ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 37 จาก 173
- ฎีกาที่ 1755/2531
โจทก์ออกเช็คชำระหนี้ค่าซื้อรถยนต์แก่ ว. โดยมอบเช็คนั้นให้แก่ ฮ. ตัวแทนของ ว. สิทธิในเช็คย่อมตกแก่ ว. แล้ว ตั้งแต่เวลาที่โจทก์มอบเช็คให้แก่ ฮ. โจทก์หามีสิทธิในเช็คดังกล่าวอีกต่อไปไม่ การที่ ฮ. ทำเช็คตกหายและมีผู้เก็บได้แล้วเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริต โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1755/2531
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน โดยขอถือหลักทรัพย์ที่จำเลยวางไว้ในชั้นอุทธรณ์เป็นหลักประกันในชั้นฎีกาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 263) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,668,608.60 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (23 กรกฎาคม 2522) จนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงิน 2,508,889.05 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 260,259) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยได้นำหลักทรัพย์ของผู้มีชื่อมาวางเป็นหลักประกันและได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 238,242) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1756/2531
ความว่า โจทก์จำเลยตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องว่า ไม่คัดค้าน (อันดับ 165) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ให้จำคุกมีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ (อันดับ 140) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา (อันดับ 141) ศาลฎีกาสั่งคำร้องเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อนัดคู่ความฟังแล้ว ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 163) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้
- ฎีกาที่ 1757/2531
ผู้เสียหายได้พบปะและติดต่อเรื่องการสมัครไปทำงานต่างประเทศกับ ล. ที่ร้านอาหารก่อนแล้วจึงตามไปดูหลักฐานการรับคนงานที่บ้านของ ล. ผู้เสียหายได้พบจำเลยซึ่งเป็นภริยาของ ล. ออกมาต้อนรับและจัดหาเครื่องดื่มรับรองตลอดจนพูดสนับสนุน ความสำคัญของบริษัทที่ ล. ทำงานว่าเป็นบริษัทที่มั่นคงไม่หลอกลวงและจำเลยยังช่วยนับเงินที่พวกผู้เสียหายจ่ายเป็นค่าสมัครแก่ ล. ดังนี้เป็นเรื่องธรรมดาของภริยาที่จะพึงปฏิบัติ ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยกันกับ ล.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1757/2531
ความว่า เนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 700,000 บาท โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 อีก จำเลยที่ 1 จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาตและสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1ด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 130) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 718,816 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2526 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ฯลฯ จำเลยที่ 1 ฎีกา (อันดับ 124) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 130) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนฎีกา คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 สามในสี่ จำหน่ายคดี
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1758/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(1)(7)(8) ฯลฯ จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 15) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 50,000 บาท (สำนวนธุรการ อันดับ 12แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยก็ยังไม่ยื่นฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1759/2531
ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อ 3 และข้อ 4ส่วนฎีกาข้อ 5 และข้อ 6 ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับ โจทก์ร่วมเห็นว่า ตามฎีกาข้อ 5 โจทก์ร่วมขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรหรือลักทรัพย์ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายส่วนฎีกาข้อ 6 โจทก์ร่วมฎีกาว่าศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 767,500 บาท แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอีกเช่นกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยวิธีปิดหมายส่วนจำเลยที่ 2 แถลงข้างคำร้องว่าได้รับสำเนาแล้ว(อันดับ 213 แผ่นที่ 2 และอันดับ 211) ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางนิตยาประยูรรัตน์ ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้น …
- ฎีกาที่ 176/2531
เหล็กแผ่นสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นเหล็กแผ่นที่ผลิตไม่ได้มาตรฐานถูกตัดออก บริษัทผู้ขายขายเหล็กพิพาทอย่างเป็นเศษเหล็ก โจทก์นำเหล็กดังกล่าวไปตัดซอยเป็นแผ่นเล็ก ๆ และเผาให้ร้อนรีดเป็นเหล็กเส้นตามขนาดและมาตรฐานที่ตลาดต้องการและนำออกจำหน่ายทั้งหมดโดยมิได้นำไปขายเป็นเหล็กแผ่น เหล็กพิพาทจึงจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 73.03 มิใช่ประเภทพิกัดที่73.13.
- ฎีกาที่ 176/2531
เหล็กแผ่นสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นเหล็กแผ่นที่ผลิตไม่ได้มาตรฐานถูกคัดออก บริษัทผู้ขายขายเหล็กพิพาทอย่างเป็นเศษเหล็กโจทก์นำเหล็กดังกล่าวไปตัดซอยเป็นแผ่นเล็ก ๆ และเผาให้ร้อนรีดเป็นเหล็กเส้นตามขนาดและมาตรฐานที่ตลาดต้องการ และนำออกจำหน่ายทั้งหมดโดยมิได้นำไปขายเป็นเหล็กแผ่น เหล็กพิพาทจึงจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 73.03 มิใช่ประเภทพิกัดที่ 73.13
- ฎีกาที่ 176/2531
เหล็กแผ่นสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นเหล็กแผ่นที่ผลิตไม่ได้มาตรฐานถูกตัดออก บริษัทผู้ขายขายเหล็กพิพาทอย่างเป็นเศษเหล็ก โจทก์นำเหล็กดังกล่าวไปตัดซอยเป็นแผ่นเล็ก ๆ และเผาให้ร้อนรีดเป็นเหล็กเส้นตามขนาดและมาตรฐานที่ตลาดต้องการ และนำออกจำหน่ายทั้งหมดโดยมิได้นำไปขายเป็นเหล็กแผ่น เหล็กพิพาทจึงจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 73.03 มิใช่ประเภทพิกัดที่ 73.13
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1760/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีเหตุผลที่จะชนะ โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 73 แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเลขที่ ฝ 5/1048/2/02677 ลงวันที่ 25 กันยายน 2525(น่าจะเป็นวันที่ 22 กันยายน 2525) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ 252/2527 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2527 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 72,71) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คำร้องของโจทก์มิใช่เป็นการขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 แต่เป็นการขอทุเลาการเสียภาษีอากร ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรที่จะอนุมัติตามนัย มาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบที่โจทก์จะไปร้องขอต่ออธิบดีกรมสรรพากร ให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1761/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอวางเงินสดจำนวน 150,000 บาท เป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7ลงโทษจำคุก 1 เดือน มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จำคุก 5 ปี เป็นความผิด 2 กระทงให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 25 ปี 1 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ฯลฯ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา เฉพาะจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 259,264 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 219) คำสั่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1762/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิ ฯลฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,371 ฯลฯเรียงกระทงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง จำคุก 1 ปีฐานพกพาอาวุธปืนโดยเปิดเผย จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุก 9 เดือน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าจะได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดต่อไป (อันดับ 16,15 แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยตีราคาประกัน 100,000 บาท (อันดับ 4 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และจำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1763/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522 มาตรา 43(4),157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291ปรากฏว่าจำเลยได้ช่วยเหลือฝ่ายผู้ตายดังปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหาย เป็นการบรรเทาผลร้ายจึงให้ลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก2 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 14) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 100,000 บาท (สำนวนธุรการ อันดั …
- ฎีกาที่ 1764/2531
เมื่อปรากฏว่าพนักงานที่ได้รับเงินเดือนของโจทก์ไม่ได้ทำงานให้บริษัทโจทก์แต่เพียงแห่งเดียว แต่ยังได้ทำงานให้บริษัทอื่นด้วยโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ว่าเป็นสัดส่วนมากน้อยเท่าใด รายจ่ายของโจทก์ที่เป็นเงินเดือน โบนัส และค่าตอบแทนอื่น ๆ ของพนักงาน ของโจทก์จึงเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามบางส่วนตามประมวลรัษฎากร มาตรา65 ตรี ส่วนรายจ่ายเกี่ยวกับค่าเช่าวิทยุ โทรพิมพ์ และค่าธรรมเนียมการใช้วิทยุโทรพิมพ์ของโจทก์นั้น เมื่อไม่ได้เป็นรายจ่ายเฉพาะการใช้ในกิจการของโจทก์ หากแต่เป็นรายจ่ายที่รวมอยู่กับการใช้ ในกิจการของบริษัทอื่นด้วยโดยไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นส่วนสัด มากน้อยเท่าใด รายจ่ายของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นรายจ่ายที่ ต้องห้ามบางส่วนตามมาตรา 65 ตรี เช่นกัน โจทก์ประกอบกิจการตัวแทนนายหน้าเป็นส่วนใหญ่ มิได้ลงทุนด้วยเงิน รายได้เบื้องต้นของโจทก์ก็คือรายรับที่ได้จากค่านายหน้าส่วนบริษัท ม. ประกอบกิจการซื้อขายสิ่งทอภายในประเ …
- ฎีกาที่ 1764/2531
เมื่อปรากฏว่าพนักงานที่ได้รับเงินเดือนของโจทก์ไม่ได้ทำงานให้บริษัทโจทก์แต่เพียงแห่งเดียว แต่ยังได้ทำงานให้บริษัทอื่นด้วยโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ว่าเป็นสัดส่วนมากน้อยเท่าใด รายจ่ายของโจทก์ที่เป็นเงินเดือน โบนัส และค่าตอบแทนอื่น ๆ ของพนักงานของโจทก์จึงเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามบางส่วนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี ส่วนรายจ่ายเกี่ยวกับค่าเช่าวิทยุ โทรพิมพ์และค่าธรรมเนียมการใช้วิทยุโทรพิมพ์ของโจทก์นั้น เมื่อไม่ได้เป็นรายจ่ายเฉพาะการใช้ในกิจการของโจทก์ หากแต่เป็นรายจ่ายที่รวมอยู่กับการใช้ในกิจการของบริษัทอื่นด้วยโดยไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นส่วนสัดมากน้อยเท่าใด รายจ่ายของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามบางส่วนตามมาตรา 65 ตรี เช่นกัน โจทก์ประกอบกิจการตัวแทนนายหน้าเป็นส่วนใหญ่ มิได้ลงทุนด้วยเงิน รายได้เบื้องต้นของโจทก์ก็คือรายรับที่ได้จากค่านายหน้า ส่วนบริษัท ม. ประกอบกิจการซื้อขายสิ่งทอภายในประเทศ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1764/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83,339 วรรค 2,340 ตรี จำคุกคนละ 15 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่า จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 76,75) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1765/2531
ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2516 โจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2516จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการชั้นบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำเลยและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดหลายครั้งและศาลอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์ได้เงินจากการขายทอดตลาดมาหักหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2517 การดำเนินการชั้นบังคับคดีนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2516 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2517 เป็นการดำเนินการภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว ทั้งเป็นการกระทำอื่นใด นับว่ามีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องและเพื่อให้ใช้หนี้ตามที่เรียกร้อง ย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงนับตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2517 ตามความในมาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายนี้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2517 ยังไม่ล่วงเลยกำหนดเวลาสิบปีฟ้องโจทก์จึงไม่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1765/2531
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษารอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลย เป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกา และฎีกาของจำเลยก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยมีพฤติการณ์ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลจะรอการลงโทษได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยไว้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 27) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4,5,6,10,12,15 ฯลฯ จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 2,450 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 4 เดือน โดยไม่ปรับลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน ฯลฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว …
- ฎีกาที่ 1766/2531
เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง จำเลยที่ 2กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี ก็โดยความเห็นชอบของสมาชิกสภาเทศบาลส่วนใหญ่ในที่ประชุมสภาเทศบาลจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งของโจทก์ที่ 3ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาเทศบาล ทั้งตามพระราชบัญญัติเทศบาลพ.ศ. 2496 หาได้มีบทบัญญัติให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลขอให้บังคับผู้ว่าราชการจังหวัดเพิกถอนการแต่งตั้งนายกเทศมนตรีและเทศมนตรีไว้แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55