ให้งดการปล่อยทรัพย์พิพาทที่โจทก์นำยึดไว้ในระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1774/2531
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้ให้เหตุผลว่า เหตุใดฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(6) และมาตรา 223และฎีกาของจำเลยก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดี และเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 16 แผ่นที่ 2) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 28,29,30,35,36,57,70,75 ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ฯลฯ ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 75ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1775/2531
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 56) สืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการค้าเชือกกาบมะพร้าวเชือกไนล่อนและเชือกอื่นๆเชือกไนล่อนขนาดต่าง ๆ ตามบัญชียึดทรัพย์ อันดับที่ 2,3,4 ที่โจทก์นำยึดอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 นั้น ความจริงทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง อยู่ในสถานที่ประกอบการค้าของผู้ร้อง ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 54,53) ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์พิพาทระหว่างอุทธรณ์ (อันดับ 46) คำสั่ง คำร้องของผู้ร้องพอแปลได้ว่า ผู้ร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ …